
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับ ครูอัตราจ้าง สังกัดโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองบัวลำภู ข้อหา มีสารเสพติดยาบ้า จำนวน 12 เม็ด และอาวุธปืนไม่มีทะเบียน จำนวน 2 กระบอก ไว้ในครอบครอง จึงได้ควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวไปดำเนินการตามกฎหมาย นั้น
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ขณะนี้ทราบข้อมูลของบุคคลที่ตกเป็นข่าว พร้อมดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พบว่า บุคคลที่ตกเป็นข่าวเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูจริง และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น วันออกใบอนุญาต 6 กันยายน 2563 วันหมดอายุใบอนุญาต 5 กันยายน 2569 และล่าสุดทางโรงเรียนได้มีคำสั่งยกเลิกสัญญาจ้างแล้ว
ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ซึ่งจะนำเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน และดำเนินการพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไว้ก่อนโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน โดยหากการสอบสวนแล้วเสร็จ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งกรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง ถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
“หลังจากพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ แล้ว คณะอนุกรรมการสอบสวนฯ จะเร่งดำเนินการสอบสวนการประพฤติผิดตามข้อบังคับคุรุสภา และหากมีความผิดจริง บุคคลดังกล่าวก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯทันที และขอเน้นย้ำว่าในปัจจุบันคุรุสภาเอาจริง ไม่มีการเจรจา และไม่มีการประนีประนอมต่อผู้กระทำผิด เพราะผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกคน จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และไม่ประพฤติตนไปในทางที่เสื่อมเสีย กรณีที่ครูไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องเร่งดำเนินการทันที เพราะโรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยของนักเรียน และครูทุกคนจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว
ที่มา ; เดลินิวส์ออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
กมว.เข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล
เมื่อที่ 15 ก.ค.2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)ครั้งที่ 7/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม ที่ห้องประชุมมาลากุล ชั้น 3 สำนักงานเลขาธิกาาคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting
ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาและมีมติเห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 36,356 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต และขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
กลุ่มขึ้นทะเบียนใหม่รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 13,634 ราย แบ่งเป็น ครู 12,782 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา 658 ราย , ผู้บริหารการศึกษา 108 ราย, ศึกษานิเทศก์ 86 ราย และ
กลุ่มต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 22,722 ราย แบ่งเป็น ครู 20,807 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา 1,651 ราย, ผู้บริหารการศึกษา 130 ราย, ศึกษานิเทศก์ 134 ราย
นอกจากนี้ที่ประชุม กมว.ได้อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่ กมว. มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้ และที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อกระทำการอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ กมว. ตามมาตรา 25 (5) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546
“ประธานอนุกรรมการฯ แต่งตั้งโดยประธาน กมว.และ มีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา มีนักกฏหมายเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ เพื่อทำการกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาตฯ ในเบื้องต้น เมื่อนำเข้าที่ประชุม กมว.จะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นพิจารณาใหม่ จะทำให้การพิจารณาเร็วขึ้นและได้จำนวนมากขึ้น ต่อไปนี้การต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะต้องขอดูใบ ก.พ.7 ซึ่งในใบ ก.พ.7 มีประวัติของข้าราชการทุกคน ดังนั้น ถ้าใครเคยถูกลงโทษ การพิจารณาก็จะดูว่าสมควรต่อใบอนุญาตฯให้ได้หรือไม่ เนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม“
ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้พิจารณา อนุญาตให้คนที่เคยมีประวัติ มีโทษทางวินัย ทั้งครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีคดีความตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546-2547 ที่ไม่สามารถต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งขณะนี้คดีถูกตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จึงได้รับการต่อใบอนุญาตฯได้ จำนวน 4 ราย
ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องจรรยาบรรณ
· มีการยกข้อกล่าวหา กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนเคยได้รับการร้องเรียนว่ามีลักษณะข่มขู่ผู้ปกครองนักเรียน ในปี 2566 สอบสวนแล้วไม่เป็นไปตามที่มีการร้องเรียน กมว.จึงยกข้อกล่าวหาดังกล่าว รวมถึงกรณีครูส่งข้อความลงในไลน์กลุ่มคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา โดยใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม หรือใช้คำต่อต้าน(สามกลีบ) และใช้คำไม่สุภาพกับนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษามองว่าครูมีพฤติกรรมการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม จึงลงโทษด้วยการตักเตือน 2 ราย และภาคทัณฑ์ 1 ราย
· พิจารณาโทษวินัยไม่ร้ายแรง กรณีครูนำเงินของสหกรณ์โรงเรียนไปใช้ในลักษณะไม่เหมาะสม จึงมีคนร้องเรียนมา และถูกลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์ และมีครูดึงกระโปงเด็กจึงถูกโทษภาคทัณฑ์
· การลงโทษด้วยการตัดเตือน กรณีโครงการอาหารกลางวันที่ทำหลักฐานจ้างทำอาหารกลางวันในวันหยุดราชการ ต้นสังกัดมีการสอบสวนมาแล้ว และกมว.ได้ลงโทษตักเตือน
· ลงโทษกรณีอื่น ครูที่มีพฤติกรรมคุกครามทางเพศ ซึ่งต้นสังกัดสอบสวนมาแล้วมีโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง กมว.จึงพิจารณาโทษเป็นภาคทัณฑ์ และพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไปแล้ว ส่วนครูลงโทษนักเรียนไม่เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ตบศีรษะนักเรียน กมว.จึงลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์ รวมถึงมีครูพรากผู้เยาว์เด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งที่ผ่านมา กมว.พักใช้ใบอนุญาตฯไว้แล้ว แต่วันนี้ กมว.ได้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย กรณีการล่วงละเมิดทางเพศถือเป็นเรื่องสำคัญ กมว.จะพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อนแล้ว เพื่อเข้าสู่ขบวนการสืบสวนสอบสวน และเมื่อผลสอบออกมาว่าผิดจริง กมว.จึงพักใช้ใบอนุญาตฯทันที
“ยืนยันว่าคุรุสภาได้มีการลงโทษคนที่ทำผิดอย่างจริงจัง การภาคทัณฑ์จะมีผลกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน และจะมีผลกับเรื่องการพิจารณาความดีความชอบ ไม่สามารถไปขอรับรางวัลต่างๆได้แล้ว เพราะถือว่าคุณเคยมีโทษมาแล้ว ดังนั้น ครูต้องระมัดระวังการทำผิด ซึ่งเรื่องนี้ทุกรัฐมนตรีศธ.ที่เข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณครู จึงอยากเน้นย้ำผู้ที่ประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นอาชีพควบคุม เป็นวิชาชีพชั้นสูง และเป็นวิชาชีพที่สังคมคาดหวังมาก ครูจึงต้องระมัดระวัง ซึ่งก็ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดคนเข้ามาเรียนครู จนกระทั้งการคัดเลือกเข้าไปเป็นครู และการเลื่อนวิทยฐานะความดีความชอบระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถึงแม้ครูจะเหนื่อยแต่ความเหนื่อยจะเห็นผลที่เด็ก จึงอยากให้กำลังใจคุณครู ซึ่งขณะนี้ สพฐ. และ ก.ค.ศ. ซึ่งนำทีมโดยท่านรัฐมนตรีศธ. ที่จะเอางานที่ไม่จำเป็นออก เพื่อช่วยให้ครูมีเวลาในการสอนมากขึ้นจะได้เห็นชิ้นงานจริงๆของครู ก็ขอเอาใจช่วยซึ่งกันและกัน“ เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว
ที่มา ; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
เกี่ยวข้องกัน
คุรุสภา สั่งพักใช้ตั๋วครูสระบุรี ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน
กรณีครูชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองแค จ.สระบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง อายุ 7 ขวบ จำนวน 3 ราย และข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล๊กเมล์นั้น
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของบุคคลที่เป็นข่าวพบว่า เป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู มีใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู ออกให้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และจะหมดอายุในวันที่ 22 มิถุนายน 2570
นางอมลวรรณกล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ในเบื้องต้นได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พิจารณาพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไว้ก่อนโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน โดยหากการสอบสวนแล้วเสร็จ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งกรณีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงที่มีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ส่วนการดำเนินการด้านความผิดคดีอาญานั้นให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
“การที่ครูประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นเรื่องร้ายแรงที่จะต้องเร่งจัดการทันที เพราะครูทุกคนจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์และโรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน ซึ่งในขั้นแรกคุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน แต่หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาต ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป” เลขาธิการคุรุสภากล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 สิงหาคม 2568