
เมื่อวันที่ 11 ก.ค.นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกศธ. เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน จึงได้มีการกำหนดให้เรื่องดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของ ศธ. พร้อมทั้งมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานรอบด้านภายใต้นโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ในหน่วยงานทุกระดับมาอย่างต่อเนื่อง โดย“เสมาโพล” ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ซึ่งทำการสำรวจจากประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,378 หน่วยตัวอย่าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบการสำรวจออนไลน์ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2565 ผลการสำรวจพบว่า
1 . การรับทราบถึงนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของประชาชน : ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 76.7 ระบุว่า ทราบถึงนโยบาย MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยร้อยละ 31.20 ได้รับทราบข้อมูลผ่านการประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษา เช่น การติดป้ายหน้าหน่วยงาน การอบรม และการรณรงค์ ฯลฯ รองลงมา ร้อยละ 21.55 ได้รับทราบผ่านทางเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ 19.66 ได้รับทราบผ่านสื่อออนไลน์ เช่น YouTube, Facebook, Line, Twitter ฯลฯ ร้อยละ 3.08 ได้รับทราบผ่านการบอกต่อระหว่างผู้ใช้งานระบบ MOE Safety Center และร้อยละ 1.21 ได้รับทราบผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ โปสเตอร์ แผ่นพับ คู่มือ วารสาร ฯลฯ ส่วนประชาชนร้อยละ 23.30 ระบุว่า ไม่ทราบนโยบายดังกล่าว
ประสบการณ์เกี่ยวกับ “ความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา” ของประชาชน : ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 70.57 ระบุว่า ในห้วงปีที่ผ่านมา ตนเองหรือบุตรหลานวัยเรียนไม่เคยประสบกับปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา ส่วนอีกร้อยละ 29.43 ระบุว่า ตนเองหรือบุตรหลานวัยเรียนเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 12.29 ระบุว่า เคยประสบภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ เช่น การกลั่นแกล้ง รังแก รองลงมาคือ ร้อยละ 8.61 ระบุว่าเคยประสบภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุในสถานศึกษา ร้อยละ 5.92 ระบุว่าเคยประสบภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ เช่น การทะเลาะวิวาท และร้อยละ 2.61 ระบุว่าเคยประสบภัยที่เกิดจากการละเมิดสิทธิ์ เช่น การคุกคามทางเพศ การลงโทษแบบไร้เหตุผล ตามลำดับ
3.ความคิดเห็นต่อนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ : ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.45 มีความเห็นว่าจุดเด่นของการดำเนินงานรอบด้านตามนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ คือ เป็นการช่วยป้องกันความเสี่ยงในสถานศึกษาที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อตัวบุคคลหรือต่ออาคารสถานที่ รองลงมาคือ ร้อยละ 33.45 มีความเห็นว่าจุดเด่นของการดำเนินงานคือ เป็นการช่วยปลูกฝังหรือสอนให้เด็ก ๆ รู้จักวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เน้นการสอนวิชาชีวิตที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการสอนวิชาการ และร้อยละ 7.10 มีความเห็นว่าจุดเด่นของการดำเนินงานคือ เป็นการปราบปรามการกระทำผิดอย่างจริงจัง เน้นเยียวยาแก่ผู้เสียหายเป็นสำคัญ ตามลำดับ
4.ความเชื่อมั่นต่อนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ : ผลการสำรวจจำแนกตามกลุ่มผู้ให้ข้อมูล พบว่า กลุ่มผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 56.34 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 39.98 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 3.68 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น กลุ่มนักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 59.88 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 36.19 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 3.93 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น กลุ่มครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 61.83 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 31.30 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 6.87 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น กลุ่มประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ร้อยละ 49.02 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 39.22 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 11.76 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น และ
5.ในภาพรวมของนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจ จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ 7.40 คะแนน
โฆษกศธ.เปิดผลสำรวจ “เสมาโพล” นโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” พบ 71% ระบุปีที่ผ่านมาบุตรหลานวัยเรียนไม่ประสบปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา ที่เหลือ 29% เคยเจอ ส่วนใหญ่เกิดจากโดนกลั่นแกล้งรังแก การใช้ความรุนแรงของมนุษย์ และละเมิดสิทธิ์
ที่มา ; เดลินิวส์ 11 กรกฎาคม 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
เรียนออนไลน์ 2 ปี ความรุนแรงพุ่ง
นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เน้นย้ำให้ดูแลเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนต้องช่วยกันดูแล โดยช่วง 2 ปีที่เด็กต้องเรียนออนไลน์ พอกลับมาเรียนออนไซต์ร่วมกันพบว่า มีลักษณะปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายมิติ อาทิ การทะเลาะกันระหว่างเด็กกับเด็ก ทั้งโรงเรียนเดียวกันและต่างโรงเรียน ซึ่งมีการก่อเหตุเพิ่มมากขึ้น ขอให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ กำชับไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ให้ช่วยกันดูแล ขณะเดียวกัน ยังพบปัญหานักเรียนทำร้ายตัวเอง ถึงขั้้นเสียชีวิต และมีอีกหลายรายมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เนื่องจากที่ผ่านมา นักเรียนต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เรียนออนไลน์ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อาจทำให้มีปัญหาสภาพจิตใจ รวมถึงยังพบปัญหาความรุนแรงอีกหลายรูปแบบ ทั้งเด็กถูกทำร้ายจากพ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง ถึงขั้นล่วงละเมิดทางเพศ บางรายมีการตั้งท้อง
“ขอให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกคนกำชับไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ให้ดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล เพราะภัยที่เกิดขึ้นกับนักเรียนตอนนี้ ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นภัยในมิติด้านสังคม ซึ่งต้องได้รับการดูแลเป็นกรณีพิเศษ โดยในช่วง 3 เดือนแรกไม่อยากให้เน้นเรียนวิชาการมากนัก แต่อยากให้เน้นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียน ที่ต้องช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน โดยขอให้ทำงานร่วมกับ สาธารณสุขจังหวัด สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม ที่สำคัญของให้เน้นในเรื่องการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน เพื่อทำความเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคล หากพบว่ามีปัญหาให้เร่งหารือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแนวทางแก้ไขทันที” นายอัมพร กล่าว
เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเร่งติดตามโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งขอย้ำว่าเด็กที่อยู่ในช่วงการศึกษาภาคบังคับทุกคนต้องกลับมาเรียน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกคนต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น ส่วนผู้ที่อายุเกินการศึกษาภาคบังคับ ให้หาวิธีช่วยโดยหารือกับ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในพื้นที่เพื่อให้คนเหล่านี้มีโอกาสทางการศึกษา เน้นหลักสูตรระยะสั้น หรือหลักสูตรอาชีพ เพื่อการมีงานทำเป็นหลัก
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 11 กรกฎาคม 2565
สรุปสาระสำคัญ
กระทรวงศึกษาธิการกำหนด “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” เป็นนโยบายเร่งด่วนและสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยขับเคลื่อนผ่านนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” อย่างเป็นระบบทุกระดับ ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดย “เ
สมาโพล” จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 3,378 คน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 76.7 รับทราบนโยบายดังกล่าว โดยรับรู้ผ่านสถานศึกษา หน่วยงานทางการศึกษา เว็บไซต์ และสื่อออนไลน์เป็นหลัก
ในรอบปีที่ผ่านมา ประชาชนร้อยละ 70.57 ระบุว่าตนเองหรือบุตรหลานไม่เคยประสบปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา ขณะที่ร้อยละ 29.43 เคยประสบ โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือการกลั่นแกล้งและกระทบต่อสุขภาวะทางกายและใจ รองลงมาคืออุบัติเหตุ ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิ์ ผลสำรวจสะท้อนว่าจุดเด่นของนโยบายคือการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า และการปลูกฝังทักษะชีวิตให้ผู้เรียน
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นต่อมาตรการยังมีระดับ “ไม่แน่ใจ” ค่อนข้างสูงในทุกกลุ่ม สะท้อนความจำเป็นที่สถานศึกษาต้องนำมาตรการไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ควบคู่การดูแลผู้เรียนรายบุคคล โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงทางสังคมที่เพิ่มขึ้นหลังการเรียนออนไลน์
ข้อสอบ
สาระสำคัญที่สุดของนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” คือข้อใด
ก. การเพิ่มโทษทางวินัยแก่ผู้กระทำผิด
ข. การป้องกันและจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างรอบด้าน
ค. การลดภาระงานของครูด้านการดูแลนักเรียน
ง. การควบคุมพฤติกรรมนักเรียนด้วยกฎระเบียบ
ข้อมูลจากเสมาโพลสะท้อนปัญหาความไม่ปลอดภัยที่พบบ่อยที่สุดในสถานศึกษาคือเรื่องใด
ก. อุบัติเหตุจากอาคารสถานที่
ข. การละเมิดสิทธิ์ทางเพศ
ค. ความรุนแรงจากบุคคลภายนอก
ง. การกลั่นแกล้งและกระทบสุขภาวะทางกาย–ใจ
หากผู้บริหารสถานศึกษานำผลสำรวจนี้ไปใช้ ข้อใดเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียนวิชาการเพื่อควบคุมนักเรียน
ข. เน้นการสร้างความสัมพันธ์และดูแลนักเรียนรายบุคคล
ค. ลดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อลดความเสี่ยง
ง. ใช้มาตรการลงโทษเชิงรุกเป็นหลัก
เหตุใดความเชื่อมั่นต่อนโยบาย MOE Safety Center จึงยังอยู่ในระดับ “ไม่แน่ใจ” จำนวนมาก
ก. นโยบายยังไม่ประกาศใช้ทั่วประเทศ
ข. ขาดกฎหมายรองรับการดำเนินงาน
ค. การปฏิบัติในระดับสถานศึกษาอาจยังไม่เห็นผลชัด
ง. ประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
แนวคิด “ภัยในมิติด้านสังคม” ที่เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึง สอดคล้องกับการแก้ปัญหาแบบใด
ก. การเพิ่มงบประมาณอาคารเรียน
ข. การใช้เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย
ค. การทำงานเชิงเครือข่ายกับสาธารณสุขและชุมชน
ง. การปรับหลักสูตรให้ยากขึ้น
คลิกเฉลย >>>