
คงไม่มีใครปฏิเสธว่าจีนคือประเทศมหาอำนาจของโลกตอนนี้และจะเป็นไปอีกหลายปี
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนแปลงได้อย่างยิ่งใหญ่และรวดเร็วขนาดนี้
ตั้งแต่จีน มีนโยบายเริ่มเปิดประเทศ โดย เติ้ง เสี่ยว ผิง เมื่อ 40 ปีก่อน
ปัจจุบัน สี จิ้น ผิง ผู้นำรุ่นที่ 5 หลังจีนเปิดประเทศ คือผู้นำที่ได้ชื่อว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงและทำให้จีนเจริญรุดหน้าประเทศอื่น แบบว่า งงกันทั้งโลก
สี จิ้น ผิง ทำได้อย่างไร และจะทำอะไรต่อไปในอนาคต หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นถึงอนาคตของจีนว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปทิศทางไหนและเราควรปรับตัวหรือฉวยโอกาสนั้นอย่างไร
สรุปสิ่งที่น่าสนใจจากหนังสือ China 5.0
- อังกฤษใช้เวลา 150 ปี กว่า GDP ต่อหัวจะเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ในขณะที่เยอรมัน ใช้เวลา 65 ปี สหรัฐ 53 ปี ส่วนจีนใช้เวลาเพียง 12 ปี ตัวเลขดังกล่าวจะช่วยให้เราเข้าใจคำพูดที่ว่า "เวลามีต้นทุน" ได้อย่างดีโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมากเพราะถ้าคุณแค่อยู่เฉยๆในจีนเท่ากับคุณถอยหลังแล้ว
- คำกล่าวที่ว่า 1 ปีของจีน เท่ากับ 10 ปีของประเทศอื่น ดูจะไม่เกินความจริงเท่าไหร่ เพราะจีนเป็นสังคมที่ dynamic มาก และประเทศกำลังขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่
- โลกของจีน กลางเป็นวิชาบังคับที่ทุกคนต้องศึกษา ไม่ใช่วิชาเลือกอีกต่อไปแล้ว
- การเมืองของจีน มีโครงสร้างทีซับซ้อนแต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สี จิ้น ผิง เข้าใจในจุดนี้เป็นอย่างดี จึงเลือกจะปฏิรูประบบการเมืองของจีนให้อยู่ได้ด้วยแนวทางที่เข้ากับพื้นฐานของประเทศ ไม่ตามชาติตะวันตกจนควบคุมไม่ได้
- งานแรกที่ สี จิ้น ผิง เลือกที่จะทำ คือการสลายขั้วอำนาจของการเมืองทั้งสองขั้วด้วยการปราบคอร์รัปปชั่นครั้งใหญ่ นักการเมืองสองขั้วโดนจับมากกว่า 120 คนในช่วงเวลาเพียง 2 ปีแรกที่ สี จิ้น ผิง เข้ารับตำแหน่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพราะมีการปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่เกิดขึ้นด้วย
- หลายฝ่ายมองว่า สี จิ้น ผิง คือสุดยอดของการคอมมิวนิสต์ คือรวบำนาจทั้งหมดไว้ที่ตัวผู้เดียว แต่การกระทำดังกล่าวทำให้สั่งงานได้ง่าย งานเห็นผลและสร้างความพอใจแก่ประชาชนได้มากที่สุด โดยรัฐบาลจีนก็ยอมรับเสียด้วยและเรียกตัวเองว่า เป็นรัฐบาลเผด็จการเพื่อประชาชน
- แน่นอนว่า การเเป็นเผด็จการนั้น ย่อมเป็นเป้าให้ถูกวิจารณ์ แต่รัฐบาลจีน เลือกที่จะปล่อยให้วิจารณ์ไปโดยไม่ตอบโต้ แต่กลับรับมือด้วยการจ้าง "กองทัพนักโพสต์" ประมาณ 2 ล้านคน เพื่อคอยโพสต์ผลงานด้านดีของรัฐบาล เรียกว่า กระหน่ำโพสด้านดีจนคนลืมด้านเสียไปเลย
- สิ่งเดียวที่รัฐบาลจะเซ็นเซอร์ คือ ข้อความที่เรียกให้คนออกมารวมตัวกัน
- เหตุผลที่ สี จิ้น ผิง ต้องรวบอำนาจมาไว้ที่ตัวเอง ซึ่งวิเคราะห์ได้ คือ 1. รวมอำนาจมาไว้เพื่อความเด็ดขาดในการปราบคอรัปชั่น 2. รวบอำนาจเพื่อสร้างฐานการเมืองให้มั่นคงพอจะต้านกับกลุ่มทุนอำนาจ (ซึ่งก็น้อยลงไปทุกทีเพราะโดนล่อจนเรียบ) 3. เพื่อสร้างความมั่นคงของรัฐบาลในการนำประเทศภายใต้นโยบายใหม่ คือเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งขัดกับรัฐบาลก่อนๆที่เน้นการเติบโตแบบร้อนแรง
- นโยบายเศรษฐกิจของ สี จิ้น ผิง เน้นให้ประเทศเติบโตจากการลงทุนของเอกชน ในขณะที่รัฐบาลชุดก่อนภาครัฐเป็นผู้ลงทุน และเน้นการลดกำลังการผลิตส่วนเกิน หันไปสู่การผลิตที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยพยายาส่งเสริมภาคการผลิตที่เป็นสินค้าเชิงคุณภาพและมูลค่าสูงเช่นอิเลคโทรนิคส์หรือเน้นนวัตกรรม
- รัฐบาลจีนยังคงลงทุนอยู่ แต่จะลงทุนเฉพาะ 1. สาธารณูปโภคในเมืองห่างไกล 2. ลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่จีนกำลังขาดแคลน 3. ลงทุนในด้านนวัตกรรมหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI และ ลงทุนในการยกระดับเทคโนโลยี
- milestones ขอจีน ภายใต้การนำของ สี จิ้น ผิง คือ
ปี 2021 (พรรคคอมมิวนิสต์ครบรอบ 100 ปี) คนจีนทั้งประเทศจะอยู่ดีกินดีระดับหนึ่ง ปราศจากความยากจน (3 ปีนับจากนี้ไป)
ปี 2035 จีนจะเป็นประเทศที่ทันสมัย
ปี 2049 ประเทศจีนจะครบรอบ 100 ปี จีนจะเป็นประเทศมหาอำนาจสมัยใหม่ที่ร่ำรวย ประชาชนเป็นใหญ่ เลิศวัฒนธรรม สมานฉันท์และสวยงาม
ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของจีน แบ่งตามความเหมาะสมของแต่ละภาคส่วน (cluster) ดังนี้
1. ภาคอุตสาหกรรมที่จีนยังมีเทคโนโลยีห่างไกลจากประเทศตะวันตกเช่นอเมริกา เยอรมัน จีนจะใช้วิธีการเข้าไป takeover บริษัทแล้วดึงความรู้กลับมา (ดูด know how) หรือไปตั้งศูนย์วิจัยของตัวเองที่ประเทศดังกล่าว (ดูดคน) หรือ ชักชวนบริษัทต่างชาติให้เข้ามาตั้งโรงงาน/ลงทุนในจีน และสุดท้ายคือส่งเสริมให้ R&D ของจีนค้นคว้าด้วยตัวเอง
2. ภาคอุตสาหกรรมที่จีนมีเทคโนโลยีเหนือประเทศอื่น รัฐบาลจะลงทุนด้านการวิจัยเพื่อไม่ให้เกิดการหยุดนิ่ง
3. ภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีแรงงานเป็นหลัก สำหรับอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงาน ผลิตของราคาถูก จะเน้นให้ยกระดับไปผลิตของที่มีมูลค่าสูงขึ้น แต่ถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถยกระดับได้ จะให้ย้ายโรงงานฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงการผลิตต่ำกว่าแทน (ย้ายจากตะวันออกไปตอนกลางของประเทศ)
4. ภาคอุตสาหกรรมใหม่ หรือเศรษฐกิจใหม่ (New Ecomomy) ที่จีนเริ่มต้นพร้อมประเทศอื่นๆ เช่น AI จีนได้เปรียบในเรื่องจำนวนทรัพยากรมนุษย์อยู่แล้ว จึงทำให้ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกิดขึ้นมีโอกาสประสบความสำเร็จหรือเป็นรูปธรรมได้มากกว่า
- นโยบายเศรษฐกิจสำคัญที่จะได้เห็นจากจีนนับจากนี้ คือ
ปี 2025 นโยบาย Made in China 2025 ที่จะพลิกจีนจากประเทศการเป็นแหล่งผลิตสินค้าราคาถูกสู่ศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมก้าวหน้าเช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ หุ่นยนต์ รถยนต์พลังงานสะอาด ใครที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าของจากจีน หูตาต้องกว้างไกลแล้วเพราะต่อไปการขนส่งสินค้าจีน จะเปลี่ยนจากคำว่า Made in China ไปเป็น Made by Chinese แต่โรงงานอยู่ประเทศอื่น
ปี 2030 จีนตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
เมื่อปี 2015 จีนประการสร้าง cluster แห่งอภิมหาเมืองรวม 11 แห่ง หลักการคือการเชื่อมเมืองใหญ่และเมืองเล็กโดยรอบหลายเมืองเข้าไว้ด้วยรถไฟความเร็วสูง และพัฒนาเมืองใหม่ขึ้นตรงกลางของ Cluster นั้น เพื่อเป็นการกระจายความเจริญ ลดความหนาแน่นจากเมืองใหญ่ ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้คนอยู่เมืองเล็กไม่ต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาอัดแน่นในเมืองเพราะรถไฟความเร็วสูงสามารถพามาถึงเมืองใหญ่ภายในชั่วโมงเดียว
3 แห่งที่จะเป็นอภิมหาเมืองระดับ Super Cluster
Jing-Jin-Ji ศูนย์กลางอยู่ปักกิ่ง เชื่อม 13 เมือง 130 ล้านคน
Yangtze River Delta ศูนย์กลางอยู่เซี่ยงไฮ้ เชื่อม 16 เมือง 80 ล้านคน
Pearl River Delta ศูนย์กลางอยู่กวางเจา เชื่อม 11 เมือง 80 ล้านคน
ทั้งหมดที่ว่ามาเราจะได้เห็นในปี 2050
โครงการเชื่อมโลก One-Belt-One-Road ที่เราคุ้นหู ประเทศไทยอยู่ในส่วนที่เรียกว่าระเบียงเศรษฐกิจคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งรวมเวียดนามและกัมพูชาด้วย ระเบียบนี้เป็นเพียง 1 ใน 6 ระเบียงเศรษฐกิจย่อยเท่านั้น ภาพรวมของโครงการนี่ ต้องบอกว่าใหญ่ระดับที่ส่งผลกระทบกับชีวิตคนมากกว่าครึ่งโลกจริงๆ มากกว่าส่งคนไปดวงจันทร์เสียอีกนะ เพราะผลกระทบนี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตเราทุกมิติจริงๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ การอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้คน การหลั่งไหลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
ยุทธศาสตร์นี้ คือ การประกาศให้โลกรู้ว่าจีนพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลก แต่วิธีการนั้นจะเป็นมิตรกว่าอเมริกาที่เข้าไปเอาแต่ผลประโยชน์ ในขณะที่จีนพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกประเทศที่เข้าไป(แม้จีนจะต้อง Win กว่าอยู่ดี) และสนับสนุนความเป็นโลกาภิวัฒน์มากกว่า
- จีนประกาศจะเป็นผู้นำด้าน AI ในปี 2030 (อีก 12 ปี นับจากนี้) โดยถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญว่าจีนจะทำได้จริงหรือไม่
- แม้วันนี้ จีนยังเป็นรองในด้าน ระบบการประมวลผล (Computer Processor) กับขั้นตอนของการวิเคราะห์ (Algorithm) แต่สิ่งที่จีนมีเหนือกว่ามาก คือ ปริมาณข้อมุลมหาศาล (Big Data)
- การทำงานของ AI ใช้ทั้ง 3 อย่างนี้ประกอบกัน
2 อย่างแรกจีนใช้วิธีการซื้อและดูดคน ดูดองค์ความรู้ไปเรื่อยๆซึ่งในที่สุดจีนจะตามทันแน่นอน แต่ในเรื่อง Big Data นั้น จีนสามารถปิดข้อมูลการใช้งานของคนในประเทศได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้จีนได้เปรียบในที่สุด
- AI จะช่วยยกระดับประสิทธ์ภาพการแข่งขันของจีนในทุกด้าน เช่นลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน เพิ่มความสะดสบายในการใช้ชีวิต ฯลฯ แต่ที่สพคัญที่สุดคือ เอาไว้ควบคุมสังคมในประเทศนั่นเอง
- บริษัทเทคฯใหญ่ ตอนนี้ทุกคนหันมาพัฒนาด้าน AI ชนิดเต็มสูบ ทั้ง alibaba baidu tencents ซึ่งจะอยู่ใน 4-5 บทสุดท้ายของหนังสือ ซึ่งลองไปอ่านเองแล้วจะรู้ว่า แข่งกันแบบวิ่งร้อยเมตรทุกวันจริงๆ
เป็นหนังสือที่ต้องอ่านไว้เพื่อรู้เท่าทันอนาคตของเรา และอนาคตของโลก
ที่มา ; FB สมเกียรติ โอสถสภา