สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M133_นักวิชาการชี้เด็กหลุดระบบศึกษา 4.3 หมื่น ‘อนุบาล-ม.ปลาย’

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สถานศึกษาเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ถือเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มาเป็นเวลานานกว่า 1 ปี เช่น ปัญหาเรื่องเด็กหลุดจากระบบการศึกษา จะจัดการปัญหาความถดถอยของคุณภาพการศึกษาอย่างไร จะจัดระบบช่วยเหลือเด็กอย่างไร เป็นต้น โดยเฉพาะปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และซับซ้อน ขณะนี้จำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้นผิดปกติ จากที่ได้ทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า อัตราการเคลื่อนตัวของเด็กในประเทศเกือบ 1.8 ล้านคน จากเด็กทั้งหมด 5 ล้านคน มีโอกาสเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อดูจากเส้นแบ่งความยากจนที่ตัดในระดับรายได้ 2,700 บาท/คน/เดือน มีจำนวนเด็กเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ทำให้เห็นว่ามีคนจนเฉียบพลันเพิ่มมากขึ้นถึง 11%

จากข้อมูลเด็ก 1.8 ล้านคน ที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ได้รับความช่วยเหลือเยียวยาประมาณ 1.1 ล้านคนแล้ว เพราะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เหลืออีกประมาณ 7 แสนคน ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งเด็กเหล่านี้เด็กยากจน มีรายได้ประมาณ 1,000 บาท/คน/เดือน และยังไม่มีหน่วยงานใดช่วยเหลือ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการสำรวจโดย กสศ.และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า ขณะนี้มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาประมาณ 57,000 คน ยังดีที่มีการสำรวจ และการช่วยเหลืออย่างจริงจังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตามเด็กกลับมาได้บางส่วน เหลือเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจริงๆ อยู่ 43,060 คน ในจำนวนนี้พบว่าเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อ มีรายละเอียดดังนี้ จากระดับอนุบาลขึ้นชั้น ป.1 เด็กหลุดจากระบบ 4% ส่วนระดับชั้น ป.6 ขึ้น ม.1 หลุดจากระบบ 19% ส่วนชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 หลุดจากระบบ 48%

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวว่า ส่วนระดับมหาวิทยาลัยจะเกิดปรากฎการณ์คือ จากเด็ก 650,000 คนทั่วประเทศ เข้ามหาวิทยาลัยได้ประมาณ 300,000 คนเท่านั้น และเมื่อคิดเป็นภาพรวมทั้งประเทศ พบเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 14% จะเห็นว่ายิ่งระดับสูงขึ้นเท่าใด เด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้นเท่านั้น

ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริง เพราะผ่านการรวบรวมข้อมูล และวิจัยมาแล้ว ดังนั้น ถ้าไม่ทำอะไรเลย ภายในสิ้นปี 2565 จะมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา จาก 43,000 คน เพิ่มเป็น 56,000 คน ถ้าเปิดเทอม ศธ.และโรงเรียนไม่ช่วยกันไปตาม เด็กจะหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เมื่อเปิดเทอม 2/2564 อย่าเพิ่งเร่งจัดการเรียนการสอน ขอให้ดูความพร้อม เยียวยาด้านจิตใจของเด็กก่อน ถ้าครู ชุมชน ท้องถิ่น ช่วยตามเด็กอย่างจริงจัง จำนวนเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาจะลดเหลือไม่ถึง 20,000 คน” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

สาเหตุที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา คือ

1.จำนวนเด็กดรอปเพิ่มขึ้นรุนแรง เพราะสาเหตุมาจากครอบครัวยากจนลง ปัญหาความเครียด ความกดดันด้านเศรษฐกิจ และการเคลื่อนย้ายจากเมืองกลับไปสู่ชนบท เนื่องจากครอบควัรไม่มีงานทำ

2.เด็กระดับมัธยมศึกษาบางส่วนถูกผลักออก เพราะโรงเรียนต้องการเด็กเรียนเก่ง มีความประพฤติดี เด็กที่มีปัญหาเชิงพฤติกรรม เช่น ปัญหาความรุนแรง ปัญหายาเสพติด การตั้งครรภ์ การถูกบูลลี่ เป็นต้น ซึ่งโรงเรียนจะค่อยผลักเด็กเหล่านี้ออก และ

3.ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะเห็นว่าปีที่ผ่านมาเด็กเรียน On Line และ On Hand เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเด็กบางคนไม่พร้อมเรื่องเครื่องมือ เช่น อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้เด็กเรียนไม่รู้เรื่อง เข้าไม่ถึง เรียนไม่ทัน ไม่เข้าใจ ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา

ปีนี้สถานการณ์เด็กหลุดจากระบบการศึกษาจะรุนแรง หนักหน่วง และซับซ้อนขึ้น ดังนั้น ระบบการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนใหม่ คือระบบหลักสูตรที่จะต้องไม่เป็นลู่เดียว ระบบแข่งขัน สอบแล้วเข้ามหาวิทยาลัย ต้องปฏิรูประบบหลักสูตรเพื่อให้เด็กค้นพบศักยภาพของตัวเอง ค้นพบเส้นทางตนเองได้ เน้นการเรียนแบบลงมือปฏิบัติ ปรับความคิดเรื่องการเรียนอาชีวะ การเรียนสายอาชีพใหม่ ดังนั้น หลังเปิดเทอม ศธ.ต้องเร่งปรับเปลี่ยนหลักสูตร ทำต้นทางคือโรงเรียนให้ดี เพื่อช่วยให้เด็กค้นพบลู่ทางของตนเองในอนาคตได้” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 

ข่าวเกี่ยวกัน

กสศ.ร่วม 6 ภาคีเครือข่ายศึกษา ยกระดับฟื้นฟูคุณภาพการศึกษา หลังโควิด-19

วันที่ 2 พ.ย. 64 กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ องค์การยูเนสโก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO) Save the Children กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้นำการศึกษา 13 ประเทศ ผนึกกำลัง จัดประชุม ยกระดับและฟื้นฟูคุณภาพการศึกษา หลังโควิด-19 

ทั้งนี้ การประชุมได้ให้คำมั่น เดินหน้าร่วมมือยกระดับคุณภาพทางการศึกษาของบรรดาชาติสมาชิกอาเซียน และติมอร์-เลสเต โดยมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูการศึกษา ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 พร้อมชูบทบาท "ครู" ในฐานะฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยสร้างการเข้าถึงการศึกษาในทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะช่วยบรรลุหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ความเห็นชอบและคำมั่นสัญญาข้างต้น มีขึ้นในช่วงสรุปผลการประชุมวิชาการวาระพิเศษระดับภูมิภาคเพื่อครู และความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านระบบ virtual เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2564 เพื่อยกย่องเชิดชูครูผู้ทุ่มเทอุตสาหะและอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของลูกศิษย์ในอาเซียน
 
ทั้งนี้ ในช่วงสรุปผลการประชุม ภายใต้แนวคิดหลัก "สารแห่งความหวังและความร่วมมือเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาครูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Way Forward: A Message of Hope and Engagement for Teachers and Equitable Education)"

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า วิกฤติของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้จำเป็นต้องมีมาตรการปิดโรงเรียนเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาด กลายเป็นแรงกดดันที่บีบให้การเรียนการสอนของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับกระแสโลก นั่นคือ การเรียนทางไกล ที่ไม่ได้มีเพียงแต่นักเรียนเท่านั้นที่ต้องปรับตัว ครูในฐานะผู้สอนก็จำเป็นต้องปรับตัวเพิ่มทักษะขนาดใหญ่ให้การศึกษายังมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ข้อจำกัดและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการไทย ก็เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญในส่วนที่ครูและนักเรียนต้องเผชิญเป็นอย่างดี จึงได้มีการดำเนินการโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินชดเชยแก่นักเรียนรายละ 2,000 บาท เพื่อช่วยเหลือในเรื่องอุปกรณ์และสัญญาณอินเทอร์เน็ตสำหรับการเรียนทางไกล การสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงเครือข่ายครูให้มีพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์ ข้อมูลและความรู้ต่างๆ และการจัดคอร์สฝึกอบรมเพื่อเสริมทักษะการเรียนการสอนของครู โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโลยีดิจิทัลได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิผลสูงสุด

การจัดงานประชุมในครั้งนี้ที่ทำให้เกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญในเรื่องบทบาทของครู ซึ่งที่ผ่านมา ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการทำงานผลักดันเพื่อพัฒนาทักษะของครูไทยทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเดินหน้ายกระดับการศึกษาไทย เพราะเข้าใจดีว่า ความสามารถของครู คือหัวใจสำคัญของคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กๆ และการสร้างครูที่มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ครูได้รับการพัฒนาขีดความสามารถ การฝึกอบรมที่มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์แนวทางการศึกษาของโลกที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง” ดร.สุภัทร กล่าว

ด้านนายสุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ได้แสดงให้เห็นเรื่องราวมากมายที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจสร้างสรรค์สำคัญให้กับการพัฒนาการศึกษาของไทย โดยเฉพาะการเสริมสร้างทักษะความสามารถของครู ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพและมีความเสมอภาค และในฐานะองค์กรเล็กๆ ที่ตั้งเป้าเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาของไทย กสศ. ตระหนักถึงขีดความสามารถที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่นเดียวกับที่ตระหนักถึงความสำคัญของแรงสนับสนุนจากพันธมิตรในประเทศและระหว่างประเทศ ดังนั้น กสศ.จึงเชื่อมั่นในเรื่องของการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนในสังคมวงกว้าง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยนอกจากจัดการในเรื่องของการจัดสรรทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดแล้ว

กสศ. ยังได้ร่วมกับภาคีในการจัดสร้างฐานข้อมูลด้านการศึกษา รวมถึงการเดินหน้าผลักดันงานศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวทางศึกษาใหม่ๆ ซึ่งให้เกิดผลลัพธ์การศึกษาที่ดีที่สุดต่อนักเรียนและครู จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย

ขณะที่ คยองซัน คิม ตัวแทนจาก กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญของตัวชี้วัดคุณภาพทางการศึกษา ก็คือความเสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งหมายถึง การศึกษาที่คนทุกคน ไม่ว่าจะมีภูมิหลังเชื้อชาติ ภาษาใด ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือมีข้อจำกัดติดขัดใดๆ ก็สามารถเอื้อมถึงได้ แตะต้องได้เหมือนกัน และได้เท่ากัน

ดังนั้น ครูในฐานะผู้สอนจึงมีบทบาทสำคัญที่ไม่ควรถูกละเลย เพราะทักษะความสามารถของครูที่ดี ย่อมส่งผ่านต่อไปถึงการพัฒนาที่ดีของนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนที่มีข้อจำกัด เช่น เด็กด้อยโอกาส เด็กยากจน เด็กชายขอบ และเด็กพิการทุพพลภาพ ก็ยิ่งต้องการ "ครู" เข้ามาช่วยเหลือ ทั้งนี้ รัฐบาลแต่ละประเทศย่อมมีแนวทางการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของตนเองอยู่แล้ว ดังนั้น ยูนิเซฟจึงพร้อมและยินดีรับหน้าที่ในการช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้โครงการต่างๆ ของหลายหน่วยงานในหลายประเทศ รวมถึง องค์กรอย่าง กสศ. และ องค์กรความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ให้สามารถดำเนินการได้อย่างลุล่วงราบรื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือในด้านเงินทุน การให้ข้อมูลความรู้ และการร่วมมือศึกษาพัฒนาวิจัย

ส่วน นายประเสริฐ ทีปะนาท ผู้อำนวยการองค์การ Save the Children ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หนึ่งในปราการที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องสิทธิเด็กก็คือ ครู และครูที่มีทักษะความสามารถ มีประสิทธิภาพในการเรียนการสอน มีแนวคิดและจิตวิญญาณของความเป็นครู ไม่เพียงทำให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่จะช่วยให้เสียงของเด็กดังพอที่สังคมวงกว้างจะได้ยิน รวมถึงป้องกันการถูกล่วงละเมิดในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และการระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็เป็นอีกหนึ่งหลักฐานพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า ครู มีบทบาทและภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่จำเป็นและขาดไม่ได้ของการศึกษาที่มีคุณภาพและมีความเสมอภาค อันจะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.อีเทล แอกเนส พี. วาเลนซูเอลา ผู้อำนวยการองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Ministers of Education Organization - SEAMEO) กล่าวว่า นอกจากจะต้องมุ่งพัฒนาทักษะการเรียนการสอนของครูอย่างจริงจังแล้ว ยังแนะนำให้องค์กรรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมด้านการศึกษาในอาเซียนให้ความสำคัญของการพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครูด้วยเช่นกัน ที่ไม่เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีประยุกต์ใช้งานได้คล่องแคล่วเท่านั้น แต่ยังต้องรู้เท่าทัน และมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างเทคโนโลยีการสอนที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบททางสังคมของตนเองขึ้นมา เชื่อว่าครูที่มีทั้งทักษะการสอนและทักษะทางดิจิทัล จะช่วยยกระดับอัตราการรู้หนังสือของคนภายในภูมิภาค และขอให้นานาประเทศยกระดับการศึกษาให้เพิ่มขึ้นไปอีกขั้น นั่นคือนอกจากจะต้องใส่ใจกับครูในระดับปฐมวัย หรือเด็กเล็กๆ แล้ว ยังต้องหาแนวทางเพิ่มจำนวนเด็กให้ได้รับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปจากระดับประถมศึกษาให้ได้

ด้าน ชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า จะมุ่งส่งเสริมสนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษาให้สอดคล้องและควบคู่ไปกับกระแสทิศทางของโลกในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมดิจิทัล (Digital Transformation) ที่ครูและนักเรียนจำเป็นต้องมีทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการให้ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือแก่ครูเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน จะมีผลโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ช่วยให้เด็กทุกกลุ่มเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้อย่างเท่าเทียม และยูเนสโก ก็พร้อมที่จะเดินหน้าสนับสนุนช่วยเหลือ ตลอดจนเป็นคนกลางในการเชื่อมโยงผลักดันความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาทั่วโลก

ขณะที่ อิชิโร มิยาซาว่า รักษาการหัวหน้า องค์การยูเนสโก สำนักงานเมียนมา ผู้เชี่ยวชาญด้านการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต องค์การยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวว่า คุณลักษณะของครูผู้สร้างความเสมอภาคทางการศึกษามีทั้งหมด 7 ประการด้วยกันคือ

1.ดูแลเอาใจใส่และเคารพให้เกียรติเด็กแต่ละคน ซึ่งรวมถึง จุดแข็งและจุดอ่อนของเด็ก ทำให้พวกเขาเปล่งประกายในแนวทางความถนัดของตนเอง

2.สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจแก่เด็กๆ เพื่อให้พวกเขามีความเชื่อมั่นในตัวเอง

3.เป็นครูผู้กระหายใคร่รู้ อ่อนน้อมถ่อมตน และกระตือรือร้นในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

4.รู้จักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ ยืดหยุ่น น้อมรับความเสี่ยง มีภาวะผู้นำ และปรับตัวได้

5.มีทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการฟัง ให้ความเพลิดเพลิน และส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กๆ ได้พูดและคิดอย่างมีวิจารณญาณ

6.ทำความเข้าใจการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ รวมถึงทักษะทางจิตสังคม และ

7.รู้จักประยุกต์เชื่อมโยงการศึกษากับชีวิตจริงเพราะครูที่ดีที่สุดไม่ใช่ครูที่เก่งที่สุด แต่เป็นครูที่รู้ว่าลูกศิษย์ของตนมีดีอะไร แล้วหยิบยกคุณสมบัตินั้นขึ้นมาขัดเกลาหรือทำให้ลูกศิษย์ตระหนักถึงข้อดีเหล่านั้น เพื่อให้กลายเป็นคนคุณภาพของสังคม 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์ 2 พ.ย. 2564 

สรุปสาระสำคัญ

วิกฤตโควิด-19 ได้ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งมีลักษณะรุนแรง ซับซ้อน และขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลของ กสศ. พบว่า เด็กกว่า 1.8 ล้านคนจากทั้งหมด 5 ล้านคน อยู่ในภาวะเสี่ยงหลุดจากระบบ โดยมีสาเหตุหลักจากความยากจนเฉียบพลัน ความเครียดทางเศรษฐกิจ การย้ายถิ่น และความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงการเรียนออนไลน์ แม้จะมีการช่วยเหลือแล้วกว่า 1.1 ล้านคน แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการดูแล 

ปัญหาการหลุดจากระบบรุนแรงขึ้นตามช่วงรอยต่อระดับการศึกษา โดยเฉพาะช่วง ม.3 ขึ้น ม.4 ซึ่งมีอัตราหลุดสูงถึง 48% สะท้อนข้อจำกัดของระบบหลักสูตรที่เน้นการแข่งขันและเส้นทางเดียวสู่มหาวิทยาลัย นักวิชาการเสนอให้ชะลอการเร่งเรียนรู้เชิงเนื้อหา เน้นการเยียวยาจิตใจ และปรับหลักสูตรให้หลากหลาย เปิดโอกาสให้เด็กค้นพบศักยภาพของตนเอง ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือของรัฐ ครู ชุมชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1 

สาระสำคัญที่สุดที่ ศ.ดร.สมพงษ์ ต้องการสื่อเกี่ยวกับการ “เปิดภาคเรียน” หลังโควิด คือข้อใด

ก. การเปิดเรียนโดยเร็วจะช่วยลดช่องว่างทางการเรียนรู้
ข. การเปิดเรียนต้องมุ่งเร่งสอนเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป
ค. การเปิดเรียนควรคำนึงถึงความพร้อมและการเยียวยาเด็กเป็นลำดับแรก
ง. การเปิดเรียนต้องมุ่งลดภาระงบประมาณของรัฐ

 

ข้อ 2

อัตราเด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่สูงที่สุด สะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของระบบการศึกษาไทยในประเด็นใดมากที่สุด

ก. คุณภาพครูในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ข. ความไม่สอดคล้องของหลักสูตรกับบริบทชีวิตผู้เรียน
ค. การขาดแคลนงบประมาณด้านการศึกษา
ง. การบริหารจัดการของสถานศึกษาในระดับพื้นที่

 

ข้อ 3

การที่โรงเรียน “ค่อยๆ ผลักเด็กออก” จากระบบ สะท้อนปัญหาการบริหารเชิงคุณค่า (Value-based Management) ในข้อใด

ก. การขาดกลไกการประเมินผลภายใน
ข. การยึดผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเป็นศูนย์กลางมากเกินไป
ค. การไม่ปฏิบัติตามนโยบายกระทรวง
ง. การขาดทักษะด้านดิจิทัลของครู

 

ข้อ 4

ข้อเสนอการ “ปฏิรูประบบหลักสูตร” ในบทความ มีเป้าหมายเชิงระบบที่แท้จริงคือข้อใด

ก. เพิ่มอัตราการเข้ามหาวิทยาลัยของนักเรียน
ข. ลดภาระงานครูและผู้บริหาร
ค. สร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น
ง. ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับการสอบระดับชาติ

 

ข้อ 5

หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบ “อย่างยั่งยืน” มากที่สุด ควรดำเนินการใดเป็นลำดับแรก

ก. เพิ่มชั่วโมงเรียนเสริมในทุกระดับ
ข. ปรับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบเชิงรุกและบูรณาการ
ค. เร่งรัดการประเมินผลการเรียนหลังเปิดเทอม
ง. จัดอบรมครูด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
 

 

สถานการณ์

โรงเรียนมัธยมขนาดกลางแห่งหนึ่งในพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท เปิดสอนระดับ ม.1–ม.6 หลังสถานการณ์โควิด-19 พบว่าในช่วงรอยต่อ ม.3 ขึ้น ม.4 มีนักเรียนไม่มารายงานตัวถึง 27% นักเรียนกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนเฉียบพลัน บางส่วนต้องทำงาน บางส่วนเรียนออนไลน์ไม่ทัน และบางส่วนมีปัญหาพฤติกรรมจนถูก “แนะนำให้ไปเรียนที่อื่น”

ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ท่านได้รับแรงกดดันจากเขตพื้นที่ให้เร่งยกระดับผลสัมฤทธิ์ O-NET ขณะเดียวกันชุมชนเริ่มตั้งคำถามถึงบทบาทโรงเรียนในการ “ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง”

ข้อ 6

หากพิจารณาสถานการณ์ตามกรอบ ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (Ethical Leadership) การตัดสินใจใด “เสี่ยงต่อการผิดจริยธรรมผู้บริหาร” มากที่สุด

ก. คัดกรองนักเรียนที่มีศักยภาพเพื่อรักษาค่าเฉลี่ยผลสอบ
ข. รายงานข้อมูลเด็กหลุดตามจริง แม้ส่งผลต่อภาพลักษณ์โรงเรียน
ค. ใช้งบประมาณสนับสนุนเด็กยากจนเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง
ง. ประสานองค์กรภายนอกเพื่อช่วยตามเด็กกลับมาเรียน

 

ข้อ 7

ปัญหาเด็กหลุดช่วง ม.3 → ม.4 สะท้อน “ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ของระบบใดมากที่สุด

ก. ระบบการแนะแนว
ข. ระบบหลักสูตรและเส้นทางการเรียนรู้
ค. ระบบการเงินการคลังของโรงเรียน
ง. ระบบวินัยนักเรียน

 

ข้อ 8

หาก ผอ. ต้องกำหนด นโยบายเชิงระบบ ที่มีผลลดเด็กหลุดมากที่สุดใน 1 ปีแรก ควรเลือกแนวทางใด

ก. เพิ่มชั่วโมงเรียนเสริมทุกกลุ่มสาระ
ข. จัดตั้ง “ระบบติดตามรายบุคคลแบบสหวิชาชีพ”
ค. เพิ่มเกณฑ์ความเข้มงวดด้านระเบียบวินัย
ง. มุ่งยกระดับผลสอบระดับชาติเป็นเป้าหลัก

 

ข้อ 9

การที่โรงเรียน “แนะนำให้เด็กบางกลุ่มออก” เป็นตัวอย่างของการบริหารแบบใด

ก. School-based Management
ข. Outcome-based Management ที่บิดเบือน
ค. Participatory Leadership
ง. Inclusive Leadership

 

ข้อ 10

หากต้องเลือก ตัวชี้วัดความสำเร็จของผู้บริหาร ที่สอดคล้องกับแนวคิดของ กสศ. มากที่สุด ควรเป็นข้อใด

ก. ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ข. อัตราการเข้ามหาวิทยาลัย
ค. อัตราการคงอยู่ของนักเรียนกลุ่มเสี่ยง
ง. จำนวนกิจกรรมพัฒนาครู

 

ข้อ 11

ข้อใดคือการใช้ อำนาจเชิงวิชาชีพ (Professional Authority) อย่างเหมาะสมของ ผอ.

ก. บังคับครูใช้แผนการสอนรูปแบบเดียวกัน
ข. เปิดพื้นที่ให้ครูปรับหลักสูตรตามบริบทผู้เรียน
ค. ประเมินครูจากคะแนนสอบนักเรียนเท่านั้น
ง. ใช้คำสั่งเขตพื้นที่เป็นเกณฑ์เดียว

 

ข้อ 12

การเร่งสอนเพื่อ “ชดเชยเวลาเรียนที่หายไป” โดยไม่ฟื้นฟูจิตใจเด็ก อาจก่อให้เกิดผลใดมากที่สุด

ก. ผลสัมฤทธิ์ลดลงระยะสั้น
ข. ความเครียดและการหลุดออกจากระบบเพิ่ม
ค. ความไม่พอใจของผู้ปกครอง
ง. ภาระงานครูเพิ่มขึ้นเท่านั้น

 

ข้อ 13

หากต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับข้อเสนอของ ศ.ดร.สมพงษ์ แนวทางใดเหมาะสมที่สุด

ก. เพิ่มเนื้อหาวิชาการเข้มข้น
ข. ลดวิชาหลัก เพิ่มการสอบ
ค. จัดการเรียนรู้แบบ Project / Work-based Learning
ง. รวมรายวิชาเพื่อประหยัดงบประมาณ

 

ข้อ 14

การทำงานร่วมกับ อปท. และชุมชน สะท้อนบทบาท ผอ. ในฐานะใด

ก. ผู้จัดการองค์กร
ข. นักบริหารงบประมาณ
ค. ผู้นำเชิงเครือข่าย (Network Leader)
ง. ผู้ควบคุมคุณภาพ

 

ข้อ 15

หากเขตพื้นที่กดดันให้รักษาภาพลักษณ์ แต่ข้อมูลเด็กหลุดสูง ผอ. ควรยึดหลักใดเป็นฐานการตัดสินใจ

ก. หลักความคุ้มค่า
ข. หลักความโปร่งใสและความถูกต้อง
ค. หลักการเชื่อฟังคำสั่ง
ง. หลักการลดความเสี่ยงส่วนตัว

 

ข้อ 16 

บทบาทของครูตามแนวคิด UNESCO/UNICEF เน้น “ผลลัพธ์สุดท้าย” ใด

ก. เด็กสอบได้คะแนนสูง
ข. เด็กมีวินัย
ค. เด็กเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม
ง. เด็กเชื่อฟังครู

 

ข้อ 17

หากโรงเรียนมีทรัพยากรจำกัด การจัดสรรใดสะท้อนภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์มากที่สุด

ก. แจกเท่ากันทุกคน
ข. ใช้กับเด็กที่เรียนเก่งก่อน
ค. ทุ่มกับกลุ่มเสี่ยงสูงเป็นลำดับแรก
ง. เก็บไว้ใช้ภายหลัง

 

ข้อ 18

การใช้ผลสอบเป็นเครื่องมือ “คัดเด็ก” ขัดกับหลักใดมากที่สุด

ก. หลักประสิทธิภาพ
ข. หลักคุณธรรม
ค. หลักความเสมอภาคทางการศึกษา
ง. หลักการประเมินผล

 

ข้อ 19

หาก ผอ. ต้องเขียนรายงานเสนอเขตพื้นที่ ข้อใดคือ “สาระเชิงนโยบาย” ที่ควรเน้น

ก. ปัญหาความผิดของนักเรียน
ข. ความบกพร่องของครู
ค. ปัจจัยเชิงระบบที่อยู่นอกอำนาจโรงเรียน
ง. ข้อจำกัดด้านงบประมาณเพียงอย่างเดียว

 

ข้อ 20

ข้อใดสะท้อน ผู้อำนวยการโรงเรียนมืออาชีพในศตวรรษที่ 21 มากที่สุด

ก. คุมเข้ม ระเบียบสูง ผลสอบเด่น
ข. บริหารตามคำสั่งโดยเคร่งครัด
ค. สร้างระบบที่ “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
ง. มุ่งแข่งขันกับโรงเรียนอื่น

 

ข้อ 21

ปรากฏการณ์เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังโควิด สะท้อน “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ในมิติใดมากที่สุด

ก. การจัดการเรียนการสอนของครู
ข. ระบบการเงินการคลังของรัฐ
ค. การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่ไม่ยืดหยุ่น
ง. คุณภาพผู้เรียนรายบุคคล

 

ข้อ 22

หากผู้อำนวยการโรงเรียนยังคงใช้ผลสอบเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหลักเพียงด้านเดียว ผลกระทบใดจะเกิดขึ้นรุนแรงที่สุดในระยะยาว

ก. ครูมีภาระงานเพิ่ม
ข. เด็กกลุ่มเสี่ยงถูกกันออกจากระบบ
ค. ความสัมพันธ์กับชุมชนลดลง
ง. ความน่าเชื่อถือของการประเมินลดลง

 

ข้อ 23

แนวคิด “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” เชื่อมโยงกับหลักการใดมากที่สุดในการบริหารสถานศึกษา

ก. ประสิทธิภาพ (Efficiency)
ข. ความคุ้มค่า (Value for Money)
ค. ความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity)
ง. การกระจายอำนาจ (Decentralization)

 

ข้อ 24

การที่โรงเรียน “แนะนำให้เด็กที่มีปัญหาออก” เป็นตัวอย่างของการใช้ อำนาจทางการบริหาร แบบใด

ก. อำนาจตามกฎหมาย
ข. อำนาจเชิงวิชาชีพ
ค. อำนาจเชิงควบคุมเพื่อภาพลักษณ์
ง. อำนาจเชิงมีส่วนร่วม

 

ข้อ 25

หากต้องเลือกนโยบายเดียวที่ลดเด็กหลุดจากระบบได้มากที่สุดใน 1 ปีแรก ผู้บริหารควรเลือกข้อใด

ก. เพิ่มเวลาสอนและการติวเข้ม
ข. จัดตั้งระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุกแบบรายบุคคล
ค. ปรับเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ให้เข้มขึ้น
ง. เพิ่มการแข่งขันระหว่างห้องเรียน

 

ข้อ 26

ข้อใดสะท้อน “ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม” ของผู้อำนวยการโรงเรียนมากที่สุด

ก. ปกปิดข้อมูลเด็กหลุดเพื่อรักษาภาพลักษณ์
ข. รายงานข้อมูลจริงแม้ส่งผลต่อการประเมิน
ค. คัดเด็กเก่งเป็นตัวแทนโรงเรียน
ง. ปรับผลการเรียนเพื่อไม่ให้เด็กตก

 

ข้อ 27

การจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เด็กหลุดจากระบบมากที่สุด คือแนวทางใด

ก. เน้นเนื้อหาวิชาการเข้มข้น
ข. การเรียนรู้แบบแข่งขันและจัดอันดับ
ค. การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติและค้นหาเส้นทางตนเอง
ง. การเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ

 

ข้อ 28

ตัวชี้วัดใดเหมาะสมที่สุดสำหรับประเมิน “ความสำเร็จของผู้บริหาร” ในบริบทความเสมอภาค

ก. คะแนนเฉลี่ย O-NET
ข. อัตราการสอบติดมหาวิทยาลัย
ค. อัตราการคงอยู่ของนักเรียนกลุ่มเสี่ยง
ง. จำนวนกิจกรรมพิเศษของโรงเรียน

 

ข้อ 29

การทำงานร่วมกับ อปท. กสศ. และภาคประชาสังคม สะท้อนบทบาทใดของผู้อำนวยการ

ก. ผู้จัดการงบประมาณ
ข. ผู้นำเชิงเครือข่าย
ค. ผู้ควบคุมคุณภาพ
ง. ผู้บังคับใช้ระเบียบ

 

ข้อ 30

หากผู้อำนวยการเน้น “การรักษาผลลัพธ์ของโรงเรียน” มากกว่า “การรักษาเด็ก” จะขัดกับหลักใดมากที่สุด

ก. หลักประสิทธิภาพ
ข. หลักสิทธิเด็ก
ค. หลักการประเมินผล
ง. หลักการบริหารความเสี่ยง

 

ข้อ 31

ปัญหาเด็กหลุดช่วง ม.3 → ม.4 สะท้อนจุดอ่อนของระบบใดเด่นชัดที่สุด

ก. ระบบการแนะแนว
ข. ระบบหลักสูตรทางเลือก
ค. ระบบบริหารบุคคล
ง. ระบบงบประมาณ

 

ข้อ 32

หากโรงเรียนมีทรัพยากรจำกัด การจัดสรรใดสะท้อนภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์มากที่สุด

ก. แจกทรัพยากรเท่ากันทุกคน
ข. ให้เฉพาะเด็กเรียนดี
ค. ทุ่มทรัพยากรให้กลุ่มเสี่ยงสูง
ง. เก็บทรัพยากรไว้ใช้ภายหลัง

 

ข้อ 33

การเร่งจัดการเรียนการสอนโดยไม่ฟื้นฟูจิตใจเด็ก จะส่งผลใดมากที่สุด

ก. ผลสัมฤทธิ์ลดลงชั่วคราว
ข. ภาระงานครูเพิ่ม
ค. ความเครียดและการหลุดจากระบบซ้ำ
ง. ความไม่พอใจของผู้ปกครอง

 

ข้อ 34

บทบาทของครูตามกรอบ UNESCO/UNICEF มุ่งผลลัพธ์ใดเป็นหลัก

ก. ความรู้เชิงวิชาการ
ข. ความมีวินัย
ค. การเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม
ง. ความสามารถในการแข่งขัน

 

ข้อ 35

หากผู้อำนวยการต้องเสนอแผนต่อเขตพื้นที่ สิ่งใดควรถูกนำเสนอเป็น “สาระเชิงนโยบาย”

ก. ความผิดของนักเรียน
ข. ความบกพร่องของครู
ค. ปัจจัยเชิงระบบที่อยู่นอกอำนาจโรงเรียน
ง. สถิติผลสอบย้อนหลัง

 

ข้อ 36

การปฏิรูประบบหลักสูตรเพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุด ควรเริ่มจากระดับใดก่อน

ก. ระดับมหาวิทยาลัย
ข. ระดับมัธยมปลาย
ค. ระดับต้นทางคือโรงเรียน
ง. ระดับเขตพื้นที่การศึกษา

 

ข้อ 37

ข้อใดคือ “ความเสี่ยงเชิงจริยธรรม” ของผู้บริหารที่พบบ่อยในภาวะวิกฤติ

ก. ตัดสินใจล่าช้า
ข. ยึดภาพลักษณ์มากกว่าผู้เรียน
ค. ใช้งบประมาณเกินกรอบ
ง. กระจายอำนาจมากเกินไป

 

ข้อ 38

การใช้ผลสอบเป็นเครื่องมือคัดเด็ก ขัดกับหลักใดมากที่สุด

ก. หลักประสิทธิภาพ
ข. หลักคุณธรรม
ค. หลักความเสมอภาคทางการศึกษา
ง. หลักการประเมินผล

 

ข้อ 39

ผู้อำนวยการโรงเรียนมืออาชีพในศตวรรษที่ 21 ควรมีบทบาทใดเด่นที่สุด

ก. ผู้ควบคุมระเบียบ
ข. ผู้รักษาภาพลักษณ์
ค. ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
ง. ผู้จัดการผลสัมฤทธิ์

 

ข้อ 40

หากต้องเลือกค่านิยมหลักเพียงข้อเดียวในการบริหารโรงเรียนในภาวะวิกฤติ ควรเป็นข้อใด

ก. ความรวดเร็ว
ข. ความถูกต้องตามระเบียบ
ค. การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ง. การลดความเสี่ยงขององค์กร
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม