
บทความโดย Praornpit Katchwattana
“หมดยุคของ “ทักษะศตวรรษที่ 21 เพราะปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิมถึง 20 เท่า” นี่คือคำกล่าวที่บทความเรื่อง “ทุนมนุษย์ เพื่อพ้นความยากจนข้ามรุ่น” โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สื่อสาร ก่อนที่นำเราไปไปรู้จักกับตัวแปรสำคัญที่ทำให้คำว่า “ทักษะศตวรรษที่ 21” เก่าไปแล้ว นั่นคือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่มีผลอย่างยิ่งต่อ การพัฒนาทุนมนุษย์ ในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (The Fourth Industrial Revolution) ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สำคัญทั้ง 4 ด้าน ได้แก่
· ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)
· ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation)
· อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things)
· คลาวน์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing)
โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้การทำงานในอุตสาหกรรมและการบริการต่างๆ มีความฉลาดขึ้นและไม่ต้องการ “คน” ระบบการให้บริการต่างๆ สามารถทำเอง คิดเอง ได้แทบทั้งหมดจึงเป็นยุคที่ระบบการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมากทั้งความเร็วและมิติในการปรับตัว
ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าคณะวิจัยเรื่อง การพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อพ้นความยากจนข้ามรุ่นของ กสศ.
“หมดยุคของ ทักษะในศตวรรษที่ 21 แล้ว และในปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการใช้ทักษะใน ปี 2015 ในการจัดการศึกษา และเพียง 5 ปีต่อมา (2020) ทักษะบางอย่างไม่ได้ติด 10 อันดับแรกอีกแล้ว ขณะที่ ทักษะบางอย่างมีความสำคัญน้อยลง ที่หนักกว่า นั้นคือ ภายหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ทักษะทั้งหมดที่สำรวจไว้ก่อนโควิดแทบจะใช้ไม่ได้อีกเลย”
เราอยู่ในโลกที่หมุนเร็วและไม่แน่นอน ทักษะที่มีอยู่จะหมดความสำคัญเร็วมาก เด็กทุกวันนี้ไม่ต้องเก่งทุกอย่าง แต่ต้องเก่งเรื่องนำเครื่องมือและเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ทั้งในการช่วยให้เราทำ สิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้น และช่วยให้เราทำ สิ่งที่ไม่ถนัดได้ดีกว่าเดิม ระบบการศึกษาไทยในวันนี้สร้างเด็กแบบนี้หรือเปล่า หรือยังสร้างเด็กแบบเดิมๆ มีความคิดแบบเดิมในโลกที่กำลังทิ้งเราไว้ข้างหลังเรื่อยๆ”
นอกจากนั้น ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ผลการวิจัยพบว่าหลังการระบาดของโควิด-19 การไม่ได้อยู่ในสังคม ไม่ได้ไปโรงเรียนทำให้เด็กและเยาวชนอยู่ในภาวะ Social Skill Loss
“เด็กไม่สบตา กลัว ไม่กล้าแสดงออก แม้ทำ กิจกรรมกลุ่มก็ร้องไห้ขออยู่แต่กับคนที่คุ้นเคย ทักษะการสื่อสารพื้นฐานแค่ให้เข้าใจกัน ใช้ระดับภาษาให้เหมาะกับสถานการณ์พบว่ามีปัญหาระดับปานกลาง ซึ่งตรงกับที่ทีมวิจัยทำโฟกัสกรุ๊ปกับนายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่คุยไม่รู้เรื่อง ไม่สบตา อ่านข้อความในไลน์ไม่เข้าใจ นายจ้างสั่งแบบหนึ่ง แต่เด็กทำอีกแบบหนึ่งคณะวิจัยได้ผ่านการทดสอบซํ้าหลายรอบพบว่าทุกจังหวัดเด็กที่กำลังจบ ม.3 มีความสามารถมองโลกในแง่บวกอยู่แค่ระดับปานกลาง ถ้าเจาะตามภาคมีแค่ครึ่งเดียวที่สามารถมองโลกในแง่บวก เวลาเจอปัญหาอะไรก็ตาม ปฏิกิริยาแรกที่เจอนั้นมีความสำคัญ เวลาเจอปัญหามองด้วยวิธีไหน วิธีการรับมือสถานการณ์ต่างๆ จะแตกต่างกันไป”
“การประเมินความพร้อมเข้าสู่โลกของงานด้วย Soft Skill ทั้ง 7 ด้านพบว่าตํ่ากว่าเกณฑ์ทั้งหมด ทั้งทักษะการทำ งานเป็นทีม ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ซึ่งหมายถึงล้มแล้วลุก อดทน ไม่วีน ไม่แตกสลายไปง่ายๆ นี่คือสภาพของเด็กที่เราบอกว่าจะเจอปัญหาหนักที่สุด แต่ความสามารถในการรับมือกับปัญหาตํ่าที่สุด”
เปิดผลการสำรวจจาก โครงการพัฒนาเครื่องมือเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กและเยาวชนในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน เด็กไทยขาด Soft skills สำคัญ
สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ดำ เนินการวิจัยเพื่อประเมินความพร้อมของเด็กและเยาวชนในการปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งได้พบว่า แรงงานในประเทศไทยขาดทักษะพื้นฐานและขาดอุปนิสัยที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ส่งผลให้มีคุณสมบัติที่ไม่ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน
โดยพบว่าคะแนน Career Readiness หรือการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ เป็นเหมือนครูแนะแนวที่จะช่วยให้เห็นความถนัดของนักเรียนแต่ละคนว่ามีทักษะในด้านใดบ้างเป็นตัวชี้วัดว่า เวลาเด็กเรียนจบออกไปสู่โลกตลาดแรงงานเขาจะมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน เด็กที่มีคะแนนสูงจะปรับตัวได้เร็ว มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง รวมถึงโอกาสที่จะเติบโตไปสู่ตำแหน่งงานที่สูงกว่าก็จะมีมากขึ้นส่วนกลุ่มที่มีคะแนนตํ่ากว่าจะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการได้งานทำ และรายได้โดยเฉพาะการรับมือในตลาดแรงงานหลังโควิด-19 ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิมมากการวิจัยครั้งนี้พบว่าการสูญเสียความพร้อมด้านอาชีพ (Career Readiness Loss) ในกลุ่มที่เข้าไปเก็บข้อมูลมี 3 ประเภทคือ
· ทักษะการเข้าสังคม (Social Skill)
· อุปนิสัย บุคลิก ทัศนคติ(Soft Skill)
· การปรับตัวด้านอาชีพ (Career Adaptability)
การประเมิน Soft Skill ทั้ง 7 ด้านพบว่าเด็กตํ่ากว่าเกณฑ์ทั้งหมด โดยลดลงถึง 30-50% กลุ่มที่มีคะแนนทดสอบตํ่ากว่าคะแนนเฉลี่ยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนจากครัวเรือนยากจน
โควิดทำให้ Soft Skill ของเด็กที่เสี่ยงจะหลุดออกจากระบบที่อยู่ในโรงเรียนขยายโอกาส ลดลงประมาณ 30-50% แต่ถ้าเป็นเด็กในโรงเรียนมัธยมทั่วไปจะลดลงแค่ 5-15% กลุ่มเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสม Soft Skill น้อยกว่าที่ควร ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะถ้าไม่สามารถดึงเด็กขึ้นมาได้เขาจะผ่านด่านชีวิตต่างๆ ไม่ได้และจะกลายเป็นปัญหาความยากจนข้ามรุ่น โดย Soft Skill เป็นทุนทางจิตวิทยาหรือสิ่งที่อยู่ในใจเราที่ทำให้เรากลายเป็นคนที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น มีความอดทน มีวินัย มองโลกในแง่ดีไจมอยู่กับปัญหานั่นเอง ตั้งเป้าสร้าง 10 ทักษะผสม วางแผน การพัฒนาทุนมนุษย์ ติดปีกเด็กไทยให้ไปได้ไกลกว่าเดิม ผลสำรวจจากโครงการนี้ของ กสศ. ยังระบุชัดเจนว่า เด็กไทยที่จะเติบโตและอยู่ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ต้องมีความเป็นฮีโร่ในตัวเอง ไม่ยอมแพ้แก่ปัญหาหรืออุปสรรคแบบง่ายๆ เช่น ต้องเป็นเด็กที่มองว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องปกติในชีวิตที่ต้องทำทุกวัน ไม่ต้องมีสถานการณ์พิเศษถึงจะไปเรียนรู้ทีหนึ่ง แต่สามารถทำ ได้ทุกวัน แล้วจะกลายเป็นหยดนํ้าที่สะสมไปเรื่อยๆ กลายเป็นองค์ความรู้เป็นทักษะของเขา และเป็นเด็กที่อยู่กับความไม่แน่นอนได้ มองว่าความไม่แน่นอนไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่คือโจทย์ในชีวิตที่ต้องรับมือให้ได้ โดยในรายงานผลโครงการฉบับเดียวกันนี้ ได้มีการแนะนำ 10 ทักษะผสม จาก World Economic Forum 2021 ที่จำเป็นสำหรับเด็กยุคนี้ว่าทักษะผสม คือ ทักษะที่จะช่วยให้เด็กรุ่นใหม่รับมือกับความผันผวนของโลกได้แม้เมื่อเขาเติบโตและก้าวเข้าสู่โลกที่่ต่างจากเดิม เด็กก็ยังรับมือได้อย่างดีและมั่นคง โดยแบ่งออกเป็น ทักษะผสมในกลุ่ม Problem Solving มีดังนี้ · ANALYTICAL THINKING AND INNOVATION การคิดวิเคราะห์และต่อยอดสร้างสรรค์ด้วยสิ่งใหม่ การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ถือเป็นทักษะที่สำคัญต่อการจัดการปัญหาอันซับซ้อนในโลกอนาคต แต่ทักษะนี้อย่างเดียวไม่เพียงพอ การคิดเชิงวิเคราะห์ควรต้องมาพร้อมกับการต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งใหม่หรือสร้างนวัตกรรมได้(Innovation) เช่น เด็กอาจได้รับโจทย์ให้คิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุและผลกระทบของปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีต่อพวกเขาและครอบครัว ทั้งยังอาจคิดต่อยอดไปสู่นวัตกรรมที่จะช่วยลดฝุ่นควันในชุมชน โดยนวัตกรรมนั้นอาจเป็นได้ทั้งนวัตกรรมทางสังคมหรือทางเทคโนโลยี เป็นต้น · COMPLEX PROBLEM-SOLVING การแก้ปัญหาที่่มีความซับซ้อน ทักษะการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนนั้นต้องอาศัยความสามารถที่จะระบุปัญหาที่ซับซ้อนออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทั้งยังเสนอทางแก้ไขได้สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สร้างสรรค์และมีเหตุผล นอกจากนี้ยังต้องการความสามารถในการรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล และหาทางออกที่สร้างสรรค์ การสร้างทักษะด้านนี้อาจเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นให้เด็กตั้งคำถาม และให้โอกาสในการแก้ปัญหาทั้งนี้ปัญหานั้นต้องท้าทาย แต่ไม่ยากเกินไป · CRITICAL THINKING AND ANALYSIS การคิดเชิงวิพากษ์และเชิงวิเคราะห์ ทักษะผสมด้านนี้คือ ความสามารถในการประเมินและให้เหตุผลเกี่ยวกับข้อมูล รวมถึงระบุจุดอ่อนและจุดแข็ง ทั้งยังโต้แย้งหรือสร้างสมมติฐานใหม่จากข้อมูลที่ได้รับได้เป็นทักษะที่ช่วยให้เด็กแก้ปัญหาและตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลบนฐานข้อมูลที่ผ่านการประเมินอย่างรอบด้านแล้วการสร้างทักษะด้านนี้อาจเริ่มต้นด้วยการเปิดให้เด็กวิเคราะห์ข่าวสาร รวมถึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับอคติประเภทต่างๆเพื่อเขาจะได้รู้เท่าทัน · CREATIVITY, ORIGINALITY AND INITIATIVE การคิดเชิงสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครและรู้จักริเริ่มลงมือทำ โลกในอนาคตนั้นจะเต็มไปด้วยปัญหาและความท้าทายใหม่ๆ ดังนั้นการรู้จักคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creativity) อย่างมีเอกลักษณ์ไม่ซํ้าใคร (Originality) รวมถึงรู้จักริเริ่มลงมือทำ (Initiative) จึงเป็นทักษะผสมที่สำคัญ ความคิดสร้างสรรค์ไม่จำ เป็นต้องจำ กัดอยู่แค่ชั้นเรียนดนตรีศิลปะ หรืองานเขียนแต่ยังสามารถสอดแทรกในทุกองค์ความรู้เช่น เด็กอาจใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่แวดล้อมชุมชน โดยหาวิธีจัดการอย่างแตกต่างจากเดิมที่เคยทำ กันมา รวมถึงเด็กอาจโน้มน้าวคุณครูและครอบครัวให้ช่วยลงมือทำ ให้เกิดขึ้นจริง เป็นต้น · REASONING, PROBLEM-SOLVING AND IDEATION การรู้จักใช้เหตุผลลเพื่อแก้ปัญหารวมถึงระดมแนวคิดใหม่ๆ เพื่อหาทางออก ทักษะผสมด้านนี้ถือเป็นทักษะที่สำคัญและจำ เป็นต่อโลกอนาคตอย่างยิ่ง เพราะยิ่งโลกเผชิญปัญหาใหม่ๆ เด็กที่เก่งเรื่องการใช้เหตุผล แก้ปัญหาเก่ง มีชุดข้อมูลและแนวคิดใหม่ๆเพื่อหาทางออกจะพร้อมรับมือกับความแปรปรวนที่เกิดขึ้น รวมถึงสามารถสร้างความแตกต่างให้แก่โลกได้การสร้างทักษะด้านนี้อาจเริ่มต้นด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กตั้งคำ ถามกับเรื่องรอบตัว จากนั้นชวนทำความเข้าใจสาเหตุของปัญหา เริ่มหาทางแก้ไข และระดมแนวคิดใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิมเพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืน เป็นต้น ต่อมาเป็นทักษะในกลุ่ม SELF MANAGEMENT · ACTIVE LEARNING AND LEARNING STRATEGIES การเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมและมีกลยุทธ์การเรียนรู้ การเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม (Active Learning) คือ การที่เด็กไม่ได้แค่ตั้งใจฟังบรรยายหรืออ่านตำราเรียนอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และลงมือทำส่วนทักษะการเรียนรู้อย่างมีกลยุทธ์ (Learning Strategies) คือ การฝึกให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์หาหนทางใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายการเรียนที่ตัวเด็กวางไว้การสร้างทักษะด้านนี้อาจเริ่มต้นด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมออกแบบห้องเรียน ฝึกให้เด็กรู้จักวางเป้าหมาย และหากระบวนการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น · RESILIENCE, STRESS TOLERANCE AND FLEXIBILITY การรับมือกับปัญหา อดทนกับความกดดันและการปรับตัว ทักษะผสมด้านนี้เป็นทักษะที่ช่วยให้เด็กปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์น้อยใหญ่ได้อย่างมีสติ เช่น สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่ทำ ให้เด็กไปโรงเรียนไม่ได้บางครอบครัวอาจเจอปัญหาวิกฤตการเงิน เด็กต้องปรับตัวเรียนรู้ผ่านออนไลน์การเตรียมพร้อมให้เด็กมีทักษะเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขารับมือกับความท้าทายของโลกได้โดยไม่แตกสลายทางจิตใจ การสร้างทักษะด้านนี้อาจเริ่มต้นด้วยการส่งเสริมให้เด็กกล้าบอกเล่าความรู้สึกตนเอง พร้อมแลกเปลี่ยนวิธีการรับมือที่น่าจะเป็นไปได้เป็นต้น และทักษะกลุ่มต่อมา คือ WORKING WITH PEOPLE ซึ่งก็คือ · LEADERSHIP AND SOCIAL INFLUENCE ความเป็นผู้นำที่สามารถทำให้สังคมคล้อยตามสิ่งที่เขาอยากจะขับเคลื่อนได้ด้วย ความเป็นผู้นำ (Leadership) คือ ความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้ผู้อื่นบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ขณะที่การมีอิทธิพลทางสังคม (Social influence) คือ ความสามารถในการโน้มน้าวผู้อื่นให้ยอมรับมุมมองหรือทำ ตามข้อเสนอของตน เด็กที่มีทักษะเหล่านี้จะสามารถผลักดันประเด็นปัญหาหรือสิ่งที่เขาอยากแก้ไขให้สำ เร็จลุล่วงได้ง่ายกว่ากลุ่มที่ขาดทักษะการสร้างทักษะด้านนี้อาจเริ่มต้นด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น ได้มีบทบาทเป็นผู้นำ กลุ่มย่อยในชั้นเรียน รวมถึงช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะการสื่อสาร และการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบ เป็นต้น ทักษะกลุ่มสุดท้าย คือ TECHNOLOGY USE AND DEVELOPMENT · TECHNOLOGY USE, MONITORING AND CONTROL ความสามารถในการติดตามเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตได้และสามารถเลือกใช้ให้เกมาะกับบริบทของงาน นับวันโลกยิ่งพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้นการที่เด็กคนหนึ่งมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีรู้จักตรวจสอบ และเลือกใช้ให้เหมาะกับบริบทชีวิต จึงถือเป็นทักษะสำคัญสำหรับเด็กอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม นอกจากการฝึกให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ต้องอย่าลืมฝึกให้เด็กตระหนักถึงความเสี่ยงของเทคโนโลยีรวมถึงการบริหารเวลาที่เหมาะสมในการใช้งานด้วยเช่นกัน · TECHNOLOGY DESIGN AND PROGRAMMING ทักษะการออกแบบเทคโนโลยีและเขียนโปรแกรม ทักษะผสมด้านนี้คือความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีใหม่และแก้ปัญหาโดยใช้เทคโนโลยีนับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังมีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทักษะการออกแบบเทคโนโลยีเป็นกระบวนการสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนต้องใช้ทั้งความคิดนอกกรอบ คิดวิเคราะห์รวมถึงต้องเข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง ส่วนทักษะการเขียนโปรแกรม เด็กต้องฝึกฝนกระบวนการเขียนคำ สั่งสำหรับคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถทำ งานเฉพาะอย่างได้ซึ่งต้องฝึกคิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์ไปพร้อมกัน ที่มา ; SALIKA
สรุปสาระสำคัญ