สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M342_‘ตรีนุช’ มอบนโยบายเคลื่อนการศึกษาปีงบฯ 66

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเคพี แกรนด์ จังหวัดจันทบุรี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมีปลัด ศธ. ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ผู้ตรวจราชการศธ. ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั่วประเทศ และผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เข้าร่วมประชุม ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาการศึกษาของชาติ เน้นแนวทางการพัฒนาระบบบริหารงานราชการให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว โปร่งใส ,เน้นการกระจายอำนาจสู่ระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและให้การบริหารราชการประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่ง ศธ.ได้นำมากำหนดเป็นนโยบาย และจุดเน้นหลัก ที่ต้องการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา โดยการส่งเสริม สนับสนุนสถานศึกษาให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว มีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน รวมถึงการจัดโครงสร้างหน่วยงานให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 19 / 2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งการแก้ไขกฎหมายนี้ จะมีผลในการถ่ายโอนภารกิจงานด้านการบริหารงานบุคคลไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และมีผลต่อการปรับบทบาทของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) และสำนักงานศึกษาธิการภาค(ศธภ.) สู่บทบาทใหม่ ที่มุ่งให้ความสำคัญต่อการกำหนดนโยบาย จัดทำแผนงาน และการส่งเสริมสนับสนุนด้านการศึกษา รวมถึงการติดตาม และประเมินผลสำเร็จของการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นการปรับบทบาทหน้าที่ ให้มีความเข้มข้นในการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา เป็นการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่จัดการศึกษาในจังหวัด โดยเครื่องมือหนึ่ง ที่สามารถนำมาใช้สำหรับการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างชัดเจน คือ การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาในระดับภาค และระดับจังหวัด ที่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ โดยกำหนดทิศทางการศึกษาร่วมกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดว่าทิศทางการศึกษาจังหวัดของตนจะเป็นอย่างไร ก็จะทำให้ตอบโจทย์การศึกษานำไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ศธภ. ต้องแสดงบทบาทนำของตนอย่างแข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในฐานะผู้แทนของกระทรวงในพื้นที่ รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ในการติดตาม และตรวจสอบการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อวัดผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นวันนี้ ศธจ. และ ศธภ. จะเป็นเหมือนเข็มทิศการศึกษา หาทิศทางการศึกษาของแต่ละพื้นที่โดยไม่เดินหน้าไปแบบไร้ทิศทาง ตลอดจนติดตามผลว่ามีปัญหาอะไร และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า นโยบายสำคัญที่ยังต้องเดินหน้าเพื่อการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งท่านศึกษาธิการจังหวัด สามารถเป็นผู้แทนของ ศธ. ในการทำงานร่วมกับหน่วยงานในจังหวัด เพื่อผลักดันให้นโยบายสำคัญประสบความสำเร็จ ได้แก่ โครงการพาน้องกลับมาเรียน โดยนำข้อมูลการสำรวจเด็กนักเรียนมาจัดทำข้อเสนอ เพื่อบูรณาการความช่วยเหลือเด็ก โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ประสบปัญหาขาดแคลน เพื่อป้องกันเด็กนักเรียนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา , โครงการความปลอดภัยในสถานศึกษา รวมถึงการติดตามเฝ้าระวังปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการฉีดวัคซีนในเด็ก แม้จะมีการปรับให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง และ การแก้ไขปัญหาภาวการณ์เรียนรู้ถดถอย ซึ่งสามารถนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เป็น Best Practice มาแลกเปลี่ยน และแบ่งปันระหว่างสถานศึกษาได้ รวมถึงการนำผลงานเด่น ๆ ด้านการศึกษาของนักเรียน มาพัฒนาและต่อยอดให้เป็นนวัตกรรมด้าน Soft Power ของจังหวัดหรือพื้นที่ของตนเอง

เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายคำสั่ง คสช. กระทรวงศึกษาธิการ ต้องเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ และปรับเปลี่ยนตัวบุคคล โดยดิฉันพร้อมที่จะสนับสนุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน ที่จะรองรับภารกิจหลักได้อย่างเต็มที่ หวังว่าทุกส่วนราชการในสังกัด ศธ. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ร่วมมือร่วมใจกันในการนำนโยบายและจุดเน้นการจัดการศึกษา ไปขับเคลื่อนให้เกิดผลผลิตและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เป็นคนกลางในการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการอื่นๆ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการศึกษาให้เป็นวาระสำคัญในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายข้างต้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565  

สรุปสาระสำคัญ 

บทความสะท้อน สถานการณ์การปฏิรูปการบริหารจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ภายใต้บริบทการกระจายอำนาจและการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับระบบบริหารราชการให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และตอบสนองบริบทพื้นที่มากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดนโยบายส่งเสริมความเป็นอิสระของสถานศึกษา และใช้ “จังหวัดเป็นฐาน” ในการบริหารจัดการศึกษา

หลักการสำคัญ คือการกระจายอำนาจ ควบคู่กับการกำกับติดตามอย่างเป็นระบบ โดยมีการแก้ไขกฎหมายคำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 เพื่อถ่ายโอนภารกิจด้านการบริหารงานบุคคลไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และปรับบทบาท ศธจ. และ ศธภ. สู่การเป็นหน่วยนโยบาย วางแผน สนับสนุน และประเมินผล

แนวคิดสำคัญ คือการทำงานเชิงบูรณาการทุกภาคส่วนในจังหวัด ใช้แผนพัฒนาการศึกษาระดับภาคและจังหวัดเป็นเครื่องมือแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 

แนวปฏิบัติทางการศึกษา มุ่งลดความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการพาน้องกลับมาเรียน ความปลอดภัยในสถานศึกษา การแก้ปัญหาการเรียนรู้ถดถอย และการพัฒนาผลงานผู้เรียนสู่ Soft Power ของพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน 

ข้อสอบ

ข้อ 1  สาระสำคัญที่สุดของนโยบายการจัดการศึกษาตามบทความ คือข้อใด
ก. การรวมศูนย์อำนาจการบริหารไว้ที่ส่วนกลาง
ข. การเพิ่มบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดแทนกระทรวงศึกษาธิการ
ค. การกระจายอำนาจการบริหารและจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน
ง. การลดบทบาทของสถานศึกษาในการตัดสินใจ

ข้อ 2 การแก้ไขคำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 มีผลเชิงโครงสร้างต่อระบบการศึกษาอย่างไร
ก. เพิ่มอำนาจการบริหารงานบุคคลให้ ศธจ.
ข. ถ่ายโอนภารกิจบริหารงานบุคคลไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ค. รวมอำนาจการบริหารทั้งหมดไว้ที่กระทรวง
ง. ลดบทบาทการติดตามและประเมินผลของหน่วยงานในพื้นที่

ข้อ 3 บทบาทใหม่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ตามบทความ คือข้อใด
ก. ดำเนินการจัดการเรียนการสอนแทนโรงเรียน
ข. ควบคุมการใช้งบประมาณสถานศึกษาโดยตรง
ค. กำหนดนโยบาย วางแผน สนับสนุน และติดตามประเมินผล
ง. ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับสมัครและคัดเลือกนักเรียน

ข้อ 4 เหตุใด “แผนพัฒนาการศึกษาระดับจังหวัด” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย
ก. เพราะใช้เป็นเกณฑ์จัดสรรเงินเดือนครู
ข. เพราะช่วยแปลงนโยบายส่วนกลางให้สอดคล้องบริบทพื้นที่
ค. เพราะลดบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา
ง. เพราะเป็นเอกสารบังคับใช้แทนหลักสูตร

ข้อ 5 ในมุมผู้บริหารสถานศึกษา การนำนโยบาย “ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ไปใช้ ควรดำเนินการอย่างไรจึงเหมาะสมที่สุด
ก. มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพียงอย่างเดียว
ข. ใช้มาตรการลงโทษนักเรียนกลุ่มเสี่ยง
ค. รอการสนับสนุนจากส่วนกลางเท่านั้น
ง. บูรณาการข้อมูลเด็กกลุ่มเสี่ยง ร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่ และพัฒนา Best Practice
 

 

คลิกเฉลย >>>

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น