
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งทำให้เด็กนักเรียนจำนวนกว่า 1.57 พันล้านคน จากกว่า 188 ประเทศ หรือคิดเป็น 91.3% ของผู้เรียนจากทั่วโลก1 จำต้องออกนอกโรงเรียนและหันไปสู่การศึกษาในรูปแบบนอกห้องเรียนแบบต่างๆ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนทั่วโลก
ว่ากันว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาที่ระบบการศึกษาในโลกจะถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ระบบการศึกษามีความก้าวหน้าที่สุดในโลก เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา เอเชียตะวันออก ไปจนถึงประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศยากจน ล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น
การที่นักเรียนต้องออกจากระบบการศึกษาในลักษณะเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กและอาจรวมไปถึงต่อเศรษฐกิจของโลกอย่างมหาศาล งานวิจัยในอดีตได้เคยทำการศึกษาถึงผลกระทบของการที่ต้องปิดโรงเรียน หรือเปิดเรียนล่าช้าพบว่าการปิดโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา 1 เดือน ส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศ ถึง 0.1-0.3%2 และการที่นักเรียนยิ่งต้องอยู่บ้านนานๆ ยิ่งทำให้เกิดการลืมเลือนสิ่งที่เคยเรียนมาทำให้ต้องมาทบทวนกันใหม่ซ้ำอีกครั้งเรียกว่าปรากฎการณ์ความรู้ที่ถกถอยไปหลังจากปิดเทอมใหญ่ (Summer Slide)
งานวิจัยพบว่าการที่เด็กต้องออกจากโรงเรียนประมาณ 6 สัปดาห์ อาจจะทำให้ความรู้ของเขาหายไปถึงครึ่งปีการศึกษาเลยทีเดียว3 โดยผลกระทบนี้มีความรุนแรงและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต่อนักเรียนในกลุ่มด้อยโอกาส นักเรียนกลุ่มที่ต้องการการศึกษาแบบพิเศษ นักเรียนผู้พิการ มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ในด้านต่างๆ เด็กที่ต้องพึ่งพิงอาหารเช้า อาหารกลางวัน จากทางโรงเรียน ผู้ที่ต้องการการดูแลจากครูอย่างใกล้ชิด เด็กกลุ่มยากจนและเปราะบาง ผู้ขาดแคลนทรัพยากร ไม่มีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครอง สภาพแวดล้อมในบ้านมีปัญหา เช่น ยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว
แนวทางการตอบสนองต่อ COVID-19 ในระบบออนไลน์
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ระบบการศึกษาหลายแห่งในโลกหันไปใช้ระบบการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการปิดโรงเรียนเป็นการชั่วคราวเป็นหลัก เช่น การใช้ระบบห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) การใช้ระบบการประชุมออนไลน์ การเรียนการสอนแบบผู้เรียนผู้สอนเข้ามาพร้อมๆ กัน การบันทึกการสอนแบบล่วงหน้า การใช้ระบบ MOOC (Massive Open Online Courses) การสั่งการบ้าน การวัดผลประเมินแบบออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ การให้นักเรียนอัดวิดีโอการทำกิจกรรมมาแชร์ในห้อง การเรียนด้วยตนเองผ่านแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เป็นต้น (มีการจำแนกประเภทของการเรียนรู้ทางไกลโดย UNESCO4) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างใหม่สำหรับผู้เรียนและผู้สอนหลายๆ คน และแต่ละระบบการศึกษาก็ตอบสนองได้แตกต่างกันตามระดับสาธารณูปโภคพื้นฐานและความคุ้นเคยกับระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์
ในกรณีของประเทศที่ต้องปิดโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมา เช่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง จีน อิตาลี หรือสหรัฐอเมริกา ในภาพรวมถือว่ามีความคุ้นเคยกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ที่สูงเทียบกับประเทศอื่นๆ โรงเรียน นักเรียนมีอุปกรณ์ มีเครือข่ายความพร้อมพอสมควร แต่ก็ยังพบปัญหาของความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงดิจิทัล (Digital Divide) มากพอสมควรตามที่ปรากฎในข่าวต่างๆ ยังมีความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการเรียนการสอนแบบออนไลน์ระหว่าง นักเรียนหรือโรงเรียน ที่อยู่ในกลุ่มยากจนด้อยโอกาสกับโรงเรียนที่มีความพร้อม ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา โรงเรียนที่มีคุณภาพสูง เด็กมีเศรษฐฐานะดี เช่น Brooklyn Technical High School ในนิวยอร์ก นักเรียนถึง 98% ยังมีการเรียนการสอนทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องในช่วงปิดโรงเรียน ในขณะที่โรงเรียน Maywood Center for Enriched Studies ในเมือง Los Angeles ที่เป็นโรงเรียนในกลุ่มด้อยโอกาส มีเด็กเพียง 45% ที่เข้ามาเรียนในระบบออนไลน์5 ในกรณีของประเทศจีนก็เช่นกัน ที่มีทั้งโรงเรียนและนักเรียนที่มีความพร้อมสูงและเด็กในกลุ่มยากจน ขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ หรือต้องใช้ร่วมกับพ่อแม่หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว6 ยังไม่นับรวมถึงความเหลื่อมล้ำอื่นๆ เช่น ความพร้อมของพ่อแม่ในการสนับสนุนการศึกษาแบบเรียนทางไกล สภาพแวดล้อมในบ้านที่ส่งเสริมสนับสนุนการเรียน ผลกระทบที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจของครัวเรือน สุขภาพจิตของนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการต้องอยู่ในบ้านหรืออยู่หน้าจอเป็นเวลานานๆ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการศึกษาทั้งสิ้น
อันที่จริงแล้วแม้แต่ในโรงเรียนที่เน้นในการเรียนการสอนแบบออนไลน์ที่มีความพร้อมในทุกด้านในสถานการณ์ปกติอย่างเช่น Virtual Charter School งานวิจัยในระดับชาติของสหรัฐอเมริกา (The National Study of Online Charter Schools) ยังพบว่าการจัดการศึกษาอาจจะไม่ได้ผลดีเท่าไรนัก เทียบกับการเรียนแบบผสนผสาน หรือการเรียนแบบห้องเรียนเป็นหลัก นักเรียนขาดความรู้สึกดึงดูดร่วมในชั้น7 ดังนั้นหากคาดหวังว่าจะให้โรงเรียนที่ปกติไม่ได้สอนแบบออนไลน์เป็นหลักจะสามารถปรับตัวและทำได้ดีในช่วงระยะเวลาอันสั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์ของ COVID-19 อันเป็นตัวบังคับเช่นนี้โรงเรียนครูและนักการศึกษาก็คงต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยมีประเด็นพิจารณา คือ
1.สำรวจความพร้อมของนักเรียนและโรงเรียนต่อการเรียนการสอนระบบออนไลน์

องค์กร OECD ร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้จัดทำกรอบแนวทางสำหรับภาคการศึกษาในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ COVID-198 (A framework to guide an education response to the COVID-19 Pandemic of 2020) โดยการใช้ข้อมูลการสำรวจของ OECD สำหรับนักเรียนอายุ 15 ปี จำนวนกว่า 600,000 คน จาก 79 ประเทศทั่วโลกในปี 2018 ซึ่งได้มีการสำรวจสถานการณ์การใช้ ICT การครอบครองอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ การเชื่อมสัญญาณอินเทอร์เน็ต แนวทางการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ทำให้เห็นถึงสถานการณ์ของแต่ละประเทศในเรื่องนี้ว่ามีความพร้อมที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมในการสำรวจครั้งนี้ ขอนำข้อมูลนี้มานำเสนอโดยเน้นเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในสภาวะต้องปิดโรงเรียนและใช้การเรียนการสอนแบบออนไลน์เป็นพิเศษในสถานการณ์ COVID-19 เช่น จีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง สเปน อิตาลี สหรัฐอเมริกา และจะทำการเปรียบเทียบระหว่างนักเรียนไทยที่มีเศรษฐฐานะแตกต่างกันเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
2.สถานที่สำหรับเรียนในบ้านสำหรับเด็ก

การมีห้องหรือสถานที่เงียบๆ ในบ้านสำหรับทำการบ้าน อ่านหนังสือ นับเป็นปัจจัยสำคัญเบื้องต้นของความสำเร็จในการเรียนของเด็ก โดยเฉพาะในการเรียนแบบออนไลน์ที่เด็กต้องนั่งทำงานด้วยตนเองนานๆ
จากการสำรวจ พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว 81% ของนักเรียนอายุ 15 ปีในกลุ่มประเทศ OECD มีห้องเงียบๆ สำหรับอ่านหนังสือหรือทำการบ้านในบ้านพักของตน แต่ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย มีเด็กมากกว่า 30% ที่ไม่มีสถานที่เงียบๆ ส่วนตัวให้เรียนหนังสือในบ้านได้ แต่ทั้งนี้ในแต่ละประเทศก็มีความเหลื่อมล้ำเช่นกัน เช่น ในเกาหลีใต้ แม้นักเรียนกว่า 85% ของประเทศมีห้องส่วนตัวในการเรียนหนังสือ แต่ก็มีนักเรียนถึงหนึ่งในห้าของกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนที่สุดที่ไม่มีสถานที่ในการเรียนหนังสือที่บ้าน (อาจนึกถึงฉากในภาพยนต์รางวัลออสการ์เรื่อง Parasite9) ในกรณีของไทยหากแบ่งเด็กออกเป็นห้ากลุ่มเศรษฐฐานะ เด็กที่อยู่ในกลุ่มฐานะดีที่สุด 84% มีสถานที่เรียนในบ้าน ในขณะที่มีเด็กกลุ่มยากจนที่สุดเพียง 55% ที่มีสถานที่สงบๆ ให้ทำงานในบ้านได้


3.การเข้าถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับการเรียนที่บ้าน

ประเทศที่เศรษฐกิจสังคมมีความก้าวหน้า เช่น เนเธอแลนด์ ฟินแลนด์ สเปน เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร อิตาลี สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง เอสโตเนีย นักเรียนมากกว่า 95% มีคอมพิวเตอร์ที่บ้านสำหรับเอาไว้ทำการบ้านหรือใช้ในการเรียนการสอน ในขณะที่ประเทศไทยนักเรียนเพียง 53% ที่มีคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานอยู่ที่บ้าน ซึ่งหากแบ่งตามเศรษฐฐานะ มีนักเรียนกลุ่มที่มีฐานะดีที่สุดถึง 91% ที่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่บ้าน ส่วนนักเรียนกลุ่มที่ยากลำบากที่สุดเพียง 17% ที่มี เป็นความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งการขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปสรรคหลักในการเรียนการสอนในแบบออนไลน์ ระบบแพลตฟอร์มของการเรียนทางออนไลน์ ส่วนใหญ่ถูกออกแบบไว้สำหรับทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์
ดังนั้นการไม่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จึงทำให้การเรียนแบบออนไลน์เป็นไปได้ยาก รัฐบาลของหลายๆ ประเทศหรือระบบการศึกษาจะใช้วิธีการแก้ปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับครอบครัวที่ยากจนด้อยโอกาสโดยการแจกหรือให้ยืมเครื่อง รวมถึงการได้รับบริจาคจากภาคเอกชน เช่น บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ เช่น ในสหรัฐอเมริกานิยมการบริจาคหรือซื้อโน๊คบุ๊ค Google Chromebook ซึ่งมีราคาถูกให้กับเด็กที่ยากจนและไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ในกรณีของประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการมีโครงการที่จะแจกเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คในช่วง COVID-19


4.การต่อเชื่อมสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่บ้านของนักเรียน

การเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นอีกเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการเรียนการสอนแบบระบบออนไลน์นักเรียนจากประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าในหลายประเทศมีการเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างแพร่หลายเกือบจะ 100% เช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สเปน เป็นต้น ในกรณีของประเทศไทย จากการสำรวจพบว่านักเรียนอายุ 15 ปี ที่บ้านมีการเข้าถึงสัญญานอินเทอร์เน็ต มีประมาณ 81.6 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามหากแบ่งตามระดับเศรษฐฐานะของนักเรียน พบว่า ในขณะที่ครอบครัวที่มีเศรษฐฐานะในระดับ 40% มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เกิน 90% ของครัวเรือน แต่นักเรียนในกลุ่มเศรษฐฐานะล่างสุดเพียง 57% ที่บ้านมีการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต อาจเป็นเพราะไม่มีเงินสำหรับสมัครสมาชิกอินเทอร์เน็ตหรืออยู่ในบริเวณห่างไกลกว่าที่จะมีสัญญาณเข้าถึง นับเป็นความเหลื่อมล้ำแบบหนึ่ง ซึ่งในทางแก้ก็มีหลายประเทศที่ใช้การจัดสรรอุปกรณ์ Wifi แบบพกพา ให้กับนักเรียนที่บ้านไม่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ หรือจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ครัวเรือนยากจนมีเงินในการสมัครบริการอินเทอร์เน็ต เป็นต้น


5.การเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่นๆเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค และเครื่องแท็บเล็ต

จากการสำรวจการเข้าถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คแบบพกพา คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ของเด็กในประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า หากเปรียบเทียบการมีอุปกรณ์เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค และเครื่องแท็บเล็ต เด็กไทยมีอุปกรณ์เหล่านี้ 57.8% และ 43.4% ตามลำดับ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศที่ต้องอยู่ในสถานการณ์ของการต้องปิดโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมา นักเรียนของเขาจะมีการเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้มากกว่านักเรียนไทย ยกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกา (88.6% และ 79.2%) สิงคโปร์ (89.3% และ 76.7%) เสปน (89% และ 84%) อิตาลี (89.3% และ 79%) ตามลำดับ ซึ่งประเทศเหล่านี้แม้จะต้องอยู่ในสถานการณ์ lockdown แต่นักเรียนก็มีโอกาสในการเข้าถึงการเรียนแบบออนไลน์ได้ในสัดส่วนที่สูงอยู่มาก

6.การครอบครองโทรทัศน์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นๆ ของครัวเรือน

การสำรวจถึงการครอบครองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียน เช่น โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งแบบตั้งโต๊ะและพกพา เครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต พบว่าสำหรับประเทศส่วนใหญ่เด็กนักเรียนจะสามารถเข้าถึงโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมากที่สุด รวมถึงโทรทัศน์ ที่มักจะต้องมีในทุกบ้าน ในกรณีของประเทศไทยพบว่าครัวเรือนของนักเรียนที่ได้ทำการสำรวจ มีโทรทัศน์ 1.7 เครื่อง (ประมาณ 2 เครื่องต่อครัวเรือน) มีมือถือ 2.3 เครื่อง (มีประมาณ 2-3 เครื่องในบ้าน) คอมพิวเตอร์ 0.9 เครื่อง (มีเกือบจะทุกเครื่อง) แท็บเล็ต 0.5 เครื่อง (ทุกสองครัวเรือนจะพบว่ามีแท็บเล็ตหนึ่งเครื่อง) ดังนั้นในเชิงนโยบาย อาจจะเป็นไปได้ว่าหากต้องการเผยแพร่ข้อมูลทางการศึกษาแบบทางไกลในประเทศไทย สื่อเช่น โทรทัศน์ หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน อาจจะเป็นอีกช่องทางที่สามารถเข้าถึงเด็กจำนวนมากได้ โดยมีต้นทุนที่ต่ำและยุ่งยากน้อย

7.ข้อสังเกตของการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน:อุปกรณ์ดิจิทัลที่เด็กไทยเข้าถึงได้มากที่สุด

สำหรับประเทศไทยถือว่านักเรียนไทยมีการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนค่อนข้างมาก คือ ประมาณ 86.1% เมื่อจำแนกตามกลุ่มเศรษฐฐานะก็พบว่าแม้แต่เด็กในกลุ่มที่ยากจนที่สุดถึงเกือบ 80% ยังมีการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนับว่าอาจจะเป็นอุปกรณ์ที่เด็กไทยสามารถเข้าถึงได้ง่ายในกรณีที่มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ดังนั้นหากมีการประยุกต์แนวทางการเรียนการสอน หรือเนื้อหาให้ถ่ายทอดผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ก็อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนในแบบทางไกลได้ ทั้งนี้ในหลายประเทศโดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา ซึ่งค่อนข้างยากจนจะมีการใช้อุปกรณ์มือถือในการส่ง SMS หรือแจ้งเตือนต่างๆ ทางด้านการเรียนการสอนมานานแล้ว ซึ่งการใช้ระบบการส่ง SMS หรือการเรียนผ่านทางระบบมือถือได้รับการศึกษาในหลายประเทศพอสมควร โดยเฉพาะประเทศซึ่งเด็กและเยาวชนไม่ได้มีการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมากนัก ดังนั้นภาครัฐหรือโรงเรียนหรือผู้พัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มในไทยน่าจะได้พิจารณาพัฒนาระบบการเรียนรู้ผ่านทางมือถือและขยายผลการใช้ให้มากขึ้นหากหวังในเรื่องของการเข้าถึงการเรียนแบบออนไลน์โดยทั่วถึง


8.การใช้งานอินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอนในชีวิตประจำวัน

จากการสำรวจของ OECD ถึงแนวทางการเรียนการสอนของนักเรียนจากประเทศต่างๆ ว่ามีการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตออนไลน์ในการติดตามการเรียนการสอน หรือในการทำการบ้านผ่านระบบออนไลน์ มากน้อยเพียงใด ในกรณีของประเทศไทย เมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างนักเรียนในกลุ่มเศรษฐฐานะสูงสุด 20% กับล่างสุด 20% ในเรื่องการเรียนการสอนและการทำการบ้านแบบผ่านระบบออนไลน์ พบว่ามีนักเรียนไทยในกลุ่มเศรษฐฐานะสูงที่ทำงานโดยผ่านระบบออนไลน์ทั้งการเรียนและการทำการบ้านทุกวันหรือเกือบทุกวันประมาณ 45% เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กกลุ่มเศรษฐฐานะล่างสุดซึ่งมีประมาณ 32% ที่ทำงานหรือทำการบ้านผ่านระบบออนไลน์ทุกวันหรือเกือบทุกวัน


ข้อสรุปจากข้อมูลการเข้าถึงทรัพยากรของ OECD
จากการเก็บข้อมูลในปี 2018 ของ OECD พบว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ในระบบออนไลน์ เช่น สถานที่ในบ้านสำหรับเรียนหนังสือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องโน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มครัวเรือนที่มีฐานะดีมีความพร้อม กับครัวเรือนที่ยากลำบาก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากการสำรวจหรือการสังเกตอื่นๆ ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) อาจจะมีข้อยกเว้นสำหรับการเข้าถึงโทรทัศน์ หรือโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ที่ดูเหมือนจะมีการใช้ในครัวเรือนในทุกระดับฐานะสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งก็อาจจะเป็นข้อมูลอีกแหล่งหนึ่งในนักการศึกษาหรือผู้กำหนดนโยบายสามารถนำไปใช้เพื่อบริหารจัดการการเข้าถึงการเรียนการสอนแบบออนไลน์ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินของสภาวะ COVID-19 อย่างไรก็ตามประเทศไทยมิใช่ประเทศเดียวในโลกที่มีปัญหานี้ หลายประเทศต่างต้องเผชิญกับปัญหานี้ไปด้วยกันและสามารถที่จะเรียนรู้บทเรียนและแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันได้
บทความโดย ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ข้อมูลอ้างอิง
1 ข้อมูลจาก UNESCO (https://en.unesco.org/covid19/educationresponse) ณ วันที่ 8 เมษายน 2563
2 Lempel H, Epstein JM, Hammond RA. Economic cost and health care workforce effects of school closures in the US: Center on Social and Economic Dynamics; 2009
3 งานวิจัยเรื่องความรู้ที่หายไปในช่วงการหยุดเรียนนานๆ เช่น Summer Learning Loss: What We Know and What We’re Learning
Brookings Report (2017) Summer learning loss: What is it, and what can we do about it?
4 แหล่งข้อมูลเรื่อง Distance Learning Solutions จาก UNESCO
5 The New York Times. As School Moves Online, Many Students Stay Logged Out April 6, 2020
6 The New York Times. The Coronavirus Exposes Education’s Digital Divide March 17, 2020
7 งานวิจัยเกี่ยวกับโรงเรียนแบบออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา (เนื่องจาก Charter School ในสหรัฐอเมริกาได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ จึงต้องมีการจัดทำรายงานการประเมินผลสู่สังคม)
Online schools ‘worse than traditional teachers’Inside Online Charter SchoolsVirtual Schools in the U.S. 2019
9 ชนชั้นปรสิต” (Parasite) ภาพยนตร์เสียดสีสังคมเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลออสการ์ในปี 2020 บอกเล่าเรื่องราวความเหลื่อมล้ำของครอบครัวคนจนที่อาศัยอยู่ในห้องชั้นกึ่งใต้ดินที่เรียกว่า “พันจีฮา” ซึ่งมีผู้คนนับพันในกรุงโซลที่มีชีวิตเช่นนี้ กับครอบครัวคนรวยที่อยู่ในคฤหาสน์หรูในกรุงโซล https://www.bbc.com/thai/features-51366284
ที่มา ; กองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา
การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้นักเรียนกว่า 1.57 พันล้านคนจาก 188 ประเทศต้องหยุดเรียนในระบบปกติและเปลี่ยนไปสู่การเรียนรู้ทางไกลทั่วโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเรียนรู้ เศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม งานวิจัยระบุว่าการปิดโรงเรียนสามารถกระทบต่อ GDP และทำให้เกิดภาวะ “ความรู้ถดถอย” โดยเด็กอาจสูญเสียความรู้เทียบเท่าหลายเดือนของการเรียน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาสได้รับผลกระทบมากที่สุด
หลายประเทศจึงปรับใช้การเรียนออนไลน์ เช่น ห้องเรียนเสมือน การสอนสด การเรียนผ่าน MOOC และการประเมินผลออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเทคโนโลยี ซึ่งเกิด “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ ได้แก่ พื้นที่เรียนในบ้าน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ประเทศไทยยังมีข้อจำกัด โดยมีคอมพิวเตอร์ในบ้านเพียงประมาณครึ่งหนึ่ง แต่มีการเข้าถึงสมาร์ทโฟนค่อนข้างสูง จึงเป็นช่องทางสำคัญในการจัดการเรียนรู้
แนวทางสำคัญคือการประเมินความพร้อมผู้เรียน ลดความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต ใช้สื่อผสม เช่น โทรทัศน์และมือถือ และพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบท เพื่อให้การศึกษาทางไกลมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น
ผลกระทบสำคัญที่สุดของการปิดโรงเรียนในช่วง COVID-19 ตามบทความคือข้อใด
ก. ทำให้ครูมีภาระงานเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ข. เกิดความล่าช้าในการสอบเข้าเรียนต่อ
ค. เกิดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้และการเรียนรู้ถดถอย
ง. ทำให้โรงเรียนต้องปรับหลักสูตรใหม่ทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้น “learning loss” และ “digital divide” ซึ่งส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำโดยตรง
ข้อใดสะท้อนแนวคิด “ความรู้ถดถอย (Learning Loss)” ได้ดีที่สุด
ก. นักเรียนสอบตกเพิ่มขึ้น
ข. นักเรียนลืมเนื้อหาที่เคยเรียนเมื่อหยุดเรียนเป็นเวลานาน
ค. ครูสอนไม่ทันหลักสูตร
ง. โรงเรียนขาดงบประมาณสนับสนุน
เฉลย: ข
เหตุผล: Learning loss คือการลืมหรือสูญเสียความรู้เมื่อหยุดเรียนช่วงเวลานาน
เหตุใดสมาร์ทโฟนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนออนไลน์ของไทย
ก. มีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับอุปกรณ์อื่น
ข. เด็กไทยเข้าถึงได้มากที่สุดในทุกกลุ่มเศรษฐฐานะ
ค. ใช้แทนคอมพิวเตอร์ได้ทุกฟังก์ชัน
ง. รัฐแจกให้ทุกครัวเรือน
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุว่าเข้าถึงกว่า 86% รวมถึงกลุ่มยากจนยังเข้าถึงได้สูง
“Digital Divide” หมายถึงข้อใด
ก. ความแตกต่างของทักษะครู
ข. ความแตกต่างของอุปกรณ์ดิจิทัลระหว่างนักเรียน
ค. ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี
ง. ความแตกต่างของหลักสูตรการเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: Digital Divide คือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต
ปัจจัยใด “สำคัญที่สุด” ต่อความสำเร็จของการเรียนออนไลน์ตามบทความ
ก. จำนวนครูในโรงเรียน
ข. การมีห้องเรียนขนาดใหญ่
ค. ความพร้อมด้านอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต
ง. การสอบปลายภาคออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และพื้นที่เรียนเป็นปัจจัยหลัก
แนวทางใดเหมาะสมที่สุดในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในช่วงวิกฤต
ก. เพิ่มการบ้านให้มากขึ้น
ข. ใช้การเรียนแบบออนไลน์เท่านั้น
ค. แจกอุปกรณ์และสนับสนุนอินเทอร์เน็ตแก่ผู้ขาดแคลน
ง. ลดเนื้อหาหลักสูตรทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นแนวทางที่บทความเสนอเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยตรง
ข้อใดเป็นข้อจำกัดสำคัญของการเรียนออนไลน์ในประเทศไทย
ก. ครูไม่ใช้เทคโนโลยี
ข. นักเรียนไม่มีโทรทัศน์
ค. การเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตยังไม่ทั่วถึง
ง. หลักสูตรไม่ทันสมัย
เฉลย: ค
เหตุผล: ข้อมูลชี้ว่าการเข้าถึงอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตยังเหลื่อมล้ำ
การใช้โทรทัศน์ในการจัดการเรียนรู้เหมาะสมเพราะเหตุใด
ก. มีคุณภาพสูงที่สุด
ข. ใช้แทนครูได้สมบูรณ์
ค. เข้าถึงครัวเรือนได้มากและต้นทุนต่ำ
ง. ใช้แทนอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่าโทรทัศน์เข้าถึงเกือบทุกบ้านและต้นทุนต่ำ
ข้อใดเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดโรงเรียน
ก. GDP เพิ่มขึ้น
ข. GDP ลดลงจากการหยุดเรียน
ค. ค่าใช้จ่ายโรงเรียนลดลง
ง. ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ
เฉลย: ข
เหตุผล: งานวิจัยระบุว่าการปิดโรงเรียนกระทบ GDP โดยตรง
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานการณ์ COVID-19 ควรเป็นอย่างไร
ก. รอให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ
ข. เน้นการสอบเป็นหลัก
ค. สำรวจความพร้อมและจัดระบบเรียนรู้ที่เหมาะสม
ง. ลดจำนวนครูในโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้บริหารต้องวางระบบและประเมินความพร้อมเพื่อจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม