สมาชิกเข้าสู่ระบบ

คำวินิจฉัยของศาลในคดีอาญาไม่ผูกพันกับคำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการ

ข้าราชการที่ถูกลงโทษทางวินัยตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล และถูกฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วย ในเวลาต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง เช่นนี้ ข้าราชการที่ถูกลงโทษทางวินัยดังกล่าว จะมายื่นคำขอให้หน่วยงานที่ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยขอให้พิจารณาใหม่ โดยอ้างว่าศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ได้หรือไม่ 

ในเรื่องนี้ มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาหลายประการด้วยกัน คือ

          (๑) การยื่นขอให้พิจารณาใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองจะต้องยื่นภายในเก้าสิบวันนับแต่รู้เหตุที่จะขอให้พิจารณาใหม่ นับแต่รู้เหตุนี้นับตั้งแต่ตรงไหน อย่างไร

          (๒) การพิจารณาคำขอพิจารณาใหม่เป็นอำนาจของใครหรือหน่วยงานใด

          (๓) คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตที่พิพากษายกฟ้อง จะถือเป็นพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ อย่างไร 

บันทึกคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่อง การพิจารณาคำขอให้พิจารณาใหม่ กรณีคำสั่งลงโทษทางวินัยพนักงานเทศบาลตามติชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่มีพยานหลักฐานว่าพนักงานเทศบาลกระทำการทุจริต (เรื่องเสร็จที่ ๑๔๙๐-๑๔๙๑/๒๕๖๔) 

คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้วินิจฉัยไว้ว่า

(๑) คำสั่งลงโทษทางวินัยที่ไล่ออกนั้น เป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของข้าราชการผู้นั้นไม่ได้กำหนดเรื่องขอพิจารณาใหม่ไว้โดยเฉพาะ ต้องนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ในฐานะเป็นกฎหมายกลางที่นำมาใช้กับกรณีนี้ โดยในการขอพิจารณาใหม่ต้องยื่นคำขอภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ได้รู้เหตุที่ขอพิจารณาใหม่ได้ ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

(๒) กรณีตามข้อหารือนี้ ไม่ปรากฏว่าข้าราชการผู้ถูกลงโทษทางวินัยซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาทุจริต ได้รู้เหตุที่อาจขอพิจารณาใหม่ได้เมื่อใด การที่ไปสันนิษฐานว่าข้าราชการผู้นี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญามีหน้าที่ต้องติดตามผลคดีด้วยตนเองและทราบถึงการที่คดีถึงที่สุดในวันนั้นวันนี้ นั้น ทั้ง ๆ ที่คดีนี้ มีอัยการโจทก์ยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปหลายครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายศาลไม่ให้ แล้วก็ไม่เคยมีการแจ้งให้จำเลยทราบแต่อย่างใด การสันนิษฐานว่าจำเลยมีหน้าที่ติดตามผลคดีด้วยตนเองก็เป็นเพียงการสันนิษฐานลอย ๆ เมื่อจำเลยมายื่นคำร้องขอคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาและสำเนาหนังสือรับรองเพื่อแสดงว่าคำพิพากษาถึงที่สุด กรณีย่อมถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่ข้าราชการผู้ที่ถูกลงโทษทางวินัยซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาได้รู้ถึงเหตุที่จะขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงปรากฎอย่างชัดแจ้งว่าผู้นั้นได้ทราบเหตุดังกล่าวก่อนวันนั้น

(๓) การขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองในการพิจารณาว่าคำขอดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้อันจะทำให้ต้องทำการพิจารณาใหม่หรือไม่ เมื่อกรณีนี้เป็นคำสั่งลงโทษไล่ออกซึ่งเป็นวินัยร้ายแรงของพนักงานเทศบาล ซึ่งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น นายกเทศมนตรีเป็นผู้มีอำนาจออกคสั่งลงโทษทางวินัยและเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคำขอพิจารณาใหม่ แต่หากจะเห็นควรแก้ไขหรือเพิกถอนคำสั่งเดิมจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.จังหวัด เสียก่อน

(๔) คำว่า “พยานหลักฐานใหม่” ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ไม่ได้หมายถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหรือมีขึ้นใหม่หลังจากที่ได้มีคำสั่งทางปกครองที่เป็นมูลเหตแห่งการขอพิจารณาใหม่แล้ว แต่หมายถึงข้อเท็จจริงที่มี่อยู่แล้วในเวลาที่ออกคำสั่งทางปกครองนั้น แต่คู่กรณีไม่รู้และพยานหลักฐานใหม่จะต้องมีผลทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญถึงขนาดที่อาจมีผลต่อการเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งทางปกครองนั้น หรือแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาทางปกครองที่ดำเนินการมาผิดพลาดในสาระสำคัญอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างเห็นได้ชัด

(๕) การดำเนินการทางวินัยมีความแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาเนื่องจากการดำเนินการทางวินัยของราชการเป็นมาตรการทางปกครองเพื่อควบคุมความประพฤติของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้อยู่ในกรอบกฎหมายและระเบียบ ซึ่งต่างจากการดำเนินคดีอาญฯที่เป็นการดำเนินการเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดทางลงโทษตามกฎหมาย โดยหลักการพิจารณาคดีอาญานั้น จะต้องมีการอ้างพยานหลักฐานและนำสืบพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ของจำเลยให้ปรากฎอย่างชัดแจ้งจนปราศจากข้อสงสัย ศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การดำเนินการทางวินัยและการดำเนินคดีอาญามีความมุ่งหมายและวิธีพิจารณาที่แตกกต่างกัน การดำเนินการทางวินัยจึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องหรือถือตามผลการดำเนินคดีอาญา

(๖) กรณีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๖๒ (๔) และมาตรา ๑๕๗ แต่ศาลคดีอาญาทุจริตพิพากษาลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่มิได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ คำพิพากษาซึ่งวินิจฉัยจากพยานหลักฐานดังกล่าวย่อมมิได้เป็นพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ อันจะเป็นเงื่อนไขในการขอให้พิจารณาใหม่ตามมาตรา ๕๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

(๗) เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลคดีอาญาทุจริตนำมาใช้วินิจฉัยคดีเป็นข้อเท็จจริงเดิมที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่เป็นการใช้ดุลพินิจของศาลคดีทุจริตในการวินิจฉัยคดีนี้ จึงมิได้เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ใช้ในการลงโทษทางวินัยไล่ออกเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่เป็นประโยนชน์ที่จะขอพิจารณาใหม่ได้แต่อย่าง 

ชมรมคนรักคดีปกครองมีข้อสังเกตว่า ความเห็นเรื่องนี้ได้อธิบายหลักการขอพิจารณาใหม่และความแตกต่างระหว่างการดำเนินการทางวินัยกับการดำเนินการทางอาญา ได้เป็นอย่างดี ผู้สนใจสามารถศึกษาเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยของศาลปกครองในลักษณะเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการต่อไป 

ที่มา ; FB#ชมรมคนรักคดีปกครอง

 

ความเห็นของผู้ชม