
โครงการทุนการศึกษาของมูลนิธิเอเอฟเอส หรือโครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม ทีเริ่มแรกกำเนิดในประเทศไทยเมื่อพ.ศ.2505 หรือ 62ปีที่แล้ว ต่อมาพ.ศ.2513 ได้เปลี่ยนเอเอฟเอสประเทศไทยเปลี่ยนเป็น “องค์การนานาชาติ” (AFS International Organization) ให้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศอื่น ๆ ด้วย อาทิ โครงการแลกเปลี่ยนกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ละติน-อเมริกา ยุโรป และอีกหลายประเทศ ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ จากนั้นเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “AFS International Intercultural Programs
จุดแข็งของโครงการเอเอสเอฟ ยังคงเป็นเรื่องที่นักศึกษาแลกเปลี่ยนจะได้รับประสบการณ์อันมีค่ายิ่งในชีวิต จากการได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนประเทศต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการใหญ่ เอเอฟเอส ประเทศไทย จึงได้ออกบทความที่จะชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันนั้นไร้ขอบเขต และมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความฉลาดทางสติปัญญาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอการดำรงอยู่ แต่ต้องมีความฉลาดทางอารมณ์และ”การรู้เขารู้เราทางวัฒนธรรม “มาช่วยขับเคลื่อนยืนหยัดด้วย
เนื้อหาบทความมีดังนี้ ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกต่างมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และความคิด ทำอย่างไรที่เราสามารถใช้ชีวิตภายใต้ความหลากหลายเหล่านี้ได้อย่างมีความสุข สามารถติดต่อและทำงานร่วมกันได้อย่างมืออาชีพ การสื่อสารถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งและหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงความแตกต่างหลากหลายเข้าด้วยกัน แต่ไม่ว่าจะสื่อสารภาษาเดียวกันหรือต่างกัน ก็จะมีอุปสรรคบางอย่างที่เข้ามาทำให้มีปัญหาในการทำงานร่วมกัน เกิดความไม่เข้าใจระหว่างกัน และนำมาสู่ความขัดแย้งหรือพลาดโอกาสสำคัญ ความฉลาดทางวัฒนธรรมจึงเป็นทักษะหนึ่งให้เราใช้ชีวิตบนโลกใบนี้อย่างมีความสุข
หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับคำว่าความฉลาดทางปัญญา (Intelligence Quotient: IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient: EQ) กันมาแล้ว เนื่องจากเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต แต่นอกจาก IQ และ EQ แล้ว อีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมที่ผู้คนต่างวัฒนธรรมสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างง่ายดาย นั่นคือก็ ความฉลาดทางวัฒนธรรม (Cultural Quotient: CQ)
ในสังคมการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาทางธุรกิจ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ หรือการติดต่อกับลูกค้า เราต้องพบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างความคิด ต่างวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งต่างเชื้อชาติ ดังนั้นทักษะความฉลาดทางวัฒนธรรมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงาน โดยนิตรสาร Forbes ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความฉลาดทางวัฒนธรรมในสังคมการทำงานว่าทักษะนี้จะมีส่วนช่วยพัฒนาให้เราสามารถสื่อสารและร่วมงานกับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เรามีศักยภาพในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ อันเนื่องมาจากความสามารถในการบูรณาการข้อมูลและมุมมองที่หลากหลายได้นั่นเอง
ดังนั้น เราจึงสามารถเริ่มต้นพัฒนาทักษะความฉลาดทางวัฒนธรรมด้วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการเปิดใจ ใฝ่เรียนรู้ และปรับตัว
เปิดใจ ยอมรับในความหลากหลายของผู้คนที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ค่านิยม ความคิด ตลอดจนลักษณะการสื่อสารและการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ต่างกันไปตามแต่ละบริบททางสังคมและวัฒนธรรม เช่น เมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กับความที่มีความแตกต่างให้เริ่มเปิดใจที่จะทำความเข้าใจ รับฟัง ไม่ปิดกั้นหรือสร้างกำแพงที่จะเป็นอุปสรรคให้เข้าถึงความเข้าใจในความแตกต่างได้
ใฝ่เรียนรู้ ทำความเข้าใจลักษณะการสื่อสาร การแสดงออก นิสัย รวมถึงสไตล์การทำงานของแต่ละวัฒนธรรม ผ่านการสังเกต ตั้งคำถาม และหาคำตอบจากผู้ใกล้ชิดหรือมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมนั้นๆ ก็ยิ่งช่วยทำให้เข้าใจรูปแบบการแสดงออกของผู้คนจากวัฒนธรรมนั้นๆ ได้มากขึ้น เช่น เมื่อเจอคนที่นิสัยแตกต่างจากเรา ควรจะแสวงหาความรู้เพื่อเข้าใจพฤติกรรมที่แตกต่างจากเรา ตั้งคำถามว่าวัฒนธรรมหรือสังคมที่เขาอยู่ส่งผลต่อพฤติกรรมหรือนิสัยของเขาหรือไม่ อย่างน้อยจะทำให้เรามีความรู้และความเข้าใจในความแตกต่างได้
ปรับตัว ทั้งความคิด การสื่อสาร การแสดงออกให้เหมาะสมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมนั้นๆ เพื่อให้การประสานงานและการติดต่อสื่อสารเป็นไปได้อย่างราบรื่น เราไม่สามารถเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้เสมอไป ความสามารถในการปรับตัวจึงเป็นทักษะสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหลากหลายได้ แต่ละสังคมต่างก็มีบริบทที่แตกต่างกันไป อยู่บ้านเราอาจจะทำอะไรก็ได้ แต่เมื่ออยู่ที่ทำงานเราก็ควรต้องปรับตัว อยู่ประเทศไทยเราอาจจะทำอะไรก็ได้ แต่เมื่ออยู่ต่างประเทศเราก็ควรต้องปรับตัว
ดังนั้น เปิดใจ ใฝ่เรียนรู้ และปรับตัว จะเป็นสะพานที่พาเราออกจาก Comfort zone ไปสู่พื้นที่ที่มีความหลากหลายได้อย่างมีความสุข การให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะความฉลาดทางวัฒนธรรม จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่ความสำเร็จสำหรับคนทุกช่วงวัย
เอเอฟเอส ประเทศไทย เป็นองค์กรซึ่งดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเยาวชนไทยกับนานาชาติกว่า 60ประเทศทั่วโลก เป็นระยะเวลา 61 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม ทั้งโครงการแลกเปลี่ยนระยะ 1 ปี โครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้น โครงการค่ายภาษาและวัฒนธรรม โครงการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมรูปแบบออนไลน์ และโครงการอุปถัมภ์นักเรียนต่างชาติที่ส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณค่าและมีคุณภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ
ที่มา ; ไทยโพสต์ มีนาคม 2567
สรุปสาระสำคัญ
โครงการเอเอฟเอสเป็นโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เริ่มในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2505 และพัฒนาเป็นองค์กรนานาชาติที่ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมทั่วโลก จุดเด่นคือการมอบประสบการณ์ชีวิตจริงให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ความแตกต่างของสังคมโลก ในบริบทปัจจุบันที่โลกไร้พรมแดนและมีความหลากหลายสูง ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียง IQ หรือ EQ เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “ความฉลาดทางวัฒนธรรม (CQ)” ซึ่งช่วยให้บุคคลสามารถสื่อสาร ทำงานร่วมกัน และลดความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ CQ มีบทบาทสำคัญในสังคมการทำงาน เช่น การประสานงาน การเจรจา และการสร้างนวัตกรรมจากมุมมองที่หลากหลาย การพัฒนา CQ สามารถทำได้ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเปิดใจยอมรับความแตกต่าง การใฝ่เรียนรู้วัฒนธรรมอื่น และการปรับตัวให้เหมาะสมกับบริบท แนวคิดนี้ช่วยให้บุคคลก้าวออกจากพื้นที่คุ้นเคย (Comfort Zone) และอยู่ร่วมกับความหลากหลายได้อย่างมีความสุข เอเอฟเอสจึงมุ่งพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ข้อ 1 จุดมุ่งหมายหลักของโครงการเอเอฟเอสคืออะไร
ก. พัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษ
ข. ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม
ค. เพิ่มโอกาสศึกษาต่อในต่างประเทศ
ง. พัฒนาทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการเรียนรู้และเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ข้อ 2 เหตุใด CQ จึงสำคัญในโลกปัจจุบัน
ก. เพราะเทคโนโลยีล้ำหน้า
ข. เพราะการแข่งขันสูง
ค. เพราะสังคมมีความหลากหลาย
ง. เพราะการศึกษามีมาตรฐานสูง
เฉลย: ค
เหตุผล: ความหลากหลายทำให้ต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่าง
ข้อ 3 ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบหลักของการพัฒนา CQ
ก. เปิดใจ
ข. ใฝ่เรียนรู้
ค. ปรับตัว
ง. แข่งขัน
เฉลย: ง
เหตุผล: การแข่งขันไม่ใช่แกนหลักของ CQ
ข้อ 4 หากครูทำงานกับนักเรียนต่างวัฒนธรรม ควรเริ่มจากอะไร
ก. กำหนดกฎระเบียบ
ข. เปิดใจยอมรับ
ค. ประเมินผลทันที
ง. ใช้ภาษาเดียวกัน
เฉลย: ข
เหตุผล: เปิดใจเป็นพื้นฐานของความเข้าใจ
ข้อ 5 CQ ช่วยลดปัญหาใดมากที่สุด
ก. ความยากจน
ข. ความขัดแย้ง
ค. การขาดแคลนทรัพยากร
ง. ปัญหาสุขภาพ
เฉลย: ข
เหตุผล: ช่วยลดความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง
ข้อ 6 การใฝ่เรียนรู้ใน CQ หมายถึงข้อใด
ก. อ่านหนังสือสอบ
ข. ศึกษาพฤติกรรมวัฒนธรรม
ค. ฝึกทักษะอาชีพ
ง. เรียนเทคโนโลยีใหม่
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นเข้าใจวัฒนธรรมและพฤติกรรม
ข้อ 7 สถานการณ์ใดแสดงถึง CQ สูง
ก. ยึดความคิดตนเอง
ข. ปรับตัวตามบริบท
ค. หลีกเลี่ยงคนต่างชาติ
ง. ปฏิเสธความแตกต่าง
เฉลย: ข
เหตุผล: การปรับตัวสะท้อน CQ
ข้อ 8 ครูผู้บริหารควรใช้ CQ อย่างไร
ก. ควบคุมบุคลากร
ข. สร้างความร่วมมือ
ค. เพิ่มผลสอบ
ง. ลดค่าใช้จ่าย
เฉลย: ข
เหตุผล: CQ ช่วยสร้างการทำงานร่วมกัน
ข้อ 9 CQ ส่งผลต่อการสร้างนวัตกรรมอย่างไร
ก. ลดต้นทุน
ข. เพิ่มความเร็ว
ค. รวมมุมมองหลากหลาย
ง. เพิ่มกำไร
เฉลย: ค
เหตุผล: ความหลากหลายช่วยเกิดความคิดใหม่
ข้อ 10 แนวคิด “ออกจาก Comfort Zone” สื่อถึงอะไร
ก. เปลี่ยนงาน
ข. เรียนต่อ
ค. เปิดรับความแตกต่าง
ง. เพิ่มรายได้
เฉลย: ค
เหตุผล: การเปิดรับสิ่งใหม่และความหลากหลายคือหัวใจของ CQ