สมาชิกเข้าสู่ระบบ

กังวลต่อความพร้อมของเด็กไทยในอนาคต

บทความ โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ 

ยิ่งเห็นความคืบหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีบทบาทต่อภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมรวมถึงชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้เป็นกังวลต่อความพร้อมของเด็กไทยในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น 

เพราะดูเหมือนระบบการศึกษาของเราจะไม่เอื้อต่อการสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับเรื่องนี้เท่าที่ควร

แม้จะเริ่มเห็นการปรับแนวทางการเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วยโครงการที่น่าสนใจมากขึ้น แต่นั่นก็ยังเป็นส่วนน้อยและส่งผลต่อเด็กนักเรียนเพียงบางกลุ่ม ในขณะที่นักเรียนของไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องคร่ำเคร่งเรียนรู้อย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อทำคะแนนสอบให้สูงมากพอที่จะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้

 

ภาพที่เราเห็นอย่างชินตาจึงเป็นเด็กนักเรียนที่มีตารางเรียนอัดแน่นตั้งแต่วิชาเรียนปกติในตอนกลางวัน และเรียนพิเศษต่อในตอนเย็นถึงค่ำ และยังต้องกวดวิชาต่อในวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งพ่อแม่ต่างก็สนับสนุนอย่างเต็มที่เพราะเชื่อว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำคืออนาคตที่ดีของลูก 

แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็จะเห็นภาพอนาคตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญสาขาใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้แทบไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ส่งผลให้เด็กที่เรียนจบมาตกงานเพราะไม่มีทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ในขณะที่บางคณะบางสาขาวิชาที่ปรับตัวได้ดีก็ผลิตคนได้ไม่มากพอ

ความไม่สมดุลเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่เราหนีไม่พ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะค่านิยมในระบบการศึกษาแบบเดิมจะทำให้เด็กจำนวนมากเหนื่อยล้าและหมดไฟในการเรียนรู้ จนท้ายที่สุดแม้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ แต่ก็ไม่คิดที่จะเรียนรู้ศาสตร์ใหม่ๆ พัฒนาตัวเองเพิ่มเติม 

ท้ายที่สุดเรียนจบออกมาก็จะได้ความรู้ทางวิชาการที่เกิดจากการรวบรวมเนื้อในการเรียนจากอดีต แต่ไม่มีทักษะเพียงพอที่จะไปทำงานในอนาคต และเมื่อยุคของปัญญาประดิษฐ์มาถึง งานที่เขาอยากทำก็อาจเป็นงานที่ง่ายเกินไปจนสามารถให้ระบบปัญญาประดิษฐ์จัดการแทนได้ 

ลองคิดดูว่าถ้าบ้านเราเน้นให้เด็กได้เรียนรู้อยู่กับปัจจุบันและอนาคต ไม่ยึดติดกับค่านิยมที่ต้องแก่งแย่งกันทำคะแนนสูงๆ เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย เด็กรุ่นใหม่ก็จะมีเวลามากขึ้นในการค้นหาตัวเองและได้ลองทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้รู้ว่าตรงกับความชอบของตัวเองไหม 

เมื่อเด็กรักการเรียนรู้ เขาก็จะเติบโตไปในแนวทางที่ต้องการและเปิดใจรับความรู้ใหม่ๆ เพื่อยกระดับตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเรื่องปัญญาประดิษฐ์ที่เขาย่อมเข้าใจและใช้งานมันได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงรู้วิธีปรับแต่งกลไกให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงความต้องการมากที่สุด 

เด็กกลุ่มนี้จะไม่มีวันถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่เพราะเขาจะอยู่ในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่เพียงแค่ปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นในอนาคตเขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับมันได้อีกเสมอ 

การเน้นแต่ความรู้ทางวิชาการที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงทำให้เด็กจำนวนมากถูกตีตราว่าเป็นเด็กไม่ฉลาดทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเขาอาจจะฉลาดมากกว่าที่เราคิด แต่ขาดครูที่จะกระตุ้นให้เขาเปิดรับการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่มากกว่า ซึ่งท้ายที่สุดแล้วถ้าระบบการศึกษาไม่มีการเปลี่ยนแปลง เด็กกลุ่มนี้ก็จะขาดโอกาสและโตไปอย่างไม่มีศักยภาพเท่าที่ควรจะเป็น 

การศึกษาที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจึงต้องเอื้อให้เด็กมีความคิดเป็นของตัวเอง และเปิดโอกาสให้เขาได้ทดลองสิ่งที่อยากทำเพื่อให้ค้นหาตัวเองให้เจอ ซึ่งถ้าทำได้เด็กจะมีวินัยในการเรียนรู้อย่างสมำเสมอพร้อมรับกับทุกกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมาในอนาคต 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 15 ส.ค. 2566

 

 

 

สรุปสาระสำคัญ 
บทความสะท้อนความกังวลต่อผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว แต่ระบบการศึกษาของไทยยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยยังคงเน้นการเรียนเพื่อสอบแข่งขันและเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำให้ผู้เรียนต้องเรียนหนัก เรียนพิเศษต่อเนื่อง และขาดโอกาสในการค้นหาความถนัดของตนเอง ขณะที่โลกอนาคตต้องการทักษะใหม่ ๆ ที่ไม่ค่อยมีการสอนในระบบเดิม ส่งผลให้บัณฑิตจำนวนหนึ่งขาดทักษะที่จำเป็นและอาจว่างงาน

บทความชี้ให้เห็นความไม่สมดุลระหว่างการผลิตบัณฑิตกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงปัญหาความเหนื่อยล้าและหมดไฟในการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งทำให้ขาดทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต แม้บางคนจะเรียนจบจากสถาบันชั้นนำ แต่ก็อาจไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ โดยเฉพาะยุค AI ที่สามารถทำงานพื้นฐานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น

ทางออกคือการปฏิรูปการศึกษาให้เน้นการเรียนรู้เพื่ออนาคต เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดลอง ค้นหาตัวเอง และพัฒนาทักษะที่หลากหลาย ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ครูต้องมีบทบาทในการกระตุ้นให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ ไม่ตีกรอบด้วยคะแนนสอบ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาระสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัยชั้นนำ
ข. การพัฒนาเทคโนโลยี AI ในภาคอุตสาหกรรม
ค. ปัญหาและการปรับตัวของระบบการศึกษาไทยต่ออนาคต (เฉลย)
ง. ความสำคัญของการเรียนพิเศษ

เหตุผล: บทความเน้นปัญหาระบบการศึกษาและการปรับตัวต่อ AI ไม่ใช่เรื่องสถาบันหรือกวดวิชา

 

ข้อ 2

เหตุใดผู้เขียนจึงกังวลต่อระบบการศึกษาไทย
ก. เด็กไม่สนใจเรียน
ข. ระบบไม่สอดคล้องกับทักษะอนาคต (เฉลย)
ค. ครูมีจำนวนน้อย
ง. มหาวิทยาลัยมีคุณภาพต่ำ

เหตุผล: ปัญหาหลักคือความไม่สอดคล้องกับโลกอนาคต

 

ข้อ 3

ผลกระทบสำคัญของการเรียนแบบเน้นสอบคือข้อใด
ก. ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์สูง
ข. ผู้เรียนมีเวลาเรียนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น
ค. ผู้เรียนหมดไฟและขาดทักษะอนาคต (เฉลย)
ง. ผู้เรียนมีงานทำทันที

เหตุผล: การเน้นสอบทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและขาดทักษะ

 

ข้อ 4

แนวโน้มตลาดแรงงานในอนาคตตามบทความเป็นอย่างไร
ก. ต้องการแรงงานด้านเดิมมากขึ้น
ข. งานเดิมจะลดลงและถูกแทนด้วย AI (เฉลย)
ค. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ง. ต้องการเฉพาะวุฒิการศึกษา

เหตุผล: AI เข้ามาแทนงานพื้นฐานจำนวนมาก

 

ข้อ 5

บทบาทสำคัญของครูตามบทความคือข้อใด
ก. สอนเนื้อหาให้ครบหลักสูตร
ข. กระตุ้นให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ (เฉลย)
ค. เน้นการทำคะแนนสอบ
ง. ควบคุมระเบียบวินัยอย่างเข้มงวด

เหตุผล: ครูต้องสร้างแรงบันดาลใจการเรียนรู้

 

ข้อ 6

ข้อใดเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่บทความเสนอ
ก. เพิ่มการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ข. ลดวิชาเลือก
ค. เปิดโอกาสให้ค้นหาตัวเองและทดลองเรียนรู้ (เฉลย)
ง. เพิ่มการกวดวิชา

เหตุผล: เน้นการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นและค้นหาตนเอง

 

ข้อ 7

เด็กที่ปรับตัวได้ดีในอนาคตควรมีลักษณะอย่างไร
ก. เก่งการท่องจำ
ข. ทำคะแนนสอบสูง
ค. เรียนรู้และใช้เทคโนโลยีได้คล่อง (เฉลย)
ง. เน้นแข่งขันสูง

เหตุผล: ทักษะสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีและเรียนรู้ต่อเนื่อง

 

ข้อ 8

สาเหตุของบัณฑิตตกงานตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดทุนทรัพย์
ข. ไม่มีงานรองรับ
ค. ขาดทักษะที่ตลาดต้องการ (เฉลย)
ง. เรียนไม่จบ

เหตุผล: ไม่สอดคล้องกับทักษะอนาคต

 

ข้อ 9

แนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หมายถึงข้อใด
ก. เรียนจนจบมหาวิทยาลัย
ข. เรียนเฉพาะในโรงเรียน
ค. พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (เฉลย)
ง. เรียนเฉพาะวิชาหลัก

เหตุผล: เน้นการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต

 

ข้อ 10

ข้อใดสะท้อนมุมมองที่สำคัญที่สุดของบทความ
ก. เด็กไทยไม่ฉลาด
ข. ระบบการศึกษาต้องปฏิรูปเพื่ออนาคต (เฉลย)
ค. การเรียนพิเศษคือทางออก
ง. มหาวิทยาลัยคือเป้าหมายเดียว

เหตุผล: แก่นคือการปฏิรูประบบการศึกษาให้ทันโลกอนาคต

 
 

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น