สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เด็ก ม.3 ผูกคอดับ อ้างถูกครูโรงเรียนดังในพัทลุงไล่ออก

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์ได้แชร์ภาพและเรื่องราวจากเพจ “Lopaz cho” โดยเป็นนักเรียนหญิงที่ปัจจุบันอายุ 15 ปี กำลังเลื่อนชั้นขึ้น ม.3 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง โดยได้ฆ่าตัวตาย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

เด็กหญิงคนหนึ่งอายุ 14 ปี เป็นนักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดพัทลุง ถูกคุณครูไล่ออก เนื่องจากไม่มาโรงเรียนตามวันเวลาที่กำหนด และไม่จ่ายค่าเล่าเรียน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นได้แจ้งทางโรงเรียนแล้ว แต่เด็กหญิงคนดังกล่าวหาทางออกไม่ได้จึงตัดสินใจผูกคอเสียชีวิตภายในบ้าน อ.สะเดา จ.สงขลา อย่างไรก็ตาม ทางญาติได้ทำพิธีฌาปนกิจไปแล้วที่วัดต้นพยอม ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขล"

ขณะที่ในเพจได้มีผู้ปกครองท่านหนึ่งระบุว่า เด็กไม่ได้อยู่กับครอบครัว ต้องย้ายไปอยู่บ้านญาติตั้งแต่เด็กๆ จนเติบโต สอบเข้าเรียนที่ ร.ร.ชื่อดัง และมาเช่าหอพัก พร้อมทำงานรับจ้าง โดยมีญาติที่ช่วยกันส่งเสียบ้าง ผู้ปกครองบางรายที่ทราบเรื่องก็ช่วยค่าขนมบ้าง เด็กมาเสียใจที่ครูไล่ออกไม่ให้มาเรียนหนังสือต่อ โดยบอกเพื่อนๆ ในห้อง

ขณะที่ผู้ปกครองทราบเรื่อง สงสัยว่าทำไมครูในโรงเรียน ตลอดจนผู้บริหารไม่หาทางช่วยเด็กนักเรียน ถือเป็นการกระทำที่โหดร้ายมากไป แถมสั่งปิดข่าวไม่ให้ผู้ปกครองเผยแพร่เรื่องราวที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในเพจดังกล่าวยังมีการแสดงความคิดเห็นให้ทางกระทรวงศึกษาธิการออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

 

เกี่ยวข้องกัน

2 เผยโรงเรียนกดดัน จนมีข่าวเศร้า เครือข่ายภาค ปชช.เมืองคอนเรียกร้อง ศธ.ตรวจสอบครูไร้จริยธรรม

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี น้องโบนัส เด็กหญิงอายุ 14 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง ถูกครูไล่ออก เนื่องจากไม่มาโรงเรียนตามวันและเวลาที่กำหนด อีกทั้งไม่จ่ายค่าเล่าเรียน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นได้แจ้งทางโรงเรียนแล้ว ทั้งนี้ เด็กหญิงคนดังกล่าวหาทางออกไม่ได้จึงตัดสินใจผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านที่ อ.สะเดา จ.สงขลา

ผู้สื่อข่าวติดต่อไปที่ นายสมชาย รองเหลือ ผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดราชการจึงไม่สามารถติดต่อได้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ภายในสำนักงานแจ้งว่าบ่ายวันนี้ นายสมชายจะเดินทางไปที่โรงเรียนเกิดเหตุใน จ.พัทลุง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

ขณะที่ รุ่นน้องของเด็กหญิงวัย 14 ปี เปิดเผยว่า พี่โบนัสฆ่าตัวตายจากความเครียดและเหนื่อยที่โดนไล่ออก โดนครูขู่และกดดัน ทั้งนี้ โรงเรียนเปิดเทอมเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเปิดเฉพาะ ม.1 ม.2 และ ม.4 วันนั้นพี่โบนัสจะต้องเตรียมตัวกลับมาพัทลุง แต่วันนั้นมีเหตุสุดวิสัย ไม่มีใครมาส่งที่สถานีขนส่งได้เลย วันต่อมาครูจึงโทรถามว่าทำไมถึงไม่มาโรงเรียน พี่โบนัสจึงบอกเหตุผลไป ครูก็ขู่และใช้คำรุนแรงตามที่เห็นในทวิตเตอร์ ทั้งไล่ออก อีกทั้งเป็นภาระให้ครูที่ปรึกษา หลังจากคุยกับพี่เขาวันนั้นเขาก็หายไปเลย จนญาติโพสต์ว่าเสียชีวิตแล้ว

ไม่มีเงิน ไม่มีผู้ปกครอง ให้เลิกความคิดที่จะกลับมาหาเพื่อน มาเรียนที่นี่" มันจุกในอกนะคะ ปกติเราคุยและปรึกษากันบ่อยมาก เราช่วยเหลือกันตลอด พี่โบนัสมีภาวะโรคซึมเศร้าด้วย” รุ่นน้องระบุ

ผู้ปกครองรายหนึ่ง กล่าวว่า น้องเป็นเพื่อนกับลูกในชั้นเรียนเดียวกัน เพื่อนๆ ในห้องจะช่วยเหลือกันตลอด มีแต่คุณครูที่ไม่ช่วยเหลือ ไม่เข้าใจจริงๆ หดหู่ใจมากทำไมเด็กคนหนึ่งต้องมาเจออะไรแบบนี้ ทั้งที่บ้าน ทั้งครู เมื่อที่บ้านเด็กมีปัญหา ครูควรจะเข้าใจและช่วยเหลือเด็กนักเรียน ไม่ใช่มาผลักไสไล่ส่ง จรรยาบรรณหายไปไหนหมด

หนูหมดเวรหมดกรรมแล้วลูก ชาติหน้าขอให้หนูได้เจอแม่ที่ดี ครูบาอาจารย์ที่ดีนะคะ ไปเป็นนางฟ้านะลูก น้องมีปัญหาครอบครัว เพราะแม่ติดการพนันและไม่สนใจน้อง ครูที่น้องเคารพกลับบอกว่าน้องหมดสิทธิและให้ออกจากโรงเรียน เหมือนตอกย้ำปัญหาน้อง ทำให้น้องตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ตอนนี้โรงเรียนกำลังพยายามปิดข่าวอยู่” ผู้ปกครองกล่าว

ขณะที่ นายปรีชากร โมลิกา เครือข่ายภาคประชาชนนครศรีธรรมราช-พัทลุง กล่าวว่า โลกนี้โหดร้ายมาก โรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สองของเด็ก เด็กเข้าเรียนชั้น ม.1 ตั้งแต่ปี 2563 แล้วนี่ปี 2565 โรงเรียนไม่ทราบประวัติของเด็กเลยหรือ โรงเรียนออกจะใหญ่โต เลือกเฉพาะลูกท่านหลานเธอหรืออย่างไร แสดงว่าสวยแต่รูปจูบไม่หอม ผู้บริหารอยู่อย่างไร ไม่รับรู้เลยหรือว่าศิษย์เก่าโรงเรียนมีมากมาย เป็นใหญ่เป็นโต การเอ่ยปากบอกไปทำไมศิษย์เก่าจะไม่ช่วยหาทุนให้กับเด็ก

นายปรีชากรกล่าวว่า เด็กไม่มีทางออกจริงๆ พ่อแม่ก็ต้องว่ากันไป ที่พึ่งสุดท้ายของเด็กคือโรงเรียน ขอเรียกร้องให้สมาคมศิษย์เก่า หรือชมรมผู้ปกครอง หรือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น อย่าอุบอิบ อย่ากลัวว่าจะเสียชื่อเสียง

วันนี้การกระทำของคุณทำให้เด็กคนหนึ่งเสียชีวิต คุณต้องกล้าออกมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น หยุดทำร้ายเด็กได้แล้ว ค่าเทอมจะกี่ล้าน กี่แสน งบประมาณที่ภาครัฐช่วยเหลือเด็กมีเยอะแยะ เด็กรู้ว่าตัวเองอยู่ในครอบครัวที่แตกแยก ยังหางานทำเพื่อส่งเสียให้ตัวเองได้เรียนหนังสือจนถึงเวลานี้กี่ปี เด็กสอบเข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดังได้ก็ไม่ธรรมดา ทำไมเราไม่ส่งเสริมเด็กให้เรียนต่อ ไม่แน่ว่าเด็กคนนี้อาจได้เป็นใหญ่เป็นโตในอนาคตได้ โรงเรียนมาตัดอนาคตเด็กจริงๆ” นายปรีชากรกล่าว

 

ข่าวเกี่ยวกัน

ผอ.ร.ร.สตรีพัทลุง ตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริงปมน้องโบนัส ฆ่าตัวตาย ครูแจงไม่ได้ไล่ออก คาดแปลเจตนาผิด

วันที่ 16 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเย็นวานนี้ นางมาลี แก้วละเอียด ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีพัทลุง กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของน้องปลอบขวัญ หรือน้องโบนัส นักเรียนวัย 15 ปีที่กำลังเลื่อนชั้นขึ้น ม.3 ว่า โรงเรียนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าระบบการดูแลนักเรียนทางโรงเรียนทำดีที่สุดแล้ว สำหรับตัวเด็ก ทางนายตุลยวัต เขียวจีน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และ น.ส.จรรยา ชูเมฆ ครูที่ปรึกษาได้เตรียมความพร้อมในการดูแลหลังจากที่ได้พูดคุยกับเด็ก แต่เมื่อวันที่ 9 พ.ค. วันเปิดเรียนที่ผ่านมา นักเรียนรายนี้ไม่ได้มาโรงเรียน หลังจากที่ติดต่อสื่อสารกับเด็ก ก็พบว่าเด็กไม่อยู่ในพื้นที่ จ.พัทลุง ไปอยู่กับมารดาที่ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา

ทราบว่าเด็กไม่สามารถมาเรียนในโรงเรียนนี้ได้ เนื่องจากไม่มีที่พักและไม่มีผู้ดูแล ครูผู้ดูแลเด็กจึงนำเรื่องนี้แจ้งให้ น.ส.จรรยา ซึ่งเป็นหัวหน้างานการดูแลเด็กนักเรียนได้รับทราบเพื่อเร่งแก้ปัญหาให้นักเรียนคนดังกล่าว

น.ส.จรรยา จึงได้ติดต่อไปยังเด็กคนดังกล่าว โดยได้เสนอแนวทางเลือกไป 2 ทาง ประกอบด้วย 1.พอที่จะสามารถศึกษาต่อในโรงเรียนใกล้บ้านได้หรือไม่เพราะสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย และ2.หากจะมาเรียนที่ จ.พัทลุง จะต้องไปพักอาศัยในบ้านพักเด็กโคกชะงาย อ.เมืองพัทลุง ซึ่งมีรถรับส่งไป-กลับ และมีอาการกินฟรี แต่ผู้เป็นแม่จะต้องมายินยอมในวันที่ 17 พ.ค. 65 นี้

ต่อมาวันที่ 13 พ.ค.ก็ทราบว่าเด็กเสียชีวิตเสียแล้ว ซึ่งทางคณะผู้บริหาร คณะครู ก็ได้ไปร่วมในงานศพดังกล่าวและมอบเงินสวัสดิการให้ครอบครัวจำนวนหนึ่ง

ในส่วนของการดูแลเด็กนั้น น.ส.จรรยาถือว่าเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลของนักเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด และร่วมกับคณะครูในการช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหามาโดยตลอด ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถยืนยันได้ว่าครูพูดกับนักเรียนไปอย่างไรบ้าง แต่เรื่องนี้ตนยืนยันได้ว่าทางโรงเรียนได้เตรียมให้ความช่วยเหลือไว้ทุกๆ ด้านแล้ว เพียงแค่ให้ผู้เป็นแม่มาเซ็นหนังสือรับรองยินยอมให้เด็กไปพักอาศัยอยู่ในบ้านพักเด็กโคกชะงายเท่านั้น

ทางโรงเรียนก็ไม่ทราบว่าครอบครัวเด็กเป็นอย่างไรเพราะเด็กพักอาศัยอยู่นอกพื้นที่จ.พัทลุง และการที่เด็กนำเรื่องไปพูดคุยกับเพื่อนนั้น อาจจะเป็นการแปลเจตนาของครูผิดพลาดไปก็ได้ ในส่วนที่มีข่าวในโซเซียลระบุว่าเด็กไม่ได้รับทุนการศึกษานั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากเขาได้รับทุนมาทุกๆ ปี

นางมาลี กล่าวอีกว่า ไม่มีครูคนใดที่ไม่มีความปรารถนาดีต่อนักเรียน การพูดกันว่าไม่มีเงินมาเรียนในโรงเรียนนี้ไม่ได้ ไม่เป็นความจริงและเป็นไปไม่ได้ ทางโรงเรียนไม่ได้เร่งเก็บค่าบำรุงการศึกษา จะแจ้งให้มาชำระค่าบำรุงการศึกษาในวันไหน ก็จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

นักเรียนคนไหนจะขอลดค่าบำรุงการศึกษา หรือจะขอยกเว้นการจ่ายค่าบำรุงการศึกษาก็ขอให้ยื่นคำร้องได้ โดยในแต่ละเทอมจะมีนักเรียนได้รับการยกเว้นการจ่ายค่าบำรุงการศึกษาเกือบ 100 คน เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการแปรเจตนาของครูผิดพลาดไปหรือไม่เราไม่รู้ ขณะนี้ทางโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกันทั้ง 2 ฝ่าย

พร้อมปฏิเสธว่าเรื่องที่เกิดขึ้นโรงเรียนไม่ได้กดดันจนนำไปสู่การเสียชีวิตของเด็กแต่อย่างใด น่าจะเป็นการสื่อสารที่ไม่เข้าใจตรงกันระหว่างครูกับนักเรียน ซึ่งเด็กอาจจะเข้าใจผิดพลาดตามประสาเด็ก อาจจะเป็นช่องว่างจนทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว

อย่างไรก็ตามในการประชุมคณะครูในแต่ละครั้งตนจะเน้นย้ำให้ครูระมัดระวังการสื่อสารกับนักเรียน เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนอาจมีปัญหาซับซ้อนไม่เหมือนกัน อาจจะส่งผลให้การสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียนผิดพลาดขึ้นได้ 

ข่าวเกี่ยวกัน

‘เสมา1’ ถอดบทเรียนด.ญ.14 ผูกคอดับ ปรับระบบแนะแนวใน รร.ใหม่

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณี ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ที่ปัญหาครอบครัวรุมเร้า ทำให้ต้องดิ้นรนหาหนทางเรียนหนังสือต่อ แต่สุดท้ายกลับถูกครูในโรงเรียนพูดจากล่าวหา ทำนองว่าไม่มีทางเรียนต่อได้ ทั้งตัวมีเพียงเงิน 200 บาท สุดท้ายเด็กสาวตรอมใจเครียดหนัก ผูกคอตัวเองเสียชีวิตในบ้านพัก นั้นว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และทราบว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเบื้องต้นรับทราบข้อมูลว่าเป็นการสื่อสารทำความเข้าใจกันน้อยเกินไป 

โดยมีปัญหาเกิดขึ้นสองประเด็น คือ ปัญหาจากครอบครัว และเรื่องการเรียนที่เปลี่ยนโรงเรียน เนื่องจากทราบว่าผู้ปกครองต้องการให้เด็กย้ายไปโรงเรียนใหม่แต่เด็กต้องการจะเรียนในโรงเรียนเดิม แต่ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนให้เราต้องกลับมาตระหนักถึงบทบาทการแนะแนวในรงเรียนมากขึ้น ซึ่งระบบการแนะแนวในโรงเรียนจะต้องมีความเข้มแข็งมากกว่านี้ เพราะนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องการสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาในทุกมิติ ดังนั้นต่อจากนี้ไประบบการแนะแนวในโรงเรียนจะต้องปรับปรุงใหม่ทำให้มีความเข้มข้น ครูต้องเข้าถึงปัญหาของนักเรียนเป็นรายบุคคลไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว การเรียน 

บริบทของโรงเรียนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจึงมีความซับซ้อน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน หรือระบบการแนะแนวจะต้องทำให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เป็นการแนะแนวเรื่องการเรียนต่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องแนะแนวไปถึงการดูแลสภาพจิตของนักเรียน และการปูเส้นทางในอนาคตให้แก่นักเรียนด้วย พร้อมกับสร้างความเข้าใจให้แก่นักเรียนมีความรู้สึกอุ่นใจว่าโรงเรียนคือบ้านหลังที่สองของเด็ก และมีครูที่พร้อมช่วยเหลือสนับสนุนเด็กทุกเรื่องอย่างเต็มที่ เพราะเด็กทุกคนต้องมีโอกาสได้เรียน การจัดสรรทุนการศึกษาของทุกโรงเรียนไม่ใช่ปัญหา ซึ่งมีกองทุนให้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จัดสรรให้เด็กกู้ยืมได้อยู่แล้ว” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว 

รมว.ศึกษาธิการ ถอดบทเรียน ด.ญ.14 ผูกคอดับ ปม การเรียนต่อ ชี้ ถึงเวลาปรับระบบแนะแนวในโรงเรียนใหม่ ย้ำสถานศึกษาต้องปลอดภัยทุกมิติ 

 

ที่มา ; เดลินิวส์ 17 พฤษภาคม 2565 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

สตรีพัทลุง’ ยืนไว้อาลัย ‘น้องโบนัส’ ผอ.ขอเด็กๆ มีปัญหาอะไรให้ปรึกษาครู ร่วมกันแก้ให้ถูกจุด

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนสตรีพัทลุงเปิดทำการเรียนการสอนเป็นวันที่ 5 โดยสลับเรียนวันเว้นวัน วันนี้มีนักเรียน ม.1 ม.2 ม.4 ประมาณ 1,300 คน มาเรียนในห้องเรียน ส่วน ม.3 ม.5 ม.6 อีกประมาณ 1,400 คน เรียนออนไลน์ และจะมาเรียนในห้องเรียนในวันพรุ่งนี้

นอกจากนี้ ยังพบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างโศกเศร้า เด็กๆ จับกลุ่มกันพูดคุยเรื่อง น้องโบนัส เด็กหญิงวัย 14 ปี ที่จบชีวิตตัวเองภายในบ้าน เด็กนักเรียนต่างแสดงความเสียใจและเสียดายน้องโบนัส เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าเป็นเด็กเรียนเก่งมาก ด้านบุคลากรครูร่วมกันสวมชุดดำและยืนไว้อาลัยพร้อมกับเด็กนักเรียนหน้าเสาธง เป็นเวลา 1 นาที

นางมาลี แก้วละเอียด ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีพัทลุง ได้พบปะเด็กนักเรียนยามเช้า พร้อมชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ครูเชื่อว่าทุกคนคงได้ข่าวมาแล้ว ครูแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เกิดความผิดพลาด ทั้งๆ ที่ครูทุกคนตั้งใจทำงานในการดูแลลูกๆ ทุกคนให้ดีที่สุดแล้ว

 

นางมาลีกล่าวว่า ครูขอฝากไว้ว่าการติดตามข้อมูลข่าวสารนั้นต้องคิดวิเคราะห์และให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวน้องโบนัสและทางครู แต่สิ่งที่เกิดความผิดพลาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งด้านการสื่อสาร ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นความผิดของครูหรือไม่ ตอนนี้ทางโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงมา 1 ชุด ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุงตั้งมาอีก 1 ชุด และทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ตั้งมาอีก 1 ชุด ทั้งนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับครูและนักเรียน

แม้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ครูเชื่อมั่นว่าความรัก ความเมตตาที่ครูมีต่อลูกๆ ทุกคนให้มีการศึกษาที่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นเราทุกคนถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนทั้งครูและนักเรียน ที่สำคัญลูกๆ ทุกคน ถ้ามีปัญหาอะไรก็ปรึกษาคุณครูได้ทุกปัญหา ทุกเวลา

ที่ผ่านมาครูอาจจะเข้าไม่ถึงนักเรียน และนักเรียนเองยังเข้าไม่ถึงครู ต่อไปครูต้องเข้าให้ถึงปัญหาของเด็กอย่างลึกซึ้ง ครูขอให้ลูกๆ ให้ข้อมูลทั้งหมดแก่ครู เพื่อจะได้ทราบปัญหาและแก้ให้ถูกจุด ดังนั้น การเปิดเทอมใหม่นี้บทบาทหน้าที่ของครูก็ต้องทำหน้าที่กันต่อไป นักเรียนก็มีหน้าที่เรียน นักเรียนทั้งหมด 2,700 คน ย่อมมีการผิดพลาด ดังนั้น นักเรียนต้องมีครูที่ไว้ใจที่สุดเพื่อปรึกษาหารือ และเมื่อได้รับข่าวสารอย่าเพิ่งตัดสินว่าเป็นความผิดของใคร” ผอ.โรงเรียนสตรีพัทลุงกล่าว

 

น้องกอหญ้า เพื่อนของน้องโบนัส กล่าวว่า ตนเป็นเพื่อนเรียนห้องเดียวมาตลอด มีกลุ่มที่สนิทกันมากอยู่ 4-5 คน ถึงแม้จะเรียนออนไลน์ แต่เพื่อนในกลุ่ม รวมทั้งโบนัสก็มีการพูดคุยกันตลอด ส่วนสาเหตุที่ทำให้เพื่อนตัดสินใจผูกคอตายนั้นคิดว่ามีการบีบคั้นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัวและคำพูดของครู โดยเฉพาะเรื่องที่ครูบอกให้โบนัสหาที่เรียนใหม่ จนทำให้โบนัสมองว่าเขาคือตัวปัญหา อยู่ที่ไหนก็เป็นปัญหา จึงทำให้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

 

ทั้งที่ความเป็นจริง เมื่อเด็กมีปัญหาเรื่องการเงินในการศึกษาเล่าเรียน ทางโรงเรียนมีทางออกหลายวิธี โดยเฉพาะในเรื่องทุนการศึกษาที่ทางโรงเรียนมีให้ โบนัสเป็นเด็กเรียนดี นิสัยดี ชอบช่วยเหลือ และเข้ากับเพื่อนๆ ได้ดี เขาจะมีความสุขเมื่ออยู่ที่โรงเรียน” น้องกอหญ้ากล่าว

มติชนออนไลน์ วันที่ 17 พฤษภาคม 2565

 

 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

"ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน" ที่ทุกสถานศึกษาต้องมี

 

สถานศึกษาทุกแห่งล้วนต้องมีแนวทางใน "ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน" ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของสพฐ. และศธ. ทว่ากรณีของด.ญ.เอ (นามสมมติ) ที่ฆ่าตัวตาย กลับเป็นอีกหนึ่งบทเรียน ที่ทุกหน่วยงานคงต้องทบทวนแล้วว่าระบบดังกล่าวสามารถช่วยเด็กได้จริงหรือไม่?

 

กรณี ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) เด็กหญิงวัย 14 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง ที่ฆ่าตัวตายเพราะถูกครูคนหนึ่งในโรงเรียนพูดกดดัน เนื่องจาก“ด.ญ.เอ (นามสมมติ)”ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม รวมถึงมีปัญหาครอบครัวรุมเร้าให้ต้องดิ้นรน หาหนทางเรียนหนังสือต่อ โดยน้องมีเงินติดตัวเพียง 200 บาท และกลับถูกครูในโรงเรียนพูดจากล่าวหา ทำนองว่าไม่มีทางเรียนต่อได้ สุดท้ายเด็กสาวตรอมใจเครียดหนัก ผูกคอตัวเองเสียชีวิตในบ้านพัก ภายในบ้านที่ อ.สะเดา จ.สงขลา

ล่าสุด(16พ.ค.2565) ที่ห้องประชุม โรงเรียนสตรีพัทลุง ได้มีการประชุมร่วมภาคีเครือข่าย 6 องค์กร ประกอบด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน, สมาคมผู้ปกครองนักเรียนและครูโรงเรียนสตรีพัทลุง, สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีพัทลุง, ชมรมครูเก่า, มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาโรงเรียนสตรีพัทลุง, สนง.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง, และนักจิตวิทยา

 

นายสุนาถ แก้วสุข ประธานกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนสตรีพัทลุง เป็นประธานการประชุมกล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น โรงเรียนสตรีพัทลุงมีระบบการดูแลนักเรียนเป็นอย่างดี แต่ที่ผ่านมามีการเรียนออนไลน์เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดช่องว่าง ความใกล้ชิด ความเข้าใจระหว่างครูกับนักเรียนลดน้อยลง อีกทั้งการย้ายที่อยู่อาศัยในช่วงปิดเทอมของนักเรียน ทำให้เกิดปัญหาการติดตามความเป็นอยู่ของนักเรียน ซึ่งในส่วนของด.ญ.เอ (นามสมมติ)ทางโรงเรียนได้ดูแลเรื่องทุนการศึกษามาแล้ว 2 ปี 

สำหรับการประชุมของภาคีเครือข่ายได้มีการพูดถึงระบบดูแลควรเจาะลึกให้มากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องครอบครัวและปัญหาของนักเรียน เพื่อนำมาแก้ไขให้ถูกจุด นอกจากนั้น ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง ได้ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงมาอีก 1 ชุด ซึ่งไม่เกี่ยวกับของโรงเรียนที่ตั้งไปก่อนหน้านี้

 

ทุกสถานศึกษาต้องมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

สำหรับ ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้น ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีกำหนดให้สำนักเขตพื้นที่การศึกาษและสถานศึกษาในสังกัด จัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างครบวงจรได้มาตรฐาน

 

โดยการดูแลช่วยเหลือนักเรียน คือ การส่งเสริม พัฒนา การป้องกัน และแก้ไขปัญหา เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนา เต็มตามศักยภาพ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่เข็มแข็ง คุณภาพชีวิตที่ดี มีทักษะ การดำรงชีวิต และรอดพ้นจากวิกฤติทั้งปวง

 

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน คือ กระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนชัดเจนพร้อมทั้งมีวิธีการและเครื่องมือที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพ และมีหลักฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้ โดยมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงาน โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและนอกสถานศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร และครูทุกคน มีวิธีการและเครื่องมือที่ชัดเจน มีมาตรฐานคุณภาพ และมีหลักฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้

 

กระบวนการและขั้นตอนของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ

1. การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล

2. การคัดกรองนักเรียน

3. การป้องกันและแก้ไขปัญหา

4. การพัฒนาและส่งเสริมนักเรียน

5. การส่งต่อ

 

สำหรับกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่

 

1. การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 

ด้วยความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคนที่มีพื้นฐานความเป็นมาของชีวิตที่ไม่เหมือนกัน หล่อหลอมให้เกิดพฤติกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังนั้น การรู้จักข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับตัวนักเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ครูที่ปรึกษามีความเข้าใจนักเรียนมากขึ้น สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อการคัดกรองนักเรียน เป็นประโยชน์ในการส่งเสริม การป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียนได้อย่างถูกทาง เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์มิใช่การใช้ความรู้สึกหรือการคาดเดาโดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหานักเรียน ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดข้อผิดพลาดต่อการช่วยเหลือนักเรียนหรือเกิดได้น้อยที่สุด

 

2. การคัดกรองนักเรียน

การคัดกรองนักเรียน เป็นการพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวนักเรียน เพื่อการจัดกลุ่มนักเรียน อาจนิยาม กลุ่มได้ 4 กลุ่ม คือ

          2.1 กลุ่มปกติ คือ นักเรียนที่ได้รับการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ตามเกณฑ์การคัดกรองของโรงเรียนแล้วอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มปกติซึ่งควรได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและการส่งเสริมพัฒนา

          2.2 กลุ่มเสี่ยง คือ นักเรียนที่จัดอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มเสี่ยงตามเกณฑ์การคัดกรองของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนต้องให้การป้องกันหรือแก้ไขปัญหาตามแต่กรณี

          2.3 กลุ่มมีปัญหา คือ นักเรียนที่จัดอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มมีปัญหาตามเกณฑ์การคัดกรองของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนต้องช่วยเหลือและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

          2.4 กลุ่มพิเศษ คือ นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ มีความเป็นอัจฉริยะ แสดงออกซึ่งความสามารถอันโดดเด่นด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน อย่างเป็นที่ประจักษ์เมื่อเทียบกับผู้มีอายุในระดับเดียวกัน ภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน ซึ่งโรงเรียนต้องให้การส่งเสริมนักเรียนได้พัฒนาศักยภาพความสามารถพิเศษนั้นจนถึงขั้นสูงสุด

          อย่างไรก็ตาม การจัดกลุ่มนักเรียนนี้ มีประโยชน์ต่อครูที่ปรึกษาในการหาวิธีการเพื่อดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาให้ตรงกับปัญหาของนักเรียนยิ่งขึ้น และมีความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาเพราะมีข้อมูลของนักเรียนในด้านต่างๆ และหากครูที่ปรึกษาไม่ได้คัดกรองนักเรียนเพื่อการจัดกลุ่มแล้ว ความชัดเจนในเป้าหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาของนักเรียนจะมีน้อยลง มีผลต่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือซึ่งบางกรณีจำเป็นต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน

 

หลักในการป้องกันและแก้ไขปัญหาช่วยเหลือนักเรียน

 

3. การป้องกันและแก้ไขปัญหา

ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูควรให้ความเอาใจใส่กับนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่สำหรับนักเรียนกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหานั้น จำเป็นอย่างมากที่ต้องให้ความดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและหาวิธีการช่วยเหลือ ทั้งการป้องกันและการแก้ไขปัญหา โดยไม่ปล่อยปละละเลยนักเรียนจนกลายเป็นปัญหาของสังคม การสร้างภูมิคุ้มกัน การป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียน จึงเป็นภาระงานที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าอย่างมากในการพัฒนาให้นักเรียนเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

 

การป้องกันและการแก้ไขปัญหาให้กับนักเรียนนั้นมีหลายเทคนิค วิธีการ แต่สิ่งที่ครูประจำชั้นหรือ ครูที่ปรึกษาจำเป็นต้องดำเนินการมีอย่างน้อย 2 ประการ คือ

          3.1 การให้คำปรึกษาเบื้องต้น

          3.2 การจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา

 

4. การพัฒนาและส่งเสริมผู้เรียน

การพัฒนาและส่งเสริมนักเรียนเป็นการสนับสนุนให้นักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนกลุ่มปกติหรือกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหา กลุ่มความสามารถพิเศษ ให้มีคุณภาพมากขึ้น ได้พัฒนาเต็มศักยภาพ มีความภาคภูมิใจในตนเองในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มปกติและกลุ่มพิเศษกลายเป็นนักเรียนกลุ่มเสี่ยงหรือมีปัญหา และเป็นการช่วยให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหากลับมาเป็นนักเรียนกลุ่มปกติและมีคุณภาพตามมาตรฐานที่โรงเรียนหรือชุมชนคาดหวังต่อไป

 

การส่งเสริมพัฒนานักเรียนมีหลายวิธีที่โรงเรียนสามารถพิจารณาดำเนินการได้ แต่มีกิจกรรมหลักสำคัญที่โรงเรียนต้องดำเนินการ คือ

          4.1 การจัดกิจกรรมโฮมรูม

          4.2 การเยี่ยมบ้าน

          4.3 การจัดประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน (Classroom Meeting)

          4.4 การจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการดำรงชีวิตและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

 

5. การส่งต่อ

ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียนโดยครูที่ปรึกษา อาจมีกรณีที่บางปัญหามีความยากต่อการช่วยเหลือหรือช่วยเหลือแล้วนักเรียนมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้นก็ควรดำเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่อไป เพื่อให้ปัญหาของนักเรียนได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกทางและรวดเร็วขึ้น

หากปล่อยให้เป็นบทบาทหน้าที่ของครูที่ปรึกษาหรือครูคนใดคนหนึ่งเพียงลำพังความยุ่งยากของปัญหาอาจมีมากขึ้น หรือลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตจนยากต่อการแก้ไข ซึ่งครูประจำชั้น/ครูที่ปรึกษาสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่กระบวนการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล หรือการคัดกรองนักเรียน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาของนักเรียนในแต่ละกรณี

 

การส่งต่อแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

          1. การส่งต่อภายใน ครูที่ปรึกษาส่งต่อไปยังครูที่สามารถให้การช่วยเหลือนักเรียนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหา เช่น ส่งต่อครูแนะแนว ครูพยาบาล ครูประจำวิชา หรือฝ่ายปกครอง

          2. การส่งต่อภายนอก ครูแนะแนวหรือฝ่ายปกครองเป็นผู้ดำเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญภายนอกหากพิจารณาเห็นว่าเป็นกรณีปัญหาที่มีความยากเกินกว่าศักยภาพของโรงเรียนจะดูแลช่วยเหลือได้

 

ปัจจัยที่ทำให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำเร็จ

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำเร็จนั้น มีดังนี้

          1. ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหารทุกฝ่าย ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และให้การสนับสนุนการดำเนินงานหรือร่วมกิจกรรมตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ

          2. ครูทุกคนและผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีความตระหนักในความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อนักเรียน และมีความสุขที่จะพัฒนานักเรียนในทุกด้าน

          3. คณะกรรมการหรือคณะทำงานทุกคณะ ต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด และมีการประชุมในแต่ละคณะอย่างสม่ำเสมอตามที่กำหนด

          4. ครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงาน โดยต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

          5. การอบรมให้ความรู้และทักษะ รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้แก่ครูที่ปรึกษาหรือผู้เกี่ยวข้อง ในเรื่องที่เอื้อประโยชน์ต่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสิ่งที่จำเป็นโดยเฉพาะเรื่องทักษะการปรึกษาเบื้องต้น และแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของนักเรียน ซึ่งโรงเรียนควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

 

สำหรับ แนวทางเก็บค่าบำรุงการศึกษาสถานศึกษา

ประกาศ ศธ. เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นๆโดยได้กำหนดแนวปฏิบัติที่ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัดหรือในกำกับของ ศธ. ถือปฏิบัติ มีดังนี้

          1. ในกรณีที่ได้มีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียม การเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นไปแล้ว ให้คืนเงินบำรุงการศึกษาหรือค่าธรรมเนียมดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ได้ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้นในระหว่างที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

          2.ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษาค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น เพื่อใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อาจพิจารณาผ่อนผันหรือขยายระยะเวลาการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา หรือ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามความเหมาะสมเป็นกรณีไป

          3.พิจารณาให้ความช่วยเหลือในกรณีที่ผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษา ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวตามความจำเป็นเหมาะสม

          4.ให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือที่กำกับโรงเรียนหรือสถานศึกษา แจ้งเวียนไปยังสถานศึกษาในสังกัด หรือ ในกำกับให้ปฏิบัติตามประกาศนี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนั้น คงต้องติดตามหาคำตอบกันต่อไป ว่าที่ผ่านมาโรงเรียนได้ช่วยเหลือนักเรียนอย่างไรบ้าง? การให้ทุนการศึกษาต่อเนื่องหรือไม่? ได้ติดตามเด็กไปยังที่บ้านหรือไม่ เพราะขณะเกิดเหตุแม้จะเป็นช่วงโควิด-19 แต่บทบาทของครูที่ปรึกษา ครูทุกคนในโรงเรียนควรจะช่วยแก้ปัญหาเด็กอย่างไรบ้าง เมื่อบ้านหลังแรกของเด็กไม่พร้อม ก็อาจต้องพึ่งบ้านหลังที่ 2 อย่างโรงเรียนที่ต้องช่วยดูแล แก้ปัญหาเด็ก

 

อ้างอิง : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ,กระทรวงศึกษาธิการ 

 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวเกี่ยวกัน

จี้ ‘ตรีนุช’ รับผิดชอบ-เอาผิดครู ปมน้องโบนัสจบชีวิตตัวเอง 

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายประชาชนพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพและความเป็นธรรม นำโดยนายวรา จันทร์มณี เลขาธิการเครือข่ายประชาชนพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพและความเป็นธรรม และคณะ 6 คน เดินทางมายื่นหนังสือ ขอให้แสดงความรับผิดชอบในกรณีการเสียชีวิตของ ด.ญ.ปลอบขวัญ ระสุโสะ หรือน้องโบนัส อายุ 14 ปี พร้อมทั้งขอให้ไต่สวนการปฏิบัติที่บกพร่อง/ผิดพลาดของครู เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดซ้ำในอนาคต ถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. โดยมีนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นผู้รับเรื่องแทน 

นายวรา กล่าวว่า จากการที่ ด.ญ.ปลอบขวัญ ระสุโสะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีพัทลุง ได้กระทำอัตตนิวิบาตกรรม เนื่องจากไม่ได้กลับไปเรียนที่โรงเรียนสตรีพัทลุง ซึ่งมีข่าวว่าเกี่ยวข้องกับคำพูดและการกระทำของครูโรงเรียนสตรีพัทลุง จึงเรียนมาเพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.แสดงความรับผิดชอบในกรณีการเสียชีวิตดังกล่าว พร้อมทั้งขอให้ไต่สวนการปฏิบัติที่บกพร่องผิดพลาดของครู เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดซ้ำในอนาคต เช่น กองทุนช่วยเหลือนักเรียนยากจน, จิตแพทย์ให้คำปรึกษา, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่เป็นกลาง เป็นต้น 

นายวรา กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้ไต่สวน และลงโทษ หากการเสียชีวิตของนักเรียนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของครู อีกทั้งขอให้พิจารณาถึงการดำเนินการที่ไร้ประสิทธิภาพและไม่โปร่งใสของผู้บริหารโรงเรียน และเข้าหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เช่น การที่ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้ดูแลแก้ไขปัญหาให้ ด.ญ.ปลอบขวัญ ได้เรียนอย่างมีสวัสดิภาพ หรือการที่โรงเรียนผิดคำพูดที่รับปากกับภาคประชาสังคมว่า หากจะมีการสอบปากคำนักเรียนซึ่งเป็นเพื่อนของเด็กหญิงปลอบขวัญจะเชิญผู้ปกครองมาร่วมด้วย และการที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจำนวนหลายคน เข้าไปสอบปากคำเด็กนักไม่มีผู้ปกครอง โดยในระหว่างพิจารณาไต่สวนขอให้ย้ายครู ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการ ที่เกี่ยวข้อง ออกไปจากโรงเรียนสตรีพัทลุงก่อน และขอให้ภาคประชาสังคมได้เข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อความโปร่งใส 

 

ด้านนายพัฒนะ กล่าวว่า ทุกคนไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งนี้ทราบว่าทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต12 และโรงเรียนได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงแล้ว โดยมีทั้งนักวิชาการ นักจิตวิทยา และครูที่นักเรียนไว้ใจมาร่วมกับกรรมการ อย่างไรก็ตามก็ขอขอบคุณผู้ที่มายื่นหนังสือ ถึงแม้ข้อมูลเหล่านี้ทาง สพฐ.จะมีอยู่แล้ว แต่ก็ยินดีรับเพื่อไปประกอบการพิจารณาต่อไป 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

ข่าวเกี่ยวกัน

สพฐ.รับ ม.2 โดดตึก ปัญหาอาจมาจากช่องว่างระบบดูแลช่วยเหลือนร. 

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีนักเรียนหญิง ชั้น ม.2 โรงเรียนสุรนารีวิทยา (โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังเมืองโคราช) พลัดตกอาคารเรียนเสียชีวิต ว่า ตนได้รับงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งยังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจนถึงสาเหตุการเสียชีวิต โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้เขตพื้นที่เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ แต่เบื้องต้นตนได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า นักเรียนที่เสียชีวิตป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ได้เดินทางมาเรียนตามปกติ แต่ไม่ได้กลับบ้าน ผู้ปกครองได้พยายามติดตามหาลูกสาวตามสถานที่ต่างๆ แต่ไม่พบ จนกระทั่งช่วงเช้านักการภารโรงได้มาพบร่างผู้เสียชีวิตดังกล่าว 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ที่ผ่านมา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษามาโดยตลอด ซึ่งยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นช่องว่างของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดังนั้นในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ในสัปดาห์หน้า ตนกำชับถึงระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเข้มข้น และทุกโรงเรียนต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญครูประจำชั้นจะต้องเข้มงวดใส่ใจปัญหาของนักเรียนในห้องเป็นรายบุคคลมากกว่านี้ 

สพฐ.ยอมรับนักเรียนหญิง ม.2 โรงเรียนดังโคราชโดดตึกเสียชีวิต ปัญหาอาจมาจากช่องว่างระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน กำชับครูประจำชั้นต้องเข้มงวดใส่ใจปัญหารายบุคคล 

ที่มา ; เดลินิวส์ 31 พฤษภาคม 2565 

ข่าวเดียวกัน

สพฐ.’ สั่งล้อมคอกเด็ก ม.2 โดดตึกดับ กำชับครู เข้มดูแลนักเรียนรายบุคคล 

จากกรณีนักเรียนหญิงชั้น ม.2 โรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ตกลงมาจากอาคารเรียนชั้น 8 จนเสียชีวิตนั้นเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นทราบว่าเด็กไม่ได้กลับบ้านมาตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม จึงมีแนวโน้มว่าเด็กอาจจะอยู่โรงเรียนทั้งคืน หรืออาจจะมาโรงเรียนแต่เช้า จากการที่ครูและโรงเรียนตรวจสอบในอาคารเรียนพบว่าบริเวณหน้าลิฟต์โดยสารชั้น 8 พบกระเป๋าใส่หนังสือเรียนและสิ่งของสัมภาระจำนวน 2 ใบ และถุงเท้า รองเท้าวางอยู่บนระเบียงทางเดิน จึงสันนิษฐานว่าเด็กอาจจะตกลงมาจากชั้น 8 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบหามูลเหตุ แรงจูงใจของนักเรียนคนดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา น.ส.ตรีนุช เทียนมอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษามาตลอด เช่น ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยของนักเรียนและสถานศึกษา แต่ยังเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอยู่ตลอด แสดงว่ามาตรการในการควบคุมกำกับดูแลอาจจะไม่เข้มข้นพอ 

มองว่าวันนี้โรงเรียนและผู้ปกครอง ต้องร่วมกันดูแลช่วยเหลือ ติดตามนักเรียน เช่น ถ้าผู้ปกครองพบว่าเด็กไม่กลับบ้าน ให้รีบติดต่อครู เพื่อให้ครูช่วยติดตามเด็กอีกทางหนึ่ง พร้อมกับติดต่อกับเพื่อนของนักเรียนเพื่อช่วยกันดูแล จะทำให้เข้าถึงปัญหาของเด็กได้ง่ายขึ้น โดยครูจะต้องดูแลนักเรียนไปดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล และในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ ผมจะประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อย้ำให้โรงเรียนเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยของนักเรียน” นายอัมพรกล่าว 

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า เบื้องต้นได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลสภาพจิตใจผู้ปกครอง รวมถึงให้ความช่วยเหลือ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยดูแลเรื่องสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิด เท่าที่ทราบนักเรียนรายดังกล่าวมีภาวะเครียดจากปัญหาครอบครัว 

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ดังนั้น จึงได้กำชับครูและผู้เกี่ยวข้อง ให้เคร่งครัดเรื่องมาตรการดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยจะต้องสังเกตอาการเด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีพฤติกรรมที่ผิดปกติ อาทิ ภาวะซึมเศร้า อาจประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นกรมสุขภาพจิต ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการเปิดเรียนออนไซต์ จะช่วยบรรเทาความเครียดให้กับเด็ก เพราะจะได้มีการพูดคุย เพื่อระบายสิ่งต่างๆ ทั้งกับครูและเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ดังนั้น จึงควรเร่งดำเนินการเปิดเรียนออนไซต์ให้ได้โดยเร็วที่สุด” นางเกศทิพย์กล่าว 

 

มติชนออนไลน์ วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

ตรีนุช’ สั่ง สพฐ.วางมาตรการสร้างความปลอดภัยให้ น.ร. หลังเด็ก ม.2 โดดตึกเสียชีวิต 

..ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.เปิดเผยกรณีนักเรียนหญิงชั้น ม.2 โรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ตกลงมาจากอาคารเรียนชั้น 8 จนเสียชีวิต ว่า ได้รับรายงานจากนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แล้ว รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาสาเหตุและรายงานข้อเท็จจริงว่า สาเหตุที่เด็กตกตึกนั้นมาจากอะไร เช่น อาจจะเกิดปัญหาครอบครัว ปัญหาเพื่อน หรือปัญหาเรื่องเรียน เป็นต้น นอกจากนี้ได้กำชับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปหามาตรการความปลอดภัยให้กับนักเรียน โดยมาตรการนั้นต้องสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ด้วย ดังนั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และโรงเรียนทุกแห่ง ต้องมีมาตรการความปลอดภัยของนักเรียนให้ชัดเจน เพราะความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นนโยบายที่รัฐบาล และศธ.เน้นย้ำอย่างมาก  

 

..ตรีนุช กล่าวต่อว่า ตนมีความเป็นห่วงอย่างมาก และปัจจุบัน ศธ.เปิดเรียนแบบออนไซต์หลังจากที่ไม่เรียนในโรงเรียนเป็นเวลานาน เมื่อเด็กเข้ามาเรียนในโรงเรียนก็อาจจะมีความเครียด ประสบปัญหาการอยู่ร่วมกัน จึงเห็นเคสเด็กชกต่อย บูลลี่กันจำนวนมาก จึงมอบนโยบายกับ สพฐ.ไปว่า โรงเรียนทุกแห่งต้องเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง และเฝ้าระวังพฤติกรรมของเด็ก เพื่อจับตามอง และหาทางดูแลเด็กเหล่านี้เป็นพิเศษ 

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนต้องเข้มแข็งมากกว่าเดิม ซึ่งดิฉันเน้นย้ำไปว่า สพฐผู้อำนวยการ สพทและผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่ง จะมีมาตรการอย่างไรให้สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ของตน เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก” ..ตรีนุช กล่าว 

 

มติชนออนไลน์ วันที่ 31 พฤษภาคม 2565

ข่าวเกี่ยวข้อง

เด็กตัวใหญ่ทุบตีเด็กตัวเล็กในโรงเรียนพิเศษจนตาย 

 

ตามที่ปรากฏข่าว นักเรียนโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล เด็กพิเศษ เสียชีวิตในห้องนอนรวม ของโรงเรียนเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) ให้ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ เพื่อเยี่ยวยา ดูแล และให้กำลังใจผู้ปกครอง ณ อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ รวมถึงสร้างขวัญและกำลังใจแก่คณะผู้บริหารครู ของโรงเรียนดังกล่าวด้วย โดยในขณะนี้ สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และตนได้กำชับให้ดำเนินการอย่างเร็วที่สุด ทั้งนี้ตนได้รับรายงานในเบื้องต้น ว่า มีนักเรียนเด็กพิเศษ จำนวน 2 คน มีปัญหาทะเลาะวิวาทกัน ตั้งแต่ช่วงเวลากลางวัน โดยคนหนึ่งเป็นเด็กตัวใหญ่ และอีกคนเป็นเด็กตัวเล็ก ซึ่งครูผู้ดูแลได้มีความพยายามอย่างเต็มที่ในดูแล ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาประมานตี 1 นักเรียนที่ตัวใหญ่กว่าได้ทุบตีนักเรียนตัวเล็กจนเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวคงต้องให้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จ สืบค้นในรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนด้วย นอกจากนี้ตนยังได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยว เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต ให้เข้ามาช่วยเหลือภายในโรงเรียนด้วย พร้อมเน้นย้ำโรงเรียนว่าไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก และเมื่อพบเห็นเด็กทะเลาะกันก็ให้แยกทันที เพราะเด็กกลุ่มนี้ถือเป็นเด็กพิเศษที่ต้องได้รับการดูแลมากกว่าเด็กทั่วไป 

พร้อมกันนี้ผมได้สั่งการให้จัดประชุมติวเข้ม มาตราการความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมได้แก่ ผู้บริหารสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1-2 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 178 แห่งทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำกำชับมาตรการความปลอดภัยตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ป้องกันไม่ให้เหตุเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำอีก”รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 6 มิถุนายน 2565

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น