
ปีนี้เป็นปีที่ผู้นำทั้งภาครัฐและเศรษฐกิจให้ความสนใจมากกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทุกคนยอมรับว่ามีคุณค่าและประโยชน์มหาศาลต่อการทำมาหากินของมนุษย์ ขณะเดียวกันอาจเป็นอันตรายเกินกว่าที่เราจะรับมือได้
การประชุมกลุ่มประเทศพัฒนาใหญ่ G7 ในเดือนมิถุนายนนี้ และการประชุมในเดือนตุลาคมของกลุ่ม BRICS ซึ่งคล้ายกับเป็นตัวแทนของประเทศที่กำลังพัฒนาหรือที่นิยมเรียกกันว่า Global South ก็คาดว่านอกเหนือจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจทั่วโลกแล้ว AIคือประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในการสนทนา
AI ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่หลายคนอาจเริ่มเพียงแค่ทดลองดูก่อน แต่ในที่สุดก็แทบจะติดงอมโดยไม่รู้ตัว พอมีความคล่องแคล่วขึ้นก็จะเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เคยใช้เวลาทำเป็นเวลานาน เมื่อมี AI เข้าช่วยก็จะลดเวลาลงมาอย่างน่าทึ่ง จากเดิมอาจค้นคว้าเอกสารหลายชั่วโมง แต่ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่นาที บางคนเคยทำบัญชีโดยใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1 ชั่วโมง การเตรียมการสอน หรือการทำวิจัย หรือการเขียนรายงานต่างๆ หรือแม้กระทั่งการเขียนบทความของสื่อมวลชนในปัจจุบันก็มีการใช้ AI ช่วย บางคนคุยกับ AI มากกว่าคุยกับมนุษย์ในเรื่องทั่วไปไม่เฉพาะแค่การงานเท่านั้น จนเหมือนกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และนี่เป็นเพียงแค่เสี้ยวส่วนเล็กของการใช้ AI ในปัจจุบันซึ่งนับว่าเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของเทคโนโลยีด้านนี้เท่านั้น
มีการสำรวจในสหรัฐอเมริการะบุว่าปัจจุบันประมาณ 20% ของรายงานที่เขียนโดยนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นใช้ AI ช่วย และประมาณ 65% ของนักศึกษาคิดว่า AI สามารถเขียนรายงานได้เทียบเท่าหรือดีกว่ามนุษย์ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าจะกระทบกับคุณภาพการศึกษาอย่างไร เนื่องจากการใช้เครื่องมือที่สะดวกและมีประสิทธิภาพทุ่นแรง อาจทำให้เสียวินัย ผิดวัตถุประสงค์ของการค้นคว้าแสวงหาความรู้ที่ต้องใช้สมาธิและความอดทนแบบดั้งเดิม และถึงขั้นที่มีการถกเถียงว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อเอาปริญญาบัตรนั้นจะมีความจำเป็นอยู่หรือไม่
การลงทุนอย่างมหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งเทคโนโลยีในเรื่องปัญญาประดิษฐ์จะนำมาสู่โลกใหม่ที่เราอาจจะยังจินตนาการไม่ได้ (Softbank, Microsoft, Apple and Foxconn ร่วมมือกันลงทุน 180,000 ล้านเหรียญ, บริษัทในจีนลงทุน 26,000 ล้านเหรียญ, รัสเซียลงทุน 2,000 ล้านเหรียญ, Amazon, Google, META, NVIDIA, and Salesforce และอีกหลายกลุ่มเป็นจำนวนที่ไม่มีการแถลงชัดเจนอย่างเป็นทางการ)
ผลตอบแทนของการลงทุนนี้คือตลาด AI กำลังโตเร็วมาก สถาบัน Gartner ประเมินว่าการใช้จ่ายทั่วโลกในซอฟต์แวร์ AI จะเพิ่มขึ้นจาก 124,000 ล้านเหรียญในปี 2022 เป็น 297,000 ล้านเหรียญในปี 2027 และอัตราการเติบโตต่อปีจะอยู่ที่กว่า 19.1% ในอีกหกปีข้างหน้า
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเคยประมาณไว้ว่าเรามีเวลาประมาณ 10 ปีที่จะปรับตัว แต่ขณะนี้เชื่อว่าภายในไม่เกินห้าปี AI จะสามารถสื่อสารกันได้ และอาจจะสร้างภาษาระหว่างกัน ถึงระดับเกินความสามารถที่มนุษย์จะเข้าใจได้ และเมื่อถึงเวลานั้นเราอาจจะไม่สามารถควบคุมได้ว่า ผลกระทบทั้งดีและร้ายจะเป็นอย่างไร และอาจไม่สามารถหยุดยั้งการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
หลายบริษัทในประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรปกำลังร่วมมือกันตั้งมาตรฐานและออกกฎข้อบังคับและกำหนดกติกาเพื่อไม่ให้มีการใช้ AI ในทางที่ผิด และอาจนำมาสู่ความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตของมนุษย์ เช่น การใช้ข้อมูลเปิดเผยแบบ open source มาพัฒนาอาวุธอัตโนมัติต่างๆ หรืออาวุธเคมี หรืออาวุธชีวภาพ หรือการโฆษณาชวนเชื่อโดยข่าวลือข่าวปลอม เป็นต้น
และ Trade War ปัจจุบันแล้วแทบจะคล้ายกับเป็น Tech War มากกว่า เราจึงเห็นความตึงเครียดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกกรณีความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน ซึ่งมีสิ่งอ่อนไหวคือเรื่องของ semiconductor ซึ่งผลิตคุณภาพสูงสุดในไต้หวันและเป็นที่พึ่งของตลาดกว่า 90% ของโลก ความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์ใกล้บ้านเรานั้นสรุปว่ามาจากสาเหตุของการแข่งขันเรื่อง AI
ผู้นำภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งองค์การระหว่างประเทศออกมาย้ำเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบเป็นวงกว้าง IMFประเมินว่า 40% ของงานทั่วโลกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจมากแล้วยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษเพราะประมาณ 60% ของงานจะถูกบังคับให้ต้องปรับตัว
แม้ว่าการใช้ AI ในชีวิตประจำวันนั้นไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้จากสถาบันการศึกษา แต่สำหรับผู้ที่ตั้งใจจริงที่จะเจาะลึกด้านนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้พุ่งไปที่สาขา STEM เช่น วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ซึ่งสามารถให้รากฐานที่แข็งแกร่งสําหรับการทําความเข้าใจแนวคิดและเทคโนโลยี AI ความรู้นี้จะมีค่าสําหรับการทํางานร่วมกับ AI หรืออาจพัฒนาแอปพลิเคชัน AI ใหม่
และแนะนำให้เรียนรู้ทักษะเฉพาะทางใน AI วิทยาศาสตร์ข้อมูล หุ่นยนต์ หรือการเรียนรู้ของเครื่อง โปรแกรมเหล่านี้สามารถจัดเตรียมทักษะและความรู้เฉพาะที่จําเป็นสําหรับงานที่ต้องการในสาขา AI เพิ่มเติมโดยการใช้ความเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์อ่อนไหว ใช้วิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์ การร่วมมือในการทำงานเป็นทีม การรู้จักดัดแปลงปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อสนองต่ออารมณ์ของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในกลุ่ม เป็นตัวอย่างของการที่มนุษย์สามารถจะเพิ่มประสิทธิภาพของ AI ได้
หลายคนในตะวันตกเริ่มต่อรองการทำงานกับบริษัทให้ลดลงจากเดิมห้าวันต่อสัปดาห์ลดลงเหลือสี่วัน และบางบริษัทได้ปรับตัวให้พนักงานทำงานที่บ้านได้โดยเข้าประชุมเพียงแค่หนึ่งวันต่อสัปดาห์เท่านั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานว่านายจ้างและลูกจ้างมีอำนาจในการต่อรองกันเมื่อเพียงใด
“AI ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแย่งงานจากเรา แต่บุคคลที่มีความสามารถในการใช้ AI คล่องแคล่วนั้นอาจจะเป็นผู้ที่มาแย่งงานจากเรา”
ทุกอย่างมีคุณอนันต์และโทษมหันต์ เปิดใจให้กว้าง ปรับตัวให้ทัน เรียนรู้ในสิ่งใหม่เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
บทความกล่าวถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก ทั้งในเวที G7 และ BRICS เนื่องจาก AI มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การทำงาน และสังคม แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลด้านผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะต่อการควบคุมและความปลอดภัยในอนาคต
ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การค้นคว้า การทำบัญชี การสอน การวิจัย ไปจนถึงการเขียนบทความ ส่งผลให้ประหยัดเวลาอย่างมาก แต่ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงด้านคุณภาพการศึกษาและวินัยในการเรียนรู้ โดยมีข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ มีการใช้ AI ในงานเขียนจำนวนมาก
การลงทุนด้าน AI จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกสะท้อนการเติบโตของตลาดที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งความเสี่ยงด้านจริยธรรม ความมั่นคง และการใช้ในทางที่ผิด เช่น อาวุธอัตโนมัติหรือข่าวปลอม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าภายในไม่กี่ปี AI อาจพัฒนาไปถึงระดับที่มนุษย์ควบคุมได้ยาก
IMF ระบุว่า AI จะส่งผลกระทบต่อแรงงานทั่วโลกจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องปรับตัว โดยเน้นการเรียนรู้ด้าน STEM ควบคู่กับทักษะมนุษย์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการปรับตัว เพื่ออยู่ร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
AI ถูกกล่าวถึงในบทความในฐานะอะไรเป็นหลัก
ก. เทคโนโลยีที่ใช้เฉพาะด้านการแพทย์
ข. เครื่องมือที่ส่งผลทั้งบวกและลบต่อสังคม
ค. ระบบที่แทนที่มนุษย์ได้ทั้งหมด
ง. เทคโนโลยีที่ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นว่า AI มีทั้งประโยชน์มหาศาลและความเสี่ยงสูง
ผลกระทบของ AI ต่อการศึกษาในมหาวิทยาลัยคือข้อใด
ก. ทำให้การเรียนง่ายขึ้นแต่คุณภาพดีขึ้นเสมอ
ข. ลดจำนวนผู้เรียนลงอย่างมาก
ค. อาจกระทบวินัยและคุณภาพการเรียนรู้
ง. ทำให้มหาวิทยาลัยไม่มีความจำเป็น
เฉลย: ค
เหตุผล: มีการถกเถียงว่า AI ทำให้ขาดวินัยและทักษะการค้นคว้า
ข้อมูลการใช้ AI ในสหรัฐฯ ระบุว่าอย่างไร
ก. นักศึกษาทั้งหมดใช้ AI 100%
ข. 20% ของรายงานใช้ AI ช่วย
ค. AI ถูกห้ามใช้ในมหาวิทยาลัย
ง. ไม่มีการใช้ AI ในการศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าประมาณ 20% ใช้ AI
สถาบันใดประเมินการเติบโตของตลาด AI
ก. WHO
ข. IMF
ค. Gartner
ง. UNESCO
เฉลย: ค
เหตุผล: Gartner ประเมินมูลค่าการใช้จ่าย AI ทั่วโลก
อัตราการเติบโตของตลาด AI ตามบทความคือเท่าใด
ก. 5% ต่อปี
ข. 10% ต่อปี
ค. 19.1% ต่อปี
ง. 50% ต่อปี
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุ CAGR ประมาณ 19.1%
ความเสี่ยงสำคัญของ AI ในอนาคตคือข้อใด
ก. ลดการใช้ไฟฟ้า
ข. ควบคุมได้ยากและอาจเกินความเข้าใจมนุษย์
ค. ทำให้โลกไม่มีอินเทอร์เน็ต
ง. ทำให้การเรียนง่ายเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: มีการเตือนว่า AI อาจสื่อสารกันเองจนมนุษย์ไม่เข้าใจ
IMF ระบุผลกระทบของ AI ต่อแรงงานโลกอย่างไร
ก. ไม่มีผลต่อแรงงาน
ข. กระทบงานทั่วโลกประมาณ 40%
ค. กระทบเพียง 5% ของงาน
ง. ทำให้แรงงานเพิ่มขึ้นทุกประเทศ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุ 40% ของงานได้รับผลกระทบ
ทักษะที่แนะนำสำหรับการทำงานร่วมกับ AI คือข้อใด
ก. การจดจำอย่างเดียว
ข. การใช้เครื่องคิดเลข
ค. STEM และวิทยาการข้อมูล
ง. การทำงานคนเดียว
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น STEM เช่น คอมพิวเตอร์ วิศวกรรม และคณิตศาสตร์
แนวคิด “996” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. ทำงาน 9 ชั่วโมงต่อเดือน
ข. ทำงาน 9 โมงเช้าถึง 9 โมงเย็น 6 วันต่อสัปดาห์
ค. ทำงาน 6 ชั่วโมงต่อวัน
ง. ทำงาน 9 วันต่อสัปดาห์
เฉลย: ข
เหตุผล: คือ 9–9–6 (9am–9pm, 6 วัน/สัปดาห์)
แนวทางสำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกับ AI คือข้อใด
ก. หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยี
ข. ใช้ AI แทนมนุษย์ทั้งหมด
ค. ปรับตัว เรียนรู้ และใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ
ง. ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มเติม
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความสรุปว่าต้องปรับตัวและใช้ AI อย่างเหมาะสม