สมาชิกเข้าสู่ระบบ

กระจายอำนาจ: ทางเลือกและทางรอดประเทศไทย

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 6)

          การบริหารราชการแผ่นดินของไทยในปัจจุบันเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 โดยมีการแบ่งการบริหารราชการออกเป็น 3 ส่วน คือ
          1.ราชการส่วนกลาง ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 "ราชการส่วนกลาง" ประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงและกรม ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 20 กระทรวง 168 กรม การจัดระเบียบ "ราชการส่วนกลาง" เป็นการจัดส่วนราชการตามหลักการ "รวมศูนย์อำนาจ (Centralization)" นั่นคือ อำนาจในการกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติราชการ การพิจารณาอนุมัติ อนุญาตในเรื่องต่างๆ การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ การแต่งตั้ง(ย้าย) การให้คุณให้โทษ การดำเนินการทางวินัย การบริหารงบประมาณ ฯลฯ อำนาจดังกล่าวส่วนใหญ่ล้วนแต่ "รวมศูนย์" อยู่ที่ตัวหัวหน้าหน่วยราชการระดับกระทรวงและกรมทั้งสิ้น แม้ว่าบางหน่วยงานจะมี "การกระจายหรือมอบอำนาจ" บางเรื่องบางส่วน ไปให้กับหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคหรือหน่วยงานสาขาของหน่วยราชการนั้นๆ (ซึ่งไปตั้งหน่วยงานอยู่ในส่วนภูมิภาค) ก็ตาม แต่อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายก็ยังคงอยู่ที่หัวหน้าหน่วยราชการส่วนกลาง
          2.ราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 51 "ราชการส่วนภูมิภาค" ประกอบด้วย จังหวัดและอำเภอ โดยความในมาตรา 54 บัญญัติว่า "ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่ีและประชาชน" นั่นคือ "หน่วยราชการส่วนภูมิภาค" หมายถึง หน่วยงานที่ได้รับ "มอบอำนาจการตัดสินใจ" ในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบัติราชการบางเรื่องบางส่วน จากนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวงและกรม(ในราชการส่วนกลาง) มาดำเนินการและปฏิบัติให้ "เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน" โดยที่ "หน่วยราชการส่วนภูมิภาค" หาได้มีอำนาจการตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่อย่างใด เพราะ "อำนาจ" ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่หัวหน้าหน่วยงานราชการส่วนกลาง การจัดส่วนราชการในรูปแบบนี้เป็นไปตามหลักการ "แบ่งอำนาจการบริหารราชการ (Deconcentration)"
          3.ราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 70 "ราชการส่วนท้องถิ่น" ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และการปกครองรูปแบบพิเศษอื่น ซึ่งได้แก่ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา การจัดตั้ง "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ตามที่ได้มีกฎหมายบัญญัติขึ้นนั้น เป็นไปตามหลักการ "กระจายอำนาจการบริหารราชการ (Decentralization)" ไปให้แก่หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เป็นองค์กรที่รัฐจัดตั้งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ ได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง "ผู้บริหารท้องถิ่น" และ "สมาชิกสภาท้องถิ่น" ของตนเอง ให้เข้าไปบริหารจัดการ "กิจการสาธารณะ" ในท้องถิ่นนั้นๆได้โดยอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการในท้องถิ่นนั้นๆเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นหลักสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
          ประเทศไทยได้ดำเนินการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วนดังกล่าว มาเป็นระยะเวลานานประมาณ 88 ปีแล้ว นับแต่มีการจัดตั้ง "เทศบาล" ขึ้นเป็นครั้งแรกตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 (ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 เพียงปีเดียวเท่านั้น) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ การบริหารราชการของประเทศไทยก็ยังคงเป็นการบริหารราชการที่ื "อำนาจ" ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่ "ราชการส่วนกลาง" มีการกระจายอำนาจการบริหารราชการไปให้กับ "ราชการส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" น้อยมาก ทั้งที่บริบทของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายจนแทบจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่ประเทศไทยก็ยังคงยึดหลักการ "รวมศูนย์อำนาจ" การบริหารราชการไว้ที่ "ราชการส่วนกลาง" อย่างเหนียวแน่น ในขณะที่ประเทศที่ีปกครองด้วย "ระบบพรรคคอมมิวนิสต์" เช่น สาธารณะรัฐประชาชนจีน และสาธารณะรัฐเวียดนาม เป็นต้น ประเทศดังกล่าวได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารราชการ ไปให้ความสำคัญกับ "การกระจายอำนาจการตัดสินใจ" ในการบริหารราชการทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมไปให้กับ "หน่วยงาน" ที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศดังกล่าว ขยายตัวเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก
          จึงมีคำถามว่า ทำไมประเทศไทยจึงยังคงยึดหลักการบริหารราชการในรูปแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้อย่างเหนียวแน่นตลอดมา? ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ยัง "ไม่มีความพร้อม" ที่จะรองรับการกระจายอำนาจจากราชการส่วนกลาง เพราะพวกเรามักจะคิดกันว่า ผู้บริหารท้องถิ่นก็ดี สมาชิกสภาท้องถิ่นก็ดี พนักงานราชการส่วนท้องถิ่นก็ดี คนเหล่านี้ยังไม่มี "ความรู้ความสามารถ" เพียงพอที่จะทำงาน เทียบเท่ากับคนที่ "ราชการส่วนกลาง" ส่งลงไปทำงานในพื้นที่ หรือเป็นเพราะว่าพวกเราไม่ไว้วางใจคนที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ เกรงว่าพวกเขาจะมีพฤติกรรม "ทุจริตคอรัปชั่น" จนทำให้ราชการเกิดความเสียหาย พวกเราจึงไว้วางใจคนที่ราชการส่วนกลางส่งลงมาทำงานในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศมากกว่า เพราะพวกเราเชื่อว่าคนที่ราชการส่วนกลางส่งลงไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ มีความน่าเชื่อถือใน "ความสุจริต" มากกว่า และน่าเชื่อว่าจะ "ไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น" เช่นนี้จริงหรือ?
          หรือเป็นเพราะว่าหัวหน้าหน่วยราชการระดับกระทรวงและกรมต่างๆยังคง "หวงอำนาจ" ด้วยเกรงว่าอำนาจที่มีอยู่จะหลุดลอยไป เพราะ "อำนาจ" คือ อิทธิพล บารมีและผลประโยชน์ที่เคยมีเคยได้ พวกเราเคยคิดถึง "ประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน" กันบ้างหรือไม่? ในโลกปัจจุบันที่ีบริบทของสังคมโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม(โครงสร้างประชากรและความต้องการของมนุษย์) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา(R&D) รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเทศที่เขาพัฒนาประเทศจนมีความเจริญก้าวหน้าและประชาชนอยู่ดีมีสุขทั่วโลก มีประเทศใดบ้างที่จัดระเบียบการบริหารราชการแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" เหมือนกับประเทศไทย?

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             6 ธันวาคม 2564

 

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 7)

          แม้จะมีรัฐบาลในบางสมัยมีความคิดที่จะ "กระจายอำนาจ" และ "ปฏิรูประบบราชการ" เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีรัฐบาลใดดำเนินการให้เกิดมักผลที่ีเห็นเป็นรูปธรรม
          เมื่อปี พ.ศ.2542 รัฐบาลในขณะนั้นได้ตรา "พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542" ขึ้นโดยมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ
          1.ให้ดำเนินการ "ถ่ายโอนภารกิจ" ที่ีเป็นการดำเนินการซ้ำซ้อนระหว่างรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภารกิจที่ีรัฐจัดให้บริการในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปี
          2.ให้มีการ "เพิ่มสัดส่วนรายได้" ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลให้ได้ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 35
          กฎหมายดังกล่าวมีความมุ่งหวังที่จะทำให้เกิดการ "กระจายอำนาจ" การบริหารราชการจากราชการส่วนกลาง ไปยังราชการส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ระยะเวลาได้ผ่านไปแล้วถึง 22 ปี จนถึงปีงบประมาณ พ.ศ.2564 สัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อรายได้สุทธิของรัฐบาล ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 29.72 เรียกว่าแทบจะไม่มีความคืบหน้าในการกระจายอำนาจเกิดขึ้นแต่อย่างใด
          เมื่อปี พ.ศ.2545 รัฐบาลในขณะนั้นมีความมุ่งมั่นที่จะ "ปฏิรูประบบราชการ" โดยตั้งเป้าหมายของการปฏิรูประบบราชการในครั้งนั้นไว้อย่างสวยหรูว่า "เพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ลดภารกิจ และยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น กระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น กระจายอำนาจการตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน" ไปให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เพราะการปฏิรูประบบราชการครั้งนั้น รัฐบาลปล่อยให้ "หัวหน้าหน่วยราชการระดับกระทรวงและกรม" ในราชการส่วนกลางเป็น "ผู้คิดและทำการปฏิรูป" กันเอง จึงปรากฏว่า ผลของการปฏิรูประบบราชการออกมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างสิ้นเชิง เพราะผลของการปฏิรูประบบราชการในครั้งนั้น ทำให้ระบบราชการไทยมี "ขนาดใหญ่" ขึ้น และมีการ "รวมศูนย์อำนาจ" กลับไปไว้ที่ราชการส่วนกลางมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (ข่าว ThaiPublica วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2559) โดยมีข้อมูลที่ีแสดงให้เห็นถึงผลของการปฏิรูประบบราชการที่ชี้ให้เห็นว่า
          1.ทำให้มีหน่วยราชการระดับกระทรวงและกรมเพิ่มขึ้น จากเดิม 14 กระทรวง เพิ่มขึ้นเป็น 20 กระทรวง และมีกรมเพิ่มขึ้นจากเดิม 140 กรม เพิ่มขึ้นเป็น 168 กรม
          2.จำนวนกำลังคนภาครัฐ (ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการและพนักงานจ้าง เมื่อปี พ.ศ.2547 มีอยู่ประมาณ 1.4 ล้านคน) เพิ่มขึ้นประมาณ 50% ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2.2 ล้านคน โดยเฉพาะข้าราชการระดับซี 9 ขึ้นไป เพิ่มขึ้น 2 เท่า
          3.ทำให้เงินงบประมาณค่าใช้จ่ายของบุคลากรภาครัฐ (เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล และเงินบำเหน็จบำนาญ) เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จากเดิมประมาณปีละ 4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นปีละประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท เมื่อนำไปเทียบกับจีดีพี งบบุคลากรภาครัฐของไทยสูงเป็นอันดับต้นๆในเอเชีย โดยสัดส่วนงบประมาณภาครัฐต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ประมาณ 7% สูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย 6% ฟิลิปปินส์ 5% สิงคโปร์ 3% อินโดนีเซียและเกาหลีใต้ 2%
          การปฏิรูประบบราชการไทยครั้งนั้นมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2546 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยกลายเป็น "รัฐราชการ" ที่ีมี "ขนาดใหญ่มาก" จนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะเวลาต่อมา เนื่องจากค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นรายจ่ายประจำ ทั้งเงินค่าใช้จ่ายของบุคลากรภาครัฐและรายจ่ายประจำอื่นๆ ไปกัดกิน "เงินรายได้" จากภาษีอากรที่ีรัฐบาลจัดเก็บได้ในแต่ละปีงบประมาณไปเกือบหมด จนแทบจะไม่มีเงินรายได้เหลือไว้ใช้จ่ายในการลงทุนพัฒนาประเทศเลย ตัวอย่างเช่น ในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รัฐบาลประมาณการไว้ว่าจะจัดเก็บรายได้ได้ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท (แต่ในทางปฏิบัติกระทรวงการคลังคาดว่า ปีงบประมาณนี้ น่าจะจัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 10) ในขณะที่รายจ่ายประจำ(งบบุคลากรภาครัฐและรายจ่ายประจำอื่นๆ) ปีนี้มียอดรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 2.3 ล้านล้านบาท นั่นแปลว่า "เงินภาษีอากร" ที่รัฐบาลจัดเก็บได้เกือบทั้งหมดจะถูกนำไปใช้เพื่อการดูแลบุคคลากรภาครัฐและถูกใช้เป็นเงินรายจ่ายประจำอื่นๆ ทำให้รัฐบาลต้องไป "กู้เงิน" มาปิดหีบงบประมาณ เพื่อใช้เป็นเงินรายจ่ายในด้านการลงทุนพัฒนาประเทศ ประมาณ 6.3 แสนล้านบาท (รัฐบาลต้องกู้เงินมาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและเพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาประเทศเช่นนี้ทุกปี นับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2546 เป็นต้นมา) นี่เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ "หนี้สาธารณะ" ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
          เมื่อปี พ.ศ.2557 รัฐบาลที่ีมาจากการปฏิวัติชูธงเรื่อง "การปฏิรูปประเทศ" ทั้งการปฏิรูประบบราชการ การเมือง การศึกษา การสาธารณสุข เศรษฐกิจการคลัง ปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและตำรวจ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาหาแนวทางในการปฏิรูปประเทศถึง 3 ชุด ทั้ง "สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)" ต่อมาก็มี "สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) จนมาถึง "คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ" แต่ผ่านไปแล้ว 7 ปี ไม่รู้ว่าหมดเงินไปเป็นเงินเดือนสมาชิก เงินค่าใช้จ่ายในจัดการประชุม และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่รู้ว่าเป็นเงินกี่พันล้านบาทแล้ว จนถึงปัจจุบันยังแทบจะไม่เห็นการปฏิรูปเรื่องใด ที่ีเห็นผลเป็นรูปธรรมเลย
          เราควรจะปล่อยให้ "ระบบราชการไทย" เป็นอย่างนี้ต่อไปอีกนานเท่าใด หรือว่าจะต้องรอต่อไปอีก 15-16 ปีตามแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่างนั้นหรือ?

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             7 ธันวาคม 2564

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 8)

          เมื่อเกิดวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรงในช่วง 2 ปีนี้ นายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ออกมาให้มุมมองต่อปัญหาเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทย ที่ีถือเป็น "Tipping poins" สำคัญว่า "หากยังปล่อยให้ก้าวผ่าน จะเป็นอุปสรรคที่ีมีผลต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ" (ข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2564) โดยนายวิรไท สันติประภพได้พูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 2 ปัญหา คือ
          1.ปัญหาด้านระบบราชการที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีกฎกติกาที่ีล้าสมัย ไม่สามารถส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งได้
          2.ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ีจะสร้างความเสี่ยงสำคัญคือ ความเสี่ยงด้านการคลัง"
          นายวิรไท สันติประภพได้เสนอแนะให้เร่งรัดปฏิรูประบบราชการไทย ในส่วนที่สำคัญ 4 เรื่อง คือ
          1.ทบทวนหน้าที่ของภาครัฐ โดยต้องตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องทำเอง ถ้ามีอะไรที่คนอื่นทำได้หรือเก่งกว่า ก็ต้องให้เขามาทำ โดยบทบาทภาครัฐคือ การกำกับ การออกนโยบาย ทำกรอบให้ชัดว่า เราจะเดินไปอย่างไร และทำหน้าที่ในการกำกับ ตรวจสอบ
          2.การปฏิรูปกฎหมายที่ีล้าสมัย เพื่อเปลี่ยนจากการตรวจสอบ ควบคุม ไปเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง
          3.ภาครัฐต้องใช้ดิจิตอลเพื่อลดค่าใช้จ่าย ทุกอย่างที่ราชการจะทำ ต้องตั้งคำถามว่า มีช่องทางดิจิตอลไหม
          4.เรื่องการกระจายอำนาจซึ่งจำเป็นมาก เพราะการแก้ไขปัญหาประเทศไม่ว่าเศรษฐกิจและสังคม จะเป็นกรอบแบบส่วนกลางส่งลงไปไม่ได้ ต้องเป็นการแก้ไขปัญหาจากล่างขึ้นบน เห็นได้ชัดว่า สถานการณ์โควิด-19 หลายชุมชนเขาสามารถมีกลไกเข้มแข็งระดับชุมชน ป้องกันการระบาดหรือการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ทำไมนายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นว่า "ปัญหาระบบราชการที่ีมีขนาดใหญ่และปัญหาความเหลื่อมล้ำ" เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความเสี่ยงที่ีสำคัญ คือ "ความเสี่ยงด้านการคลัง" ของประเทศ เหตุผลเนื่องจาก
          1.ปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหา "หนี้สาธารณะ" เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (จนรัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70) เพื่อรองรับความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่ีไม่แน่นอน ทั้งสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในอนาคต ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้อง "กู้เงิน" เพิ่มขึ้น การที่ "หนี้สาธารณะ" เพิ่มสูงขึ้นมากในเวลานี้ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องคิดถึง "วินัยทางการเงินการคลัง" ให้มากขึ้น ยิ่งในขณะนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับ "วิกฤตด้านพลังงาน" และ "อัตราเงินเฟ้อ" ที่ีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้ารัฐบาลไม่เตรียมการให้พร้อมอาจต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่ร้ายแรงได้
          นอกจากนี้ประเทศไทยไทยยังมีปัญหา "หนี้ครัวเรือน" เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย นั่นหมายความว่า ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่มี "ภาระหนี้" สูงมาก ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปีหน้า (คนไทยมีอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 20) ซึ่งจะทำให้จำนวนแรงงานในครัวเรือนลดลง และรายได้ในครอบครัวก็จะลดลงตามไปด้วย ในระยะต่อไปรัฐบาลจึงมีภาระค่าใช้จ่ายในด้านการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทั้งการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ค่ารักษาพยาบาล และการจัดสวัสดิการด้านที่ีพักอาศัยให้แก่ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้้ด้วย
          2.การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะจัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณร้อยละ 10 หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท การที่รัฐบาลมีรายได้ลดลงย่อมกระทบกับงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบประมาณเพื่อการลงทุน ทำให้รัฐบาลต้อง "ก่อหนี้" เพิ่มสูงขึ้นในปีงบประมาณหน้า นอกจากนี้ยังกระทบกับการชำระคืนหนี้สาธารณะ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอีกด้วย การที่จะลดผลกระทบในระยะยาวได้นั้น มีทางเดียวคือ รัฐบาลต้องหาทางลด "รายจ่ายประจำ" ทั้งรายจ่ายด้านบุคลากรและรายจ่ายประจำอื่นๆลง
          3.การมีระบบราชการขนาดใหญ่ (เพราะการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ีราชการส่วนกลาง) ทำให้รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายประจำปีสูงมาก เกือบจะเรียกได้ว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้ประจำปีได้เป็นจำนวนเงินเท่าใดก็ตาม เงินรายได้เกือบทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้ไปเพื่อการดูแลบุคคลากรภาครัฐและค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ ทำให้ไม่มีเงินรายได้ประจำปีเหลือไปใช้เป็นเงินงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศเลย เงินงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาประเทศทุกปีเป็น "เงินกู้" ซึ่งเป็นเช่นนี้มานาน 15 ปีแล้ว (นับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2550 เป็นต้นมา) เช่นนี้แล้วประเทศไทยจะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไร
          ผู้บริหารราชการส่วนกลางที่ียัง "ติดกับดัก" เรื่องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ีราชการส่วนกลาง วันหนึ่งข้างหน้าภัยอาจมาถึงโดยไม่รู้ตัว เพราะเวลานี้เริ่มมีนักการเมืองเสนอให้ยกเลิก "ระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ" เกิดขึ้นบ้างแล้ว ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ "เงินบำนาญข้าราชการ" นั้น รัฐบาลไม่ได้จ่ายให้เฉพาะเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมี "เงินค่ารักษาพยาบาล" ซึ่งรัฐบาลต้องจ่ายเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากรายงานข่าว POST TODAY วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 นายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่า "ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากจำนวนเงิน 16,994.30 ล้านบาท ในปีงบประมาณ พ.ศ.2547 เพิ่มขึ้นเป็น 74,818.00 ล้านบาท ในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ในขณะที่มีกลุ่มเป้าหมายเพียง 4.5 ล้านคน (ณ วันที่ 30 กันยายน 2562)"
          นี่คือเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเร่งรัด "ปฏิรูประบบราชการ" เพื่อทำให้ "ระบบราชการไทย" มีขนาดเล็กลง เพื่อทำให้ระบบราชการไทยมีประสิทธิภาพ ประหยัดและคุ้มค่ามากขึ้น

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             8 ธันวาคม 2564

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 9)

          วิธีที่จะทำให้ "ระบบราชการไทย" มีขนาดเล็กลงนั้น มีแนวทางหลักอยู่ 2 วิธี คือ การกระจายอำนาจการบริหารราชการและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐ
          1.การกระจายอำนาจ (Centralization) หมายถึง การถ่ายโอน "ภารกิจการบริหารราชการ" ที่ปัจจุบันหน่วยงาน "ราชการส่วนกลาง" เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ไปให้กับหน่วยงาน "ราชการส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น" หรือให้กับองค์กรอื่น(ที่รัฐจัดตั้งขึ้น เช่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน ฯลฯ) หรือมอบหมายให้ภาคธุรกิจเอกชนเป็นผู้ดำเนินการแทน "ภาครัฐ" ซึ่งวิธีการกระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินนั้นสามารถดำเนินการได้หลายวิธี ได้แก่
          1.1 การแปรรูปกิจการภาครัฐ (Privatization) หมายถึงการถ่ายโอน (Handover) กิจการบางอย่างที่ีหน่วยงานของภาครัฐเคยเป็นผู้จัดทำ ไปให้ภาคเอกชนหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเป็นผู้จัดทำแทน เนื่องจากในปัจจุบันภาคเอกชนหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสามารถจัดทำกิจการต่างๆได้ดีกว่าภาครัฐ เช่น กิจการขนส่งมวลชน กิจการโทรคมนาคม กิจการการบินและการขนส่งสินค้า การไฟฟ้า การประปา เป็นต้น รัฐบาลจึงควรทบทวนและพิจารณาว่า ยังมีภารกิจใดอีกบ้างที่ถึงเวลาที่จะ "แปรรูป" เพิ่มเติมได้แล้ว เช่น กิจการโรงพิมพ์ กิจการการส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นต้น
          1.2 การกระจายอำนาจภายใต้หลักการแบ่งอำนาจ (Deconcentration) หมายถึง การแบ่งอำนาจหรือการมอบอำนาจจากราชการส่วนกลางไปให้กับหน่วยงานระดับรองที่ไปตั้งอยู่ในท้องถิ่นต่างๆทำแทน ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวอาจหมายถึงหน่วยงานที่รัฐจัดตั้งขึ้นเป็น "ราชการส่วนภูมิภาค" หรือหน่วยงานที่ราชการส่วนกลางจัดตั้งขึ้นเป็น "หน่วยงานสาขา" ในท้องถิ่นต่างๆ (เช่น สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น) เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าว "ทำหน้าที่แทน" ราชการส่วนกลาง แต่ทั้งนี้อำนาจในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยังคงอยู่ที่หัวหน้าหน่วยงานราชการส่วนกลาง การกระจายอำนาจในลักษณะนี้บางครั้งเรียกว่า "การกระจายอำนาจทางการบริหาร (Administrative Decentralization)"
          1.3 การกระจายอำนาจภายใต้หลักการโอนอำนาจ (Devolution) หมายถึง การที่ีรัฐถ่ายโอนอำนาจในการบริหารจัดการกิจการสาธารณะบางอย่าง ไปให้แก่ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ซึ่งรัฐจัดตั้งขึ้นในท้องถิ่นต่างๆ โดยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นมีความเป็น "อิสระ" ทั้งในทางการเมือง การปกครองและการบริหารราชการภายในได้แก่ การเลือกตั้งตัวแทนประชาชนเข้าไปเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่น อำนาจในการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบต่างๆขึ้นใช้บังคับในท้องถิ่นนั้นๆ อำนาจในการจัดเก็บรายได้ของตนเอง อำนาจในการบริหารราชการและการกำหนดนโยบายการทำงานเป็นของตนเอง เป็นต้น ซึ่งการกระจายอำนาจในรูปแบบนี้ ถือเป็นการกระจายอำนาจตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งประเทศในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่นำไปใช้ในการบริหารราชการ ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆของประเทศ เข้ามา "มีส่วนร่วม" ใน "การบริหารจัดการตนเอง" ตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ
          แม้ว่าประเทศไทยจะใช้หลักการกระจายอำนาจในการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้ง 3 หลักดังกล่าว มาตั้งแต่ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 แล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่ายังมีการกระจายอำนาจจากราชการส่วนกลางเกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว การที่ "อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน" ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่หน่วยงานราชการส่วนกลาง ทำให้ "ระบบราชการไทย" มีขนาดใหญ่มาก จึงจำเป็นต้องใช้ "บุคลากรและเงินงบประมาณ" ในการบริหารจัดการเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารราชการที่ีคุ้มค่ากับการลงทุนแต่อย่างใด จากการศึกษาวิจัยของมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา เรื่อง "10 ปีระบบราชการไทย" พบว่า "ด้านประสิทธิภาพของรัฐบาลลดลงกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จากผลการวิจัยของธนาคารโลกพบว่า ความมีประสิทธิผลของรัฐบาลไทยอยู่อันดับ 74 จาก 196 ประเทศ ตกลงจากอันดับ 65 เมื่อ 10 ปีก่อน นอกจากนี้ จากการสำรวจความเห็นนักธุรกิจของ World Economic Forum(WEF) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551-2556 พบว่า ความไร้ประสิทธิภาพของภาครัฐเป็น 1 ใน 5 ปัจจัย ที่เป็นปัญหาในการทำธุรกิจในประเทศไทย" (ข่าว ThaiPublica วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2559)
          ผลการสำรวจและวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของนายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ีว่า "ระบบราชการไทยมีกฎกติกาที่ีล้าสมัย ไม่สามารถส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีความเข้มแข็ง" ซึ่งการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้มแข็งนั้น ถือเป็น "หัวใจสำคัญ" ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจ "แบบการตลาด" เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐเวียดนาม เป็นต้น เพราะถ้าภาคธุรกิจเอกชนมีความเข้มแข็งและเกิดความ "เชื่อมั่น" ในภาครัฐ ภาคเอกชนก็พร้อมที่จะลงทุน อย่าลืมว่า "การลงทุนภาคเอกชน (Investment)" นั้น เป็น 1 ใน 4 เครื่องจักรกลที่ใช้ในการ "ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ" ของประเทศ
          ผมจึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเร่งรัด "ปฏิรูประบบราชการ" ด้วยการกระจายอำนาจการบริหารราชการ จาก "ราชการส่วนกลาง" ไปให้กับ "ราชการส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" รวมทั้งการแปรรูปกิจการบางอย่างไปให้ภาคเอกชนดำเนินการแทน โดยเฉพาะ "งานหรือภารกิจ" ที่ีมีการดำเนินงานหรือมีการปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกัน ระหว่างหน่วยราชการส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งงานหรือภารกิจที่ีปัจจุบัน "ราชการส่วนกลาง" ลงไปทำอยู่ในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆด้วย โดยที่งานหรือภารกิจนั้นๆไม่จำเป็นที่จะต้องใช้หลักวิชาการ หรือหลักการบริหารจัดการที่ียุ่งยากซับซ้อนมากนัก ยกตัวอย่างเช่น งานด้านจัดการศึกษาระดับอนุบาลหรือปฐมวัย งานด้านการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก งานด้านการส่งเสริมสุขภาพและงานสาธารณสุขมูลฐาน  งานด้านการสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี และผู้สูงอายุ งานด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น งานด้านการส่งเสริมการเกษตร และงานพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น งานเหล่านี้ล้วนเป็นงานที่ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนในการบริหารจัดการมากนัก สมควรที่รัฐบาลจะถ่ายโอนไปให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แล้ว

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             9 ธันวาคม 2564
 

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 10)

          วิธีที่จะ "กระจายอำนาจ" การบริหารราชการแผ่นดิน วิธีแรก คือ "การแปรรูปกิจการภาครัฐ (Privatization)"  หมายถึง การถ่ายโอนภารกิจบางอย่างที่หน่วยงานภาครัฐทำอยู่ในปัจจุบัน ไปให้ภาคธุรกิจเอกชนดำเนินการแทน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อที่จะ "ลดภารกิจ" บางอย่างและลดรายจ่ายของหน่วยงานภาครัฐลง และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้รับบริการ ปัจจุบันมีหน่วยงานราชการบางหน่วยดำเนินการไปแล้วและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น "กรมการขนส่งทางบก" ได้อนุญาตให้มีการจัดตั้ง "สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่ีตรวจสอบสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ก่อนนำไปขอต่ออายุทะเบียนรถยนต์กับกรมการขนส่งทางบก การดำเนินการดังกล่าวช่วยลดภาระงานของหน่วยงานให้เหลือน้อยลง และช่วยให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบสภาพรถยนต์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปรอการตรวจจากหน่วยงานของรัฐ นอกจากนี้ยังทำให้ลดรายจ่ายประจำภาครัฐได้มากมาย เช่น รายจ่ายเป็นเงินเดือนหรือค้าจ้างพนักงานของรัฐ ค่าก่อสร้างอาคารสถานที่ตรวจสภาพรถยนต์ ค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้สอยอื่นๆ เป็นต้น
          อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ "กรมการกงสุล" ได้กระจายงาน "บริการออกหนังสือเดินทาง" ไปให้ภาคธุรกิจเอกชนดำเนินการแทนในบางขั้นตอน ได้แก่
          (1) ภาคเอกชน เป็นผู้ "รับคำขอ ป้อนข้อมูลส่วนบุคคล Scan ลายนิ้วมือ และถ่ายรูป"
          (2) ธนาคารออมสิน เป็นผู้ "รับเงินค่าธรรมเนียม 1,000 บาท" และ
          (3) กรมการกงสุล เป็นผู้ "ตรวจสอบประวัติ และประทับตราลงนาม"
          หน่วยงานอีกหน่วยหนึ่งที่มีการแปรรูปงานบางอย่างไปให้ภาคเอกชนดำเนินการแทนแล้ว คือ "กรมที่ดิน" ซึ่งได้อนุญาตให้เอกชนสามารถจัดตั้ง "สำนักงานช่างรังวัดเอกชน" ขึ้น ตามพระราชบัญญัติช่างรังวัดเอกชน พ.ศ.2535 สำนักงานช่างรังวัดเอกชนได้รับอนุญาตให้รังวัดที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน (ในกรณีที่มีการขออนุญาตสอบเขตที่ีดิน แบ่งแยกที่ดินออกเป็นหลายแปลง และรวมที่ดินหลายแปลงเข้าเป็นแปลงเดียวกัน) ตามประมวลกฎหมายที่ดินในท้องที่ทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร
           การแปรรูปกิจการภาครัฐด้วยวิธีการดังกล่าว เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ "ระบบราชการไทย" มีขนาดเล็กลง มีความคล่องตัวในการให้บริการมากขึ้น และยังช่วยลดปัญหาเรื่องการเรียก-รับผลประโยชน์ได้อีกด้วย ผมจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่บอกว่า รัฐบาลควรจะ "ทบทวนหน้าที่ของภาครัฐ โดยต้องตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องทำเอง ถ้ามีอะไรที่คนอื่นทำได้หรือเก่งกว่า ก็ต้องให้เขามาทำ" (ข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2564)
           ผมคิดว่า ยังมีหน่วยงานราชการไทยอีกหลายหน่วยงานที่สามารถ "กระจายภารกิจ" บางอย่างไปให้ภาคธุรกิจเอกชนดำเนินการแทนได้ เช่น งานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ งานรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) งานทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานกิจการการพิมพ์ ของหน่วยงานภาครัฐที่มีโรงพิมพ์ เช่น โรงพิมพ์คุรุสภา โรงพิมพ์ตำรวจ โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน ฯลฯ งานกิจการโรงพิมพ์ของหน่วยงานภาครัฐดังกล่าวหลายแห่งมีปัญหาเรื่องการขาดทุนสะสมเป็นจำนวนมาก จึงสมควรที่จะยุบเลิกกิจการไปได้แล้ว โดยให้้หน่วยงานไปใช้วิธีการจ้างเหมาบริการ (outsourcing) แทน ทั้งนี้เพื่อลดภารกิจของหน่วยงานและยุติปัญหาการขาดทุนต่อเนื่อง
           งานให้บริการของหน่วยงานภาครัฐอีกงานหนึ่งที่ผมคิดว่า สมควรอนุญาตให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการแทนภาครัฐ คือ งานด้านการให้ "บริการการท่องเที่ยว" และการให้นักท่องเที่ยวเข้าไปพักอาศัยในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่อุทยานแห่งชาติอยู่ทั่วประเทศ ทั้งอุทยานแห่งชาติที่อยู่บนบกและอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน นครราชสีมา เพชรบูรณ์ และจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา ระนอง ตรัง สตูล  สุราษฎร์ธานี ตราด เป็นต้น พื้นที่อุทยานแห่งชาติในจังหวัดต่างๆดังกล่าว มีสภาพธรรมชาติที่ีเป็นพื้นที่ป่าไม้ ภูเขา น้ำตก ทะเล หาดทราย ประการัง ฯลฯ ที่สวยงามและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเที่ยวในประเทศไทย ถ้าให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้าไปบริหารจัดการให้ "บริการทางการท่องเที่ยว" เช่น การให้บริการด้านที่พัก (โรงแรม รีสอร์ท) ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก รวมทั้งการจัดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น การเดินป่า ล่องแก่ง ฯลฯ แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผมเชื่อว่า จะทำให้ประเทศไทยและคนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย เพราะการจัดทำ "บริการทางการท่องเที่ยว" นั้น ภาคธุรกิจเอกชนย่อมทำได้สะดวก คล่องตัวและดีกว่าหน่วยงานภาครัฐอย่างแน่นอน ที่ีสำคัญคือ รัฐไม่ต้องลงทุนเอง และยังช่วยทำให้ภาครัฐสามารถประหยัดเงินงบประมาณรายจ่ายได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ "เจ้าพนักงานป่าไม้" ของหน่วยงานภาครัฐ มีเวลาเหลือเพียงพอที่จะไปทำหน้าที่ด้าน "การป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การป้องกันการเผาป่า และป้องกันการบุกรุกเข้าไปถือครองพื้นที่ป่า รวมทั้งการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้เสื่อมโทรม" มากขึ้นด้วย
           เห็นได้ชัดว่า ถ้ารัฐบาลทบทวน "ภารกิจ" ของหน่วยงานภาครัฐให้ดี และเห็นว่ามีภารกิจหรืองานใดที่สามารถมอบหมายให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาดำเนินการแทนได้ ก็ควรที่จะเร่งรัดดำเนินการเพื่อที่จะลดภารกิจและหน้าที่ของหน่วยงานลงไป ซึ่งจะทำให้ลดรายจ่ายประจำของภาครัฐลงไปได้มากในอนาคต รัฐบาลก็จะมีเงินงบประมาณเหลือไปพัฒนาประเทศมากขึ้น

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            10 ธันวาคม 2564

สรุปสาระสำคัญ

บทความชุดนี้นำเสนอปัญหาโครงสร้างการบริหารราชการไทยที่ยังคง “รวมศูนย์อำนาจ” อยู่ที่ราชการส่วนกลาง แม้จะมีการแบ่งการบริหารออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติอำนาจการตัดสินใจสำคัญยังอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นจำกัดและไม่เต็มรูปแบบ

แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติกระจายอำนาจ พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้ถ่ายโอนภารกิจและเพิ่มรายได้ท้องถิ่น แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นยังต่ำ ขณะที่ระบบราชการกลับมีขนาดใหญ่ขึ้น กระทรวง กรม และบุคลากรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำสูงจนเบียดบังงบลงทุน ทำให้รัฐต้องพึ่งพาการกู้เงินมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลัง

บทความยังชี้ว่าการปฏิรูประบบราชการที่ผ่านมาไม่สำเร็จเพราะยังยึดรวมศูนย์อำนาจ และขาดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้เร่งปฏิรูป 4 ด้าน ได้แก่ ทบทวนบทบาทรัฐ ปรับกฎหมายให้ทันสมัย ใช้ดิจิทัลลดต้นทุน และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

แนวทางสำคัญในการลดขนาดรัฐคือ 3 รูปแบบ ได้แก่ การแปรรูปกิจการภาครัฐ (Privatization) การแบ่งอำนาจ (Deconcentration) และการโอนอำนาจให้ท้องถิ่น (Devolution) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระงบประมาณ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวคิดหลักของบทความชุดนี้สะท้อนประเด็นใดมากที่สุด
ก. การเพิ่มงบประมาณด้านสวัสดิการรัฐ
ข. การรวมศูนย์อำนาจเพื่อความมั่นคงของรัฐ
ค. การปฏิรูประบบราชการผ่านการกระจายอำนาจ
ง. การเพิ่มจำนวนข้าราชการเพื่อประสิทธิภาพ

เฉลย: ค.
เหตุผล: บทความเน้นปัญหาและทางออกคือ “การกระจายอำนาจและลดขนาดรัฐ”

ข้อ 2

เหตุผลสำคัญที่การกระจายอำนาจในไทยไม่สำเร็จตามกฎหมายปี 2542 คือข้อใด
ก. ขาดกฎหมายรองรับ
ข. ขาดงบประมาณสนับสนุน
ค. การถ่ายโอนภารกิจไม่เกิดจริง
ง. ท้องถิ่นไม่ต้องการรับอำนาจ

เฉลย: ค.
เหตุผล: แม้มีแผนถ่ายโอน แต่ปฏิบัติจริงไม่เกิดผลตามเป้าหมาย

ข้อ 3

ผลกระทบสำคัญของระบบราชการขนาดใหญ่ตามบทความคือข้อใด
ก. การเพิ่มรายได้ภาษี
ข. งบลงทุนลดลงและต้องกู้เงินเพิ่ม
ค. ลดจำนวนข้าราชการระดับสูง
ง. เพิ่มความคล่องตัวของรัฐ

เฉลย: ข.
เหตุผล: รายจ่ายประจำสูงจนเบียดงบพัฒนา ทำให้ต้องกู้เงิน

ข้อ 4

หลักการ “Deconcentration” ตามบทความหมายถึงข้อใด
ก. โอนอำนาจให้เอกชน
ข. กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอิสระ
ค. แบ่งอำนาจจากส่วนกลางไปหน่วยงานสาขา
ง. ยุบหน่วยงานราชการทั้งหมด

เฉลย: ค.
เหตุผล: เป็นการมอบอำนาจให้หน่วยงานส่วนภูมิภาค แต่ส่วนกลางยังคุมอำนาจ

ข้อ 5

ข้อใดเป็นตัวอย่างของการ “Privatization”
ก. การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น
ข. การให้เอกชนตรวจสภาพรถ (ตรอ.)
ค. การตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
ง. การออกกฎหมายโดยรัฐสภา

เฉลย: ข.
เหตุผล: เป็นการถ่ายโอนภารกิจรัฐให้เอกชนดำเนินการ

ข้อ 6

เหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ใช้ดิจิทัลในภาครัฐคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนบุคลากร
ข. ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ
ค. เพิ่มขั้นตอนการทำงาน
ง. เพิ่มอำนาจส่วนกลาง

เฉลย: ข.
เหตุผล: ดิจิทัลช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพบริการรัฐ

ข้อ 7

ข้อใดสะท้อน “ความเสี่ยงด้านการคลัง” ตามบทความ
ก. รายได้รัฐเพิ่มขึ้นมาก
ข. หนี้สาธารณะลดลง
ค. รายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ลงทุน
ง. ภาษีลดลงจนไม่มีรัฐ

เฉลย: ค.
เหตุผล: รายจ่ายประจำสูงทำให้รัฐต้องกู้เงินเพิ่ม

ข้อ 8

เหตุผลที่ระบบราชการไทยยังรวมศูนย์อำนาจมากที่สุดคือข้อใด
ก. ประชาชนไม่สนใจ
ข. ขาดเทคโนโลยี
ค. ความเชื่อเรื่องความไม่พร้อมของท้องถิ่น
ง. ไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เฉลย: ค.
เหตุผล: มีความเชื่อว่าท้องถิ่นยังไม่มีศักยภาพและอาจทุจริต

ข้อ 9

ข้อใดเป็นผลดีของการกระจายอำนาจตามบทความ
ก. เพิ่มขนาดราชการ
ข. ลดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ค. เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดบริการ
ง. เพิ่มการรวมศูนย์อำนาจ

เฉลย: ค.
เหตุผล: ท้องถิ่นสามารถจัดบริการได้ตรงความต้องการพื้นที่

ข้อ 10

แนวทางใดสอดคล้องกับการลดขนาดรัฐอย่างยั่งยืนที่สุด
ก. เพิ่มกระทรวงใหม่
ข. เพิ่มข้าราชการระดับสูง
ค. รวมศูนย์งบประมาณ
ง. กระจายอำนาจและแปรรูปภารกิจรัฐ

เฉลย: ง.
เหตุผล: เป็นการลดภาระรัฐและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง

ความเห็นของผู้ชม