สมาชิกเข้าสู่ระบบ

รัฐบาลผุดกระทรวง Climate Change - Soft Power

ประเทศไทยห่างหายจากการปฏิรูปราชการครั้งใหญ่มา 22 ปี จากรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" มาถึงรัฐบาล "เศรษฐา ทวีสิน"

ล่าสุด "เพื่อไทย" เตรียมส่งร่างกฎหมายปฏิรูประบบราชการเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯช่วงเดือน ก.ค. มีเป้าหมายยุบรวมบางกระทรวง-หน่วยงาน เพื่อจัดตั้งกระทรวง Climate Change และกระทรวง Soft Power

คาดการณ์ว่าจะใช้เวลา 6 เดือน ในการดำเนินการ หลังจากนั้นจะมีการปรับครม.อีกครั้ง

 

รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เริ่มขยับปฏิรูประบบราชการ วางไทม์ไลน์เอาไว้ในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 2 ก.ค.2567 นี้ 

โดยพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอกฎหมายสำคัญหลายฉบับเพื่อผลักดันนโยบาย เนื้อหาเป็นการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ใหม่

หากย้อนไปในยุคพรรคไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีเคยปฏิรูประบบราชการสำเร็จมาแล้ว โดยเพิ่มกระทรวง หน่วยงาน ให้ทำงานสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบราชการมีมาหลายยุคสมัย เพื่อเพิ่มประศักยภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการทำงานของภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และพัฒนาประเทศ 

 

ในยุคสมัยใหม่ เริ่มต้นจากรัฐบาล“อานันท์ ปันยารชุน” ปี 2534 

โดยมี 14 กระทรวง 1 ทบวง ประกอบด้วย 1.สำนักนายกรัฐมนตรี 2.กระทรวงกลาโหม 3.กระทรวงการคลัง 4.กระทรวงการต่างประเทศ 5.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 6.กระทรวงคมนาคม 7.กระทรวงพาณิชย์ 8.กระทรวงมหาดไทย 9.กระทรวงยุติธรรม 10.กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ เมษายน 2535) 11.กระทรวงศึกษาธิการ 12.กระทรวงสาธารณสุข 13.กระทรวงอุตสาหกรรม 14.กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จัดตั้งขึ้นเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2536 และ 1. ทบวงมหาวิทยาลัย

 

การปฎิรูประบบราชการมาเกิดขึ้นอีกในยุครัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” 

โดยในปี 2545 มีการตั้งกระทรวงเพิ่มขึ้นอีก 6 กระทรวง จากเดิม 14 กระทรวง ทำให้ประเทศไทยมี 20 กระทรวง โดย 6 กระทรวงที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วย 1. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แยกออกมาจากสำนักนายกรัฐมนตรี 2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยดึงกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยออกมา ตั้งเป็นกระทรวง 3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบ่งหน่วยงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม 4. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5. กระทรวงพลังงาน แยกออกมาจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม รวมถึงบางหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรม 6. กระทรวงวัฒนธรรม แยกออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ

 

ยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ในปี 2562 ยุบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เข้าด้วยกัน และจัดตั้งเป็นกระทรวงใหม่ คือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทั่งยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ปี 2567 มีแนวคิดปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่อีกครั้ง จะมีการยุบและเพิ่มกระทรวง โดยจัดตั้งกระทรวงใหม่ชื่อ “Climate Change” เพราะถือเป็นภารกิจของโลก

อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่ดูแลเรื่อง “Climate Change” ในตอนนี้คือ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการการทำงานให้รวดเร็วมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานในกระทรวงอื่น อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคลัง (การกำกับภาษีเครดิตคาร์บอน) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลีย รวมกับกระทรวงพลังงาน ตั้งเป็น กระทรวงใหม่ “กระทรวง Climate Change” ประเทศเยอรมัน รวมกับกระทรวงเศรษฐกิจ ตั้งเป็นกระทรวงใหม่ “กระทรวง Climate Change”

 

ขณะเดียวกันมีแนวคิดตั้ง “กระทรวง Soft Power” โดยอาจจะใช้โมเดล แยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (งานด้านกีฬาอาจจะไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานอื่น) โดยจะรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ตั้งเป็น “กระทรวง Soft Power”

อย่างไรก็ตาม กระทรวงด้านความมั่นคง แม้จะมีบางแนวคิดควบรวมหน่วยงานด้านความมั่นคง อาทิ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น แต่มีการมองมิติ การแยกหน่วยงานเพื่อการคานอำนาจ เพราะหากรวมศูนย์ การคานอำนาจจะหายไป

นอกจากนี้ “เพื่อไทย” จะเสนอแก้ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาฯด้วย โดยต้องการปรับ 2 เรื่อง 

แยกกระทบวนการทำงานของธนาคารกลาง ให้ดูแลนโยบายการเงิน นโยบายแลกเปลี่ยนการเงิน และระบบชำระการเงิน ส่วนสถาบันการเงินแยกออกไปหนึ่งหน่วยงาน ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจะใช้เวลาปฏิรูประบบราชการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนหลังจากนี้ จากนั้นจะมีการปรับ ครม.เกิดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากมีกระทรวงใหม่เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับครม.

ดังนั้นหากนับตั้งแต่ปี 2545 ยุค “ทักษิณ” ถือเป็นการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงในหลายกระทรวง-หลายหน่วยงาน 

 

ผ่านมา 22 ปี ยุค “เศรษฐา” กำลังจะมีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่อีกรอบ เพื่อแก้ปัญหาการทำงานของ “ข้าราชการ” ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

 

ที่มา ; Bangkokbiznews

เกี่ยวข้องกัน

Climate Education…แค่เรียนก็เปลี่ยนโลกได้ ถึงเวลาที่โรงเรียนไทยจะมีวิชาโลกร้อนหรือยัง 

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ผมและเพื่อน ๆ ในบริษัทกำลังคิดโครงการ CSR มอบความดีให้เจ้านายในวันเกิด วันที่ 4 มิถุนายนของทุกปี ในโครงการ “Together with Love” 

ทีมงาน CSR ได้ลงสำรวจพื้นที่โรงเรียนยากจนขนาดเล็กของ สพฐ. ใกล้ ๆ เขาใหญ่ เราคิดว่าอยากระดมทุนกับระดมแรงอาสาสมัครของพนักงานในบริษัทมาปรับปรุงโรงเรียนให้ทันสมัย แต่แทนที่จะคิดกันเอง เราบอกท่าน ผอ.โรงเรียน ให้เชิญน้อง ๆ มาคุยกัน เพื่อจะได้ทราบความต้องการที่แท้จริง 

วันสำรวจ ทีมอาสาสมัคร CSR Club ลงพื้นที่พูดคุยกับนักเรียน น้อง ๆ ได้เล่าฝันให้เราฟังมากมาย คนแรกบอกว่า หนูชอบอ่านหนังสือ ฝันอยากได้ห้องสมุดดี ๆ พวกเราบอกว่าพี่ ๆ จัดให้ เราเคย renovate ห้องสมุดให้โรงเรียนยากจนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนเป็นห้องสมุดต้นแบบของประเทศไปแล้ว 

น้องคนต่อมาบอกว่า ฝันอยากได้ห้องเรียนดี ๆ มีเครื่องเสียงชัด ๆ มีจอฉายหนัง หรือสื่อการเรียนการสอน อันนี้ เหล่าพี่ ๆ HR จิตอาสาชำนาญเดี๋ยวจัดเต็มมาให้เลย น้องอีกคนฝันว่า อยากได้ห้องนํ้าสะอาด ห้องครัว และโรงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ อันนี้ทีมอาสาสมัครจากธุรกิจอาหารรับปากว่า ทำได้ เพราะทำมาหลายโรงเรียนแล้ว แต่ความฝันของน้องคนสุดท้ายนี่สิน่าสนใจ น้องบอกว่า โรงเรียนเราอยู่ติดเขาใหญ่ ซึ่งมีต้นไม้สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์ แต่โรงเรียนเรากลับแห้งแล้ง มีแต่ลานคอนกรีตกับกอเข็มเล็ก ๆ ยิ่งเวลาเข้าแถวหน้าเสาธงจะร้อนมาก เราฝันอยากได้โรงเรียนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม เราอยากเรียนวิชาโลกร้อน และโตขึ้นหนูอยากเป็นนักอนุรักษ์ เพื่อกลับมาดูแลอุทยานเขาใหญ่ของบ้านเกิด อาสาสมัครที่เป็นนักจัดสวนของธุรกิจโรงแรมบอกว่า เดี๋ยวพี่ ๆ ปั้นเนินและสร้างป่าในโรงเรียนให้ รับรองเหมือนจำลองเขาใหญ่มาไว้ที่นี่เลย 

ผมบอกน้อง ๆ ว่า ห้องเรียนธรรมชาติพวกพี่ ๆ เนรมิตให้น้อง ๆ ได้ไม่ยาก เดี๋ยวระดมทุนระดมคนจิตอาสาช่วยกันไม่ถึงอาทิตย์ก็เสร็จแล้ว แต่เรื่องวิชาโลกร้อน Climate Education นี่สิต้องไปกระตุ้นกระทรวงศึกษาธิการ ผมรับปากจะไปเจรจาให้ ผมและเพื่อน ๆ ใช้เวลากระตุ้นเรื่องนี้กับกระทรวงศึกษา กระทรวง อว. มากว่าสิบปีแล้ว ฝันของน้องเขาก็ยังไม่เป็นจริงเสียที ป่านนี้น้องคงเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็จบไปแล้ว 

ผมดีใจที่วันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ วันที่ 5 มิถุนายน ทางสภาการศึกษาจัดเสวนาเรื่อง “Climate Education…แค่เรียนก็เปลี่ยนโลกได้” โดยเชิญ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ มาเล่าความคิดเปิดประเด็น และเชิญผู้ที่ผลักดันเรื่องนี้ รวมถึงผมไปร่วมขยี้รายละเอียดต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นผู้รับผิดชอบในกระทรวงให้ตื่นขึ้นมาทำฝันของน้อง ๆ ให้เป็นจริงเสียที

หวังว่าท่านผู้ใหญ่ กับผู้มีอำนาจทั้งหลายในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เมื่อฟังเสียงกระซิบจากคนตัวเล็ก ๆ แล้ว จะตื่นขึ้นมาตอนนี้ ก็ยังไม่สายเกินไป ก่อนที่มวลมนุษยชาติจะก้าวเข้าประตูสู่ขุมนรกอเวจี…ตามที่ท่านเลขา UN กล่าวไว้ 

ที่มา ; เดลินิวส์ 6 มิถุนายน 2567 

เกี่ยวข้องกัน

Climate Education แค่เรียนก็เปลี่ยนโลก 

ในการเสวนา “บทบาทของเด็กและเยาวชน ในการขับเคลื่อนการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยนางสาวอัซมานี เจ๊ะสือแม นางสาวภิญาดา เขจรไลย์ นางสาวณัฐธิดา รัตนสวัสดิ์ นายสรกฤช รื่นภิรมย์ โดยมีนางสาวพลอยนภัส เจริญคชฤทธิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ในงาน Climate Education แค่เรียนก็เปลี่ยนโลกได้” OEC Forum 2024 มีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้ 

- เด็กในชนบทเห็นผลกระทบจากการเปลี่ยนเเปลงของสิ่งเเวดล้อมมากกว่าเด็กในเมือง เพราะใกล้ชิดกับธรรมชาติ มีพ่อเเม่เป็นเกษตรกร เห็นพ่อเเม่ต้องเปลี่ยนพันธ์พืชให้ทนต่อสภาพอากาศหรือเลิกเป็นเกษตรกร ไม่มีเงินต้องไปทำงานที่อื่น ครอบครัวเกิดความเปราะปรางมากขึ้น ส่วนเด็กในเมืองมีปัญหาเรื่องอากาศร้อนจัด มีมลพิษ ป่วยง่ายขึ้น เช่น โรคภูมิเเพ้

- เด็กที่เรียนในห้องเรียนที่ไม่มีเเอร์ มีเพียงพัดลม และโรงเรียนมีต้นไม้น้อยลง ทำให้รู้สึกร้อนจนไม่มีสมาธิเรียน

- ปัญหาสิ่งเเวดล้อมส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางเเละเด็กชนบท มากกว่าในเมือง นโยบายจากส่วนกลางควรให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กเหล่านี้

- เด็กไม่ตระหนักถึงผลกระทบที่ได้รับ ไม่ถามหาสาเหตุถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ตั้งคำถามว่า ทำไมโรงเรียนถึงน้ำท่วม ทำไมอากาสถึงร้อน จึงควรจัดการศึกษาให้เด็กเห็นว่าสาเหตุปัญหาที่พบและ ภัยพิบัติที่เกิดที่รอบตัว เชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อนอย่างไร เมื่อเชื่อมโยงได้เด็กจะเริ่มหาวิธีการหรือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อมมากขึ้น

- เยาวชนขาดส่วนร่วมในการเเก้ไขปัญหาภายในโรงเรียน ระบบในโรงเรียนไม่เอื้อให้นักเรียนกล้าคิด กล้าเเสดงออก กล้าถามว่าเหตุใดจึงเกิดปัญหาต่าง ๆ ด้านสิ่งเเวดล้อมในโรงเรียน

ข้อเสนอ

- ควรให้เด็กมีส่วนร่วมตั้งเเต่กระบวนการวางเเผน

- สื่อหลักควรเพิ่มเนื้อหาส่งเสริมการร่วมกันรักษ์โลกให้มากขึ้น ให้คนที่ลงมือทำรู้สึกภาคภูมิใจไม่รู้สึกเเปลกเเยก

- เด็กสามารถชวนเพื่อน ชวนครอบครัว ขยายผลการดำเนินการเพื่อสิ่งเเวดล้อมเช่น การลดขยะ ลดการใช้พลังงาน เริ่มจากตนเอง เพื่อน เเละครอบครัวของเยาวชน

- เด็กมีชั่วโมงเรียนมากเกินไป ไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องเรียน ควรส่งเสริมกิจกรรม สร้างการเรียนรู้เรื่องสิ่งเเวดล้อมนอกห้องเรียน ทำโครงงานที่ลงมือทำเพื่อช่วงสิ่งเเวดล้อม การให้เด็กเรียนรู้อาชีพที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเเวดล้อมเพื่อสร้างมุมมองใหม่ ๆ

- ผู้บริหาร ผู้ใหญ่ควรเปิดใจยอมรับเเละขยายผล สานต่อโครงการของนักเรียน เด็กมีโครงงาน มีไอเดียด้านสิ่งเเวดล้อมเเต่ไม่มีงบประมาณ ไม่ได้รับการสนับสนุน เมื่อเด็กเรียนจบไปเเล้วโครงงานไม่รับการสานต่อ

 

ที่มา ; FB ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ Dr. Suvit Maesincee

เกี่ยวข้องกัน

ทุก Gen คือ ‘เดอะแบก’ แบกงานไม่พอ แบกครอบครัวด้วย 

โลกหลังการแพร่ระบาดใหญ่จบลง เป็นช่วงเวลาที่พายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ‘เร็ว’ และ ‘แรง’ มากกว่าเดิม บริษัทที่ไม่มีโต๊ะประจำตำแหน่ง การเข้าออฟฟิศที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ทุกคนต้องเท่าเทียมเสมอภาคกัน แม้กระทั่งผู้บริหารเองก็อาจไม่มีห้องประจำตำแหน่งด้วยซ้ำไป 

นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ ‘โศรดา ศรประสิทธิ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป จำกัด (Publicis Group) ฉายภาพให้เราฟังในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2024 

เธอบอกว่า ในฐานะผู้นำองค์กร โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ผู้นำต้องพิจารณาว่า ส่วนผสมแบบไหนที่เหมาะสมกับคนทำงาน เพราะสิ่งที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง คือความเหนื่อยล้า เมื่อเปลี่ยนแปลงบ่อย โอกาสที่พนักงานจะอ่อนล้าก็มีสูงมากเช่นกัน 

 

ความสำเร็จ ไม่มี ‘สูตรสำเร็จ’ ความรู้เยอะ แต่ไม่รู้จักตัวเองก็สูญเปล่า

โศรดา’ ให้ความเห็นว่า ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่โหมกระหน่ำ องค์กรต้องดูแลเอาใจใส่คนทำงานไปพร้อมกัน คิดไว้เสมอว่า อย่าไปยึดติดกับความสำเร็จในอดีต เมื่อปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนไป วันนี้มีเรื่องใหม่เกิดขึ้น พรุ่งนี้ก็ต้องไปต่อ 

ด้าน ‘ประสาน อิงคนันท์’ ผู้ก่อตั้งเพจ ‘มนุษย์ต่างวัย’ มองว่า ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เสียงรอบข้างมักบอกให้เราออกไปเรียนรู้ หาความรู้มาให้มากที่สุด แต่สำคัญไปกว่านั้น คือเมื่อเรียนรู้เยอะๆ ต้องกลับมาถามตัวเองด้วยว่า เราอยากเป็นนักวิ่ง pace ไหน นักวิ่งระยะสั้น กลาง หรือไกล ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการวิ่งตามคนอื่นตลอดเวลา ผู้ใหญ่หลายคนที่มีความสุข มีอิสระ เพราะเขากลับมาสำรวจความเป็นจริงที่เชื่อมโยงเข้ากับความเป็นตัวเอง 

หรือแม้กระทั่งในบริบทการทำงาน ‘ประสาน’ บอกว่า ผู้ใหญ่หลายคนที่ประสบความสำเร็จใช้วิธีสังเกตความสุข-ความพึงใจของตัวเองไปเรื่อย ๆ ทดลองขยับจากองค์กร A สู่องค์กร B หาออฟฟิศที่พอดีกับจังหวะชีวิต ซึ่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีตามสูตรสำเร็จที่เคยได้ยินมา เพราะถึงที่สุดแล้ว เราอาจไม่ได้อยากอยู่ในองค์กรที่ให้ค่าตอบแทนที่ดีที่สุดก็ได้ สำหรับบางคนสิ่งแวดล้อมและเพื่อนร่วมงานก็เป็นจุดตัดในการเลือกที่ทำงาน

 

หา ‘คุณค่าร่วม’ ในองค์กร ประสานรอยร้าว ‘Gen Gap’ ในออฟฟิศ

ปัญหาคลาสสิคที่เจอแทบทุกองค์กร คือช่องว่างระหว่างวัย หรือ ‘Generation Gap’ บ้างก็พบว่า คนระดับหัวหน้าสื่อสารกับคนทำงาน Gen Z ไม่รู้เรื่อง หรือ Gen Y ที่ต้องสอนงานน้องใหม่ก็มองว่า เด็กเหล่านี้หัวแข็ง ก้าวร้าว ทำให้การสื่อสารภายในองค์กรไม่ราบรื่น กลายเป็นว่า คนทำงานมีกำแพงซึ่งกันและกัน 

เรื่องนี้ ‘ประสาน’ ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหา Gen Gap เป็นเรื่องของมุมมอง และ ‘แว่น’ ที่ใช้ตัดสินอีกฝ่าย เขาระบุว่า ภายใต้ความแตกต่างของแต่ละเจน มักจะมี ‘คุณค่าร่วม’ บางอย่างแฝงอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เด็กอายุ 17 ปี กับผู้สูงอายุวัย 70 ปี อาจเปิดสนทนาด้วยเรื่อง ‘รักครั้งแรก’ ก็ได้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่แต่ละคนมีเรื่องเล่าในมุมของตัวเองที่ไม่มีการตัดสินถูกผิดเข้ามาผสมรวม

ในบริบทขององค์กรเองก็สามารถดึงการสร้างคุณค่า-บทสนทนาร่วมไปปรับใช้ได้เช่นกัน โดยผู้บริหารต้องดูว่า จะสร้างคุณค่าที่มีร่วมกันในองค์กรอย่างไร เมื่อแต่ละเจนเข้าใจกัน คุยเรื่องเดียวกัน จะนำไปสู่ความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เคารพเพราะอีกฝ่ายอาวุโสกว่า แต่เพราะมีคุณค่าร่วมกัน เพราะอย่างไรชีวิตการทำงานก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ต้องเจอหรือรับมือกับคนเจนไหน สำคัญคือทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข

 

ทุกคนเจนต่างเป็น ‘เดอะแบก’ ไม่ต่างกัน

บทความว่าด้วยการเป็น ‘เดอะแบก’ มีให้เห็นมากมาย บางคนก็บอกว่า Gen X แบกเยอะสุด เพราะใกล้เกษียณ ไม่มีเงินเก็บ แถมต้องดูแลพ่อแม่ที่เกษียณแล้ว บางคนบอกว่า Gen Y แบกกว่าใคร เพราะมีทั้งพ่อแม่และลูกด้วย ‘ประสาน’ ให้ความเห็นว่า แท้จริงแล้วแต่ละเจนก็มีเรื่องแบกเป็นของตัวเอง แม้แต่ Gen Z ก็มองว่า ตัวเองต้องแบกโลก แบกสิ่งที่เจเนอเรชันก่อนๆ ทิ้งไว้ แต่สุดท้ายเมื่อโตขึ้น นอกจากแบกงาน แบกความสำเร็จ สิ่งที่ทุกเจนต้องเจอเหมือนกัน คือ ‘แบกครอบครัว’

เมื่อเราอายุมากขึ้น พ่อแม่แก่ตัวลง ป่วยไข้บ่อยขึ้น ไม่แน่ว่า อีกหน่อยองค์กรอาจต้องปรับเพิ่มสวัสดิการการทำงาน ‘ลาไปดูแลพ่อแม่’ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งสำคัญในสังคมผู้สูงอายุที่กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ที่สำคัญ ‘ประสาน’ บอกว่า เราใช้แว่นของตัวเองตัดสินทุกเรื่องไม่ได้ บางครั้งอาจต้องถอดสลับลองใส่แว่นคนอื่นดูบ้าง ไม่อย่างนั้นสุดท้ายเราจะไม่เจอทางออก 

ด้าน ‘โศรดา’ ระบุว่า ตนทำงานกับเด็กรุ่นใหม่มาเยอะ สิ่งที่เด็กรุ่นใหม่แบกเหมือนกัน คือความฝัน-ความคาดหวังในการดูแลครอบครัว มีทรัพย์สิน มีบ้าน มีรถ ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้ง จึงฝากว่า ตั้งความหวังได้แต่อย่าให้สูงมากจนกดดันเกินไป ตั้งไว้ระดับหนึ่งแล้วทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท้ายที่สุดถ้าทำอย่างสม่ำเสมอเราจะประสบความสำเร็จทั้งชีวิตและหน้าที่การงานได้ในไม่ช้า 

ที่มา ; msn

สรุปสาระสำคัญ 

การปฏิรูปราชการไทยหยุดชะงักกว่ายี่สิบสองปีนับจากยุคทักษิณจนถึงรัฐบาลเศรษฐาปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยเสนอร่างกฎหมายปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมเข้าสภาเพื่อยุบรวมและจัดตั้งกระทรวงใหม่ ได้แก่ Climate Change และ Soft Power โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารรัฐให้ทันโลก คาดใช้เวลาดำเนินการหกเดือนและปรับคณะรัฐมนตรีหลังการจัดตั้ง แนวคิดนี้ต่อยอดจากการปฏิรูปปี 2545 ที่เพิ่มกระทรวงเป็นยี่สิบกระทรวงภายใต้รัฐบาลทักษิณ และการปรับรวมในรัฐบาลประยุทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและบูรณาการงานรัฐ ปัจจุบันมีแนวคิดจัดตั้งกระทรวงด้านโลกร้อนโดยรวมงานจากหลายหน่วยงาน เช่น ทรัพยากร พลังงาน และพาณิชย์ รวมถึง Soft Power จากท่องเที่ยวและวัฒนธรรม อีกทั้งมีข้อเสนอปรับธนาคารแห่งประเทศไทยแยกบทบาทนโยบายการเงินและสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มความชัดเจนการกำกับดูแล ทั้งหมดสะท้อนเป้าหมายรัฐคือความทันสมัยและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงโลก รวมถึงแนวคิด Climate Education ที่ผลักดันการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนเพื่อสร้างพลเมืองตระหนักรู้และลดผลกระทบภูมิอากาศในอนาคต โดยรัฐบาลมุ่งหวังเพิ่มความคล่องตัวระบบราชการ ลดความซ้ำซ้อนหน่วยงานเพื่อให้การบริการประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิด Soft Power เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มรายได้ประเทศ ในขณะเดียวกันการปฏิรูปธนาคารกลางมุ่งแยกหน้าที่นโยบายเพื่อเสถียรภาพการเงินและเพิ่มความโปร่งใสในระบบ ทั้งหมดนี้สะท้อนความพยายามปรับตัวของรัฐต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และยังเชื่อมโยงแนวคิดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่ให้เด็กมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเรียนรู้จากสถานการณ์จริงเพื่อสร้างจิตสำนึกรักษ์โลกตั้งแต่วัยเรียนและสนับสนุนให้โรงเรียนเป็นพื้นที่การเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างวิชาและชีวิตจริงซึ่งจะช่วยลดผลกระทบระยะยาวต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในระดับนโยบายและชุมชนเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอันเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศในอนาคตที่ต้องเผชิญความท้าทายจากโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องรวมถึงการทำงานของคนต่างเจนที่ต้องร่วมมือกันในองค์กรเพื่อสร้างความเข้าใจและลดช่องว่างระหว่างวัยในการทำงานและการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการสื่อสารที่เปิดกว้างและเคารพกันเพื่อความสำเร็จร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมไทยยุคใหม่ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชนต้องร่วมมือปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

 

ข้อ 1

สาระสำคัญของการปฏิรูประบบราชการในบทความนี้คือข้อใด

ก. เพิ่มจำนวนข้าราชการเพื่อรองรับงานใหม่
ข. ลดบทบาทรัฐและเพิ่มเอกชน
ค. ปรับโครงสร้างรัฐให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
ง. ยกเลิกกระทรวงที่ไม่จำเป็นทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้น “ปรับโครงสร้างให้ทันโลก เพิ่มประสิทธิภาพและบูรณาการ”

 

ข้อ 2

เหตุผลสำคัญในการตั้งกระทรวง Climate Change คือข้อใด

ก. เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว
ข. บูรณาการงานด้านสิ่งแวดล้อมให้มีเอกภาพ
ค. ลดจำนวนข้าราชการ
ง. แย่งอำนาจกระทรวงเดิม

เฉลย: ข
เหตุผล: เพื่อรวมงานสิ่งแวดล้อมจากหลายหน่วยงานให้ทำงานเร็วขึ้น

 

ข้อ 3

Soft Power ในบทความหมายถึงข้อใด

ก. กำลังทหาร
ข. การใช้กฎหมายควบคุมสังคม
ค. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม
ง. การควบคุมสื่อออนไลน์

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

 

ข้อ 4

การปฏิรูปธนาคารแห่งประเทศไทยมีเป้าหมายหลักคือข้อใด

ก. เพิ่มเงินในระบบ
ข. แยกบทบาทเพื่อความโปร่งใสและเสถียรภาพ
ค. ลดดอกเบี้ยทั้งหมด
ง. ยุบธนาคารกลาง

เฉลย: ข
เหตุผล: แยกหน้าที่นโยบายการเงินและกำกับสถาบันการเงิน

 

ข้อ 5

แนวคิด Climate Education มีความสำคัญอย่างไร

ก. เพิ่มชั่วโมงเรียน
ข. ลดวิชาวิทยาศาสตร์
ค. สร้างจิตสำนึกรักษ์โลกในผู้เรียน
ง. เน้นสอบแข่งขัน

เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งให้ผู้เรียนเข้าใจและตระหนักปัญหาสิ่งแวดล้อม

 

ข้อ 6

ปัญหาหลักของระบบราชการที่บทความต้องการแก้คือข้อใด

ก. เงินเดือนข้าราชการต่ำ
ข. ความซ้ำซ้อนและไม่คล่องตัว
ค. ขาดเทคโนโลยี
ง. ไม่มีผู้บริหาร

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัว

 

ข้อ 7

การจัดตั้งกระทรวง Soft Power มีแนวคิดมาจากข้อใด

ก. รวมกลาโหมกับตำรวจ
ข. รวมท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม
ค. รวมศึกษาและสาธารณสุข
ง. รวมเกษตรกับพาณิชย์

เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้โมเดลรวมท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรม

 

ข้อ 8

ข้อใดสะท้อนแนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ก. เพิ่มการใช้พลังงานฟอสซิล
ข. เน้นเศรษฐกิจอย่างเดียว
ค. สมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
ง. ลดการมีส่วนร่วมประชาชน

เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นแกนหลักของการปฏิรูปและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อ 9

บทบาทของเยาวชนใน Climate Education คือข้อใด

ก. เป็นผู้รับนโยบายอย่างเดียว
ข. มีส่วนร่วมคิดและแก้ปัญหา
ค. ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบาย
ง. รอผู้ใหญ่แก้ปัญหา

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นให้เด็กมีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผน

 

ข้อ 10

ช่องว่างระหว่างวัยในองค์กรควรแก้ไขอย่างไรตามบทความ

ก. แยกการทำงานตามวัย
ข. ใช้อำนาจสั่งการ
ค. สร้างคุณค่าร่วมและสื่อสารเปิดกว้าง
ง. ลดจำนวนพนักงานรุ่นใหม่

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น “คุณค่าร่วม” และการสื่อสารที่เคารพกัน