
ในช่วงนี้คำว่า “ความปกติใหม่” (new normal) เป็นคำที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง และมีคนจำนวนมากร่วมกันจินตนาการต่อ “โลกหลังโควิด” (post-Covid world) จนมี “คำทำนาย” ต่างๆ ออกมามากมาย เช่น ต่อไปคนจะนิยมอยู่บ้านเดี่ยวมากกว่าคอนโดมิเนียม เพราะไม่ต้องการใช้ลิฟท์หรือพื้นที่ร่วมกับผู้อื่น ผังบ้านและผังเมืองจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย และพื้นที่ทำงานร่วมกัน (co-working space) จะลดความนิยมลงมาก เป็นต้น
เช่นเดียวกัน เกิดข้อเสนอจำนวนมากต่อการดำเนินการในอนาคต เช่น เราควรเน้นการพึ่งพาตนเองในการผลิตยารักษาโรค อาหารและพลังงานมากขึ้น รัฐควรจัดสรรสวัสดิการแก่ประชาชนโดยให้ “รายได้พื้นฐานอย่างทั่วถึง” (universal basic income) และเราต้องปรับออกจากการท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณนักท่องเที่ยวโดยเร็ว เป็นต้น
ผู้เขียนเองก็สนใจติดตามเรื่องนี้เหมือนกับหลายท่าน และเห็นด้วยกับคำทำนายเหล่านี้บางเรื่อง แต่ก็มีหลายเรื่องที่ผู้เขียนมีความเห็นต่างอยู่มาก โดยเห็นว่าหลายคำทำนายน่าจะไม่ถูกต้องและมีลักษณะด่วนสรุปเกินไป ซึ่งน่าจะทำให้ข้อเสนอแนะต่อนโยบายของภาครัฐ แนวทางปฏิบัติของภาคธุรกิจ และคำแนะนำสำหรับประชาชนที่จะเกิดขึ้นตามมาไม่มีความเหมาะสม หรือแม้กระทั่งก่อให้เกิดผลเสีย
การร่วมกันจินตนาการถึงอนาคตในการพัฒนาประเทศดังกล่าว เป็นสัญญาณดีที่คนจำนวนไม่น้อยในสังคมได้ตื่นตัวและต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนา อย่างไรก็ตาม การร่วมกันจินตนาการถึงอนาคตดังกล่าว ควรต้องได้รับการหนุนเสริมด้วยข้อมูลและหลักวิชาการที่หนักแน่น และผ่านการถกเถียงกันอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นประโยชน์มากที่สุด และไม่ติดอยู่กับ “หลุมพรางทางความคิด” ต่างๆ
ในความเห็นของผู้เขียนมี “หลุมพรางทางความคิด” ที่พบบ่อยอย่างน้อย 5 ประการดังต่อไปนี้
ประการแรก การไม่แยกแยะ “ความผิดปกติปัจจุบัน” (current abnormal) ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด เช่น การรักษาระยะห่างทางสังคม กับ “ความปกติใหม่” (new normal) ใน “โลกหลังโควิด-19” เช่นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ที่น่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะช่วยลดต้นทุนจากการเดินทาง
การไม่แยกแยะประเด็นดังกล่าวตามที่ ดร. สันติธาร เสถียรไทย เคยตั้งข้อสังเกตไว้ อาจทำให้เราเข้าใจผิดไปว่า พฤติกรรมของมนุษย์เราในช่วงผิดปกติในปัจจุบันส่วนใหญ่จะดำรงต่อเนื่องไป ทั้งที่ประวัติศาสตร์ของการเกิดโรคระบาดใหญ่ในอดีตชี้ว่า ในหลายกรณี พฤติกรรมส่วนใหญ่ในช่วงผิดปกติ จะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเหตุการณ์กลับมาเป็นปกติแล้ว เช่น มีการศึกษาพบว่า การระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกในช่วงปี 1918-1919 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกหลายสิบล้านคน ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น มหานครชิคาโก นิวยอร์ก และฟิลาเดลเฟียมากมาย อย่างที่มีการพูดกันว่า เมืองใน “โลกหลังโควิด-19” จะมีความนิยมในคอนโดมิเนียมลดลง ในขณะที่ความนิยมในบ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้นมาก เป็นต้น
อีกกรณีที่อาจเปรียบเทียบกันได้คือ เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ภาคกลาง หลายคนก็เคย “ฟันธง” ว่า บ้านแถวปทุมธานีจะขายไม่ได้แล้ว แต่หลังจากนั้นไปเพียงปีครึ่งก็ปรากฏว่า ประชาชนกลับมาซื้อที่อยู่อาศัยในทำเลนี้เหมือนเดิม ตามที่ ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ผู้บริหารบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ไว้
ประการที่สอง มีการตั้งเป้าหมาย “ความปกติใหม่” ในลักษณะที่อุดมคติมาก โดยไม่ได้คิดถึงต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในการปรับตัวไปสู่ “ความปกติใหม่”นั้น โดยเฉพาะต้นทุนด้านความปลอดภัย หรือการเน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น (self sufficiency) ในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งยารักษาโรค อาหารและพลังงาน แม้ว่าต้นทุนของการพึ่งพาตนเองดังกล่าวอาจอยู่ในระดับที่สูงมาก จนไม่สามารถเกิดเป็น “ความปกติใหม่” นั้นได้ เช่น ข้อเสนอให้ประเทศไทยพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้น ไม่น่าจะมีความจำเป็นเพราะประเทศไทยพึ่งพาตนเองด้านอาหารได้ในระดับสูงมากอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับสิงคโปร์ ซึ่งมีปัญหาดังกล่าว การเพิ่มระดับการพึ่งพาตนเองด้านอาหารให้สูงขึ้นไปอีกจะมีผลทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยสาขาเกษตรเป็นหลัก ทั้งที่สาขาดังกล่าวมีผลิตภาพโดยรวมต่ำกว่าสาขาเศรษฐกิจอื่นมาก
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกันก็คือ การไม่คำนึงถึงข้อจำกัดใหม่ (new constraint) ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะฐานะการคลังของภาครัฐที่จะมีระดับหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นมาก ในขณะที่ความมั่งคั่งของภาคธุรกิจ และครัวเรือนก็จะลดลงอย่างมาก จากผลกระทบของการยุติกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ และการที่รัฐต้องใช้จ่ายสูงกว่าปกติมากเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งทำให้การปรับเปลี่ยนไปสู่ “ความปกติใหม่” ตามที่บางฝ่ายจินตนาการไว้ เช่น ให้รัฐจัดสรรรายได้พื้นฐานอย่างทั่วถึงแก่ประชาชน (universal basic income) ไม่สามารถทำได้โดยง่าย เป็นต้น
ประการที่สาม การไม่คำนึงถึงเส้นทางการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่การพัฒนาเศรษฐกิจมีลักษณะขึ้นกับเส้นทางในประวัติศาสตร์ (path dependent) อย่างมาก การปรับเปลี่ยนไปสู่ “ความปกติใหม่” ตามที่บางฝ่ายจินตนาการไว้ จึงอาจไม่สามารถทำได้โดยง่าย เช่น ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวของไทยได้ลงทุนไปมากกับการสร้างโรงแรมสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวหลายสิบล้านคนต่อปี การปรับเปลี่ยนโมเดลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ลดจำนวนนักท่องเที่ยวลงขนานใหญ่ เพื่อเน้น “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ทำให้เกิดคำถามว่า จะใช้ประโยชน์จากการลงทุนมหาศาลในอดีตดังกล่าวอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเปล่า ในแง่นี้ บริการลองสเตย์อาจเป็นทางออกได้บางส่วน เพราะผู้ใช้บริการลองสเตย์หนึ่งคน จะอยู่อาศัยนานเหมือนมีนักท่องเที่ยวหลายสิบคน
ประการที่สี่ การไม่คำนึงถึงบริบทใหม่ (new context) ในเศรษฐกิจการเมืองโลกอย่างเพียงพอ ทั้งที่ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กแบบเปิด (small open economy) ซึ่งต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจโลกในระดับสูง ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาของไทย จึงต้องเข้าใจบริบทใหม่ดังกล่าวให้ดี โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงในซัพพลายเชนระหว่างประเทศ และการกีดกันการค้าที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นหลังเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในช่วงทศวรรษ 1930 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (Great Recession) ในปี 2008
ประการที่ห้า การไม่ระบุข้อสมมติ (assumption) ที่สำคัญต่างๆ อย่างชัดเจน ทำให้ไม่ทราบว่า ข้อสรุปและข้อเสนอต่างๆ นั้นเกิดจากความเข้าใจใด และไม่ทราบว่า จะสามารถใช้ข้อสรุปและข้อเสนอเหล่านั้นได้เพียงใด เมื่อสถานการณ์จริงแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้
ข้อสมมติที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อโควิด-19 ถูกควบคุมได้จนไม่เป็นโรคระบาดใหญ่ในระดับโลก (pandemic) อีกต่อไป แต่กลายเป็นเพียงโรคระบาดประจำฤดูกาล (seasonal epidemic) เช่นเดียวกันกับไข้หวัดใหญ่ ในระยะเวลาที่เชื่อกันว่า ประมาณ 12-18 เดือน เนื่องจากมีวัคซีน หรือยารักษาโรคที่สามารถใช้ได้ในวงกว้าง หรือมีประชากรที่ติดเชื้อในระดับมากพอที่ทำให้เกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่” (herd immunity) แล้วนั้น จะเกิดโรคระบาดใหญ่ในระดับโลก ในระดับที่ใกล้เคียงกับโควิด-19 อีกบ่อยเพียงใดในอนาคต เช่น 10 ปีข้างหน้า
ผู้เขียนไม่ทราบว่า ผู้ทำนาย “โลกหลังโควิด” จำนวนมากมีข้อสมมติอย่างไร แต่ดูคล้ายกับเชื่อกันว่า จะมีโรคระบาดครั้งใหญ่แบบโควิด-19 เกิดขึ้นอีกบ่อยครั้งมากในอนาคตอันใกล้นี้ ในขณะที่ผู้เขียนเชื่อว่า โอกาสที่จะเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกในระดับที่ใกล้เคียงกับโควิด-19 ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า น่าจะลดลงไปมาก เนื่องจาก ประเทศต่างๆ จะตื่นตัวเตรียมการรับมือกับการระบาดของโคโรนาไวรัสมากขึ้นหลังการระบาดครั้งนี้ ทำให้สามารถพัฒนาวิธีการตรวจโรค วัคซีนและยารักษาโรคได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดการระบาดครั้งใหม่ ซึ่งจะจำกัดขอบเขตในการระบาดของโรคให้อยู่ในวงแคบได้ แม้เชื้อโรคจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
นอกจากนี้ การระบาดของโควิด-19 ยังน่าจะทำให้ประเทศต่างๆ เตรียมพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ โรคจากไวรัสอื่น แบคทีเรีย เชื้อราและเชื้อโรคอื่นๆ มากขึ้นด้วย ซึ่งน่าจะทำให้การระบาดของโรคมีโอกาสถูกจำกัดให้อยู่ในวงแคบลงด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอว่า ก่อนที่เราจะด่วนสรุปว่า “ความปกติใหม่” ใน “โลกหลังโควิด” เป็นอย่างไร และเราควรดำเนินการอย่างไรนั้น เราควรต้องถามตัวเองอย่างน้อย 5 คำถาม คือ
· เราใช้ข้อสมมติ (assumption) อะไรในการวาดภาพอนาคต?
· เราได้พยายามแยกแยะ “ความผิดปกติปัจจุบัน” (current abnormal) ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดออกจาก “ความปกติใหม่” (new normal) ใน “โลกหลังโควิด-19” หรือยัง?
· “ความปกติใหม่” ที่เราตั้งเป้าอยากเห็นจะมีต้นทุนสูงเพียงใด เราพร้อมจะจ่ายและสามารถจ่ายได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดใหม่ของระบบเศรษฐกิจไทย ที่น่าจะเติบโตช้าลง ในขณะที่รัฐบาล ธุรกิจและประชาชนไทยจะมีทรัพยากรน้อยกว่าก่อนเกิดโควิด-19 มาก?
· การสร้าง “ความปกติใหม่” ตามที่เราจินตนาการไว้ จะต่อยอดจากการลงทุนสร้าง “ความปกติเดิม” ก่อนเกิดโควิด-19 อย่างไร ทั้งทุนกายภาพและทุนมนุษย์ ซึ่งหาก “ความปกติ” ใน 2 ช่วงเวลาแตกต่างกันมาก เราจะทำอย่างไรไม่ให้การลงทุนมหาศาลในอดีตสูญเปล่า?
· เราเข้าใจบริบทใหม่ (new context) ในเศรษฐกิจการเมืองโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปดีพอหรือยัง ที่จะทำให้เราปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบทใหม่นี้?
การทำความเข้าใจต่อ “ความปกติใหม่” ใน “โลกหลังโควิด-19” มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยอย่างมาก เราจึงควรช่วยกันศึกษาให้ดี ไม่ควรด่วนสรุปจากการหาคำตอบแบบผิวเผิน ในความเห็นของผู้เขียน มีโจทย์สำคัญ 4 โจทย์ใหญ่ที่เราต้องช่วยกันขบคิด คือ
· โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังการระบาดของโควิด-19?
· ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว?
· อะไรคือ “อนาคตที่พึงประสงค์” ของประเทศไทยใน “โลกหลังโควิด-19”?
· คนไทยควรทำอย่างไร เพื่อสร้าง “อนาคตที่พึงประสงค์” ดังกล่าวให้เกิดขึ้น?
การศึกษาโจทย์ที่ 1 และโจทย์ที่ 2 ควรเป็นการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่ต้องพยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในโลก และเชื่อมโยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนั้นเข้ากับประเทศไทย โดยต้องวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาล จับประเด็นสำคัญให้ถูก โดยแยก “เสียงรบกวน” (noise) ออกจาก “สัญญาณ” (signal) ให้ได้ ก่อนเอาสัญญาณนั้นมาตีความให้เหมาะสม ซึ่งสุดท้าย คงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องใช้การวาดฉากทัศน์ (scenario) เนื่องจาก จะมีทั้งตัวแปรที่ “เรารู้แล้ว” (knowns) ตัวแปรที่ “เรารู้ว่าเรายังไม่รู้” (known unknowns) และตัวแปรที่ “เราไม่รู้ว่าเรายังไม่รู้” (unknown unknowns) จำนวนมาก
ส่วนการตอบโจทย์ที่ 3 และโจทย์ที่ 4 ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของคนในวงกว้าง และมีกระบวนการสื่อสารกับสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ผลการศึกษาของโจทย์ที่ 1 และโจทย์ที่ 2 เป็นพื้นฐานในการพิจารณา โดยแนวทางในการตอบโจทย์ส่วนนี้ควรทำผ่านกระบวนการระดมสมองที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เกิดความมีส่วนร่วม เพื่อสร้างพลังในการเปลี่ยนผ่าน (transformation) ไปสู่ “อนาคตที่พึงประสงค์” โดยเฉพาะจากคนหนุ่มสาวที่จะต้องอยู่กับ “โลกหลังโควิด-19” ไปอีกนาน
บทความโดย ; สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
ที่มา ; TDRI
บทความนี้วิพากษ์แนวคิด “ความปกติใหม่” หลังโควิด-19 ซึ่งมีการคาดการณ์กว้างขวางในสังคม ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ เช่น การเปลี่ยนรูปแบบที่อยู่อาศัย การลดการใช้พื้นที่ทำงานร่วม การเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร ยา และพลังงาน รวมถึงข้อเสนอเรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ผู้เขียนเห็นว่าคำทำนายจำนวนมากมีลักษณะด่วนสรุปและมีความเป็นอุดมคติสูง โดยไม่แยกแยะระหว่างพฤติกรรมช่วงวิกฤตกับแนวโน้มระยะยาว อีกทั้งไม่คำนึงถึงต้นทุนการปรับตัว ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเส้นทางการพัฒนาเดิมของประเทศ และบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนของการเกิดโรคระบาดซ้ำ ผู้เขียนจึงเสนอ “หลุมพรางทางความคิด” 5 ประการ ได้แก่ การสับสนสถานการณ์ปัจจุบันกับอนาคต การตั้งเป้าหมายเชิงอุดมคติเกินจริง การละเลยแนวคิด path dependence การไม่เข้าใจบริบทโลกใหม่ และการไม่ระบุสมมติฐานที่สำคัญ พร้อมทั้งเสนอคำถามสำคัญเพื่อทบทวนการคิดเกี่ยวกับอนาคต และเสนอกรอบคิดเชิงนโยบาย 4 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโลก ผลกระทบต่อไทย อนาคตที่พึงประสงค์ และแนวทางสร้างอนาคต โดยเน้นการใช้ข้อมูล การวิเคราะห์เชิงระบบ การแยกสัญญาณจาก noise และการมีส่วนร่วมของสังคมผ่าน scenario planning เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความรอบคอบ เหมาะสมกับข้อจำกัดจริง ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด โดยผู้เขียนเน้นว่าการวิเคราะห์อนาคตควรตั้งอยู่บนข้อมูลและหลักวิชาการ ไม่ใช่การคาดเดาเพียงความรู้สึกหรือกระแสสังคม ทั้งยังต้องพิจารณาประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงหลังวิกฤต เช่น โรคระบาดใหญ่ในอดีตที่ไม่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนถาวรทั้งหมด รวมถึงตัวอย่างการฟื้นตัวของเมืองและเศรษฐกิจหลังภัยพิบัติ เพื่อย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจเป็นเพียงชั่วคราว นอกจากนี้ยังต้องประเมินความคุ้มค่าของนโยบายใหม่ และผลกระทบต่อการลงทุนเดิมของประเทศ โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน ผู้เขียนจึงเสนอให้ใช้กระบวนการวางฉากทัศน์ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนหลายรูปแบบ ทั้ง known knowns known unknowns และ unknown unknowns สุดท้ายบทความชี้ว่าการสร้างอนาคตของประเทศต้องอาศัยทั้งผู้เชี่ยวชาญและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ข้อใดสะท้อน “แก่นคิด” ของบทความได้ถูกต้องที่สุด
ก. โลกหลังโควิดจะเปลี่ยนไปแบบถาวรทุกมิติ
ข. การคาดการณ์อนาคตต้องอาศัยอารมณ์และกระแสสังคม
ค. การวิเคราะห์อนาคตต้องระวังสมมติฐานและบริบท
ง. ควรเร่งปรับประเทศสู่การพึ่งพาตนเองสูงสุด
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นการตั้งคำถามต่อสมมติฐานและบริบท ไม่ใช่เชื่อการคาดการณ์แบบเหมารวม
เหตุผลสำคัญที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับ “คำทำนาย new normal บางส่วน” คือข้อใด
ก. ไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยี
ข. ไม่คำนึงถึงต้นทุนและข้อจำกัดจริง
ค. ขัดแย้งกับนโยบายรัฐบาล
ง. ไม่เป็นที่นิยมในสังคม
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นว่าการเปลี่ยนแปลงมี “ต้นทุนสูง” และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ
ข้อใดเป็น “หลุมพรางทางความคิด” ตามบทความ
ก. การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์
ข. การแยกสัญญาณออกจาก noise
ค. การสับสนระหว่างวิกฤตกับความปกติระยะยาว
ง. การวางฉากทัศน์อนาคต
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นหนึ่งใน 5 หลุมพรางที่บทความระบุชัด
แนวคิด “path dependence” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. การพัฒนาใหม่เริ่มต้นจากศูนย์
ข. อนาคตไม่เกี่ยวกับอดีต
ค. การพัฒนาขึ้นอยู่กับเส้นทางเดิมและการลงทุนที่ผ่านมา
ง. การเปลี่ยนแปลงเกิดแบบฉับพลันเสมอ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นว่าการพัฒนาขึ้นกับโครงสร้างและการลงทุนเดิม
ข้อใดเป็นเหตุผลที่บทความไม่สนับสนุนการพึ่งพาตนเองสุดโต่ง
ก. ทำให้ประเทศขาดเทคโนโลยี
ข. ทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าและต้นทุนสูง
ค. ทำให้การค้าโลกหยุดชะงัก
ง. ทำให้เกิดโรคระบาดมากขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: การพึ่งพาตนเองมากเกินไปมีต้นทุนสูงและลดประสิทธิภาพเศรษฐกิจ
ข้อใดสะท้อน “บริบทใหม่เศรษฐกิจโลก” ตามบทความ
ก. การลดภาษีทั่วโลก
ข. การย้ายฐานการผลิตและกีดกันการค้า
ค. การหยุดใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
ง. การลดประชากรโลก
เฉลย: ข
เหตุผล: กล่าวถึง supply chain shift และ trade protectionism
การใช้ “scenario planning” ในบทความมีเป้าหมายเพื่ออะไร
ก. ทำนายอนาคตให้แม่นยำที่สุด
ข. ลดความไม่แน่นอนและรองรับหลายความเป็นไปได้
ค. ลดบทบาทผู้เชี่ยวชาญ
ง. ทำให้ทุกนโยบายเหมือนกันทั่วโลก
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้เพื่อรับมือความไม่แน่นอนหลายรูปแบบ
ข้อใดเป็นข้อเสนอเชิงกระบวนการของบทความ
ก. ใช้ความเชื่อของผู้นำเป็นหลัก
ข. ใช้ข้อมูล + การมีส่วนร่วม + วิเคราะห์เชิงระบบ
ค. ใช้ประสบการณ์ส่วนบุคคล
ง. ใช้การคาดการณ์ระยะสั้นเท่านั้น
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น evidence-based + participation + systems thinking
เหตุผลที่ผู้เขียนมองว่าการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง “อาจไม่ถาวร” คือข้อใด
ก. เพราะเทคโนโลยีล้าสมัย
ข. เพราะรัฐไม่สนับสนุน
ค. เพราะพฤติกรรมหลังวิกฤตมักกลับสู่สมดุลเดิม
ง. เพราะประชาชนไม่ปรับตัว
เฉลย: ค
เหตุผล: ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์หลังโรคระบาด/ภัยพิบัติ
สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา แนวคิดใด “สอดคล้องที่สุด” กับบทความ
ก. ตัดสินใจจากแนวโน้มระยะสั้น
ข. วางแผนจากกระแสสังคม
ค. ใช้ข้อมูล วิเคราะห์บริบท และคิดเชิงระบบ
ง. เลียนแบบนโยบายประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: สอดคล้องกับ core idea เรื่อง system thinking + evidence + context