
เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “จุดเน้นการนิเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” ในการประชุมปฏิบัติการเพื่อพัฒนางานนิเทศการศึกษาสำหรับผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา จำนวน 245 คน ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สร้างความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนและพัฒนางานนิเทศ เชื่อมโยงสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงานและสภาพปัญหาด้านการนิเทศการศึกษา
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาสิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามเป้าหมายของหลักสูตรชาติ ที่ต้องให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะ และมาตรฐานความรู้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเป้าหมายหลักสูตร เรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมต่อยอดความรู้ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือช่วยเหลือดูแลชุมชนได้ การจัดกิจกรรมบูรณาการที่ให้นักเรียนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างมีความหมาย สนุกกับการเรียนรู้ และน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา 4 ประการ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ลงสู่การปฏิบัติให้กับนักเรียนทุกคน การกระตุ้นให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์และเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ โดยหาวิธี แนวทาง เทคนิค การเข้าถึงนักเรียนผ่านวิธีการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมที่นักเรียนสนใจ พร้อมบูรณาการหน่วยการเรียนรู้ เพื่อลดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน ด้วยแนวคิด “เรียนน้อย แต่ได้มาก” ซึ่งถือเป็นการลดภาระนักเรียนและครู รวมทั้งการทำแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัวให้เป็นห้องเรียนรวมวิชา และเมื่อนักเรียนได้มีโอกาสนำวิชาที่หลากหลายมาบูรณาการร่วมกัน ผ่านการคิดวิเคราะห์ นักเรียนจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง และต่อยอดในชีวิตจริงได้
ดร.เกศทิพย์ กล่าวอีกว่า คนที่สำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาที่ได้มาตรฐาน และไปพร้อมกันทั้งประเทศได้ดีที่สุด คือศึกษานิเทศก์ ท่านจะต้องเป็นผู้เคลื่อนความเข้าใจ และนำสู่การปฏิบัติ เป็นข้อต่อสำคัญระหว่างส่วนกลางและพื้นที่ซึ่งจะต้องดำเนินการจากการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นของส่วนกลาง รวมถึงบริบทเชิงพื้นที่ของเขตพื้นที่ ของสถานศึกษาที่มุ่งเป้าหมายปลายทางอยู่ที่หลักสูตรชาติทั้ง 3 ส่วน ได้แก่
มาตรฐานตัวชี้วัด คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ซึ่งในปัจจุบันการขับเคลื่อนที่สำคัญของ สพฐ. และจุดเน้นของการนิเทศ ให้เป็นไปตาม KPI การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของ สพฐ. อาทิ
· การส่งเสริมการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และการนิเทศภายในสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ต้องช่วยพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ การนิเทศภายในต้องเข้มแข็ง รวมถึงการขับเคลื่อนคุณภาพ 7 สำนัก 1 กลุ่มงาน ศึกษานิเทศก์ต้องช่วยทำให้ระบบการศึกษามีคุณภาพ โดยต้องคำนึงว่าหลักสูตรควรเน้นอะไร ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้จากแหล่งเรียนรู้อื่น หรือทำอย่างไรจะให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
· การยกระดับคุณภาพนักเรียนจากการนำผลการทดสอบระดับชาติ PISA, RT, NT, O-NET ไปใช้ในการพัฒนา ที่จะต้องรู้ว่าในเขตพื้นที่ของเรามีโรงเรียนใดที่สามารถเป็นแบบอย่างได้และทำได้ดี โดยถอดบทเรียนถ่ายทอดไปยังโรงเรียนที่มีข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นผลต่อการพัฒนานักเรียน ว่าควรต้องทำอย่างไร พร้อมทั้งยึดหลักที่ว่า “ไม่ว่าโรงเรียนจะใกล้หรือไกล นักเรียนต้องได้คุณภาพทุกคน” ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใด เราจะต้องสร้างคุณภาพได้เช่นเดียวกัน
“จาก 245 เขตพื้นที่ โรงเรียน 29,000 กว่าโรง และครูอีก 400,000 กว่าคน ในการขับเคลื่อนการศึกษาให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานทั้งประเทศ ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ พร้อมหรือไม่พร้อม นักเรียนของเรากว่า 6 ล้านคน ก็ต้องมีคุณภาพเป็นไปตามเป้าหมาย 3 ด้านของหลักสูตรชาติ ซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยศึกษานิเทศก์ซึ่งเป็นครูของครู เป็นพี่เลี้ยงโรงเรียน เป็นมือคุณภาพให้เขตพื้นที่ เรามาร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดคุณภาพเชิงประจักษ์ เกิดศรัทธาของพื้นที่ ผ่านคุณภาพนักเรียนไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกอาชีพมอง สพฐ. อย่างภาคภูมิ ด้วยฝีมือพวกเราชาวศึกษานิเทศก์ค่ะ” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว
นางรวิภัทร เหล่าคุ้ม ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ สพฐ. ขอบคุณท่านผู้บริหาร สพฐ. ที่ให้ความสำคัญของวิชาชีพศึกษานิเทศก์ และศึกษานิเทศก์ทุกคนพร้อมรับในภารกิจและพร้อมใจกันในการขับเคลื่อนคุณภาพระดับพื้นที่อย่างเข้มแข็งทั้งประเทศ
สพฐ. ติวเข้มศึกษานิเทศก์ พร้อมขับเคลื่อนคุณภาพตรงถึงนักเรียนทุกคน ตอบโจทย์ครบทุกมิติ
ที่มา ; เดลินิวส์ 13 มกราคม 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
หนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัยสร้างเด็กไทยสุขภาพดี
โรงเรียนโพธิสารพิทยากร, กรุงเทพฯ 13 มกราคม 2566 – พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดตัว (Kick off) โครงการ “หนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมว.มท.) นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมด้วยผู้บริหารของ ศธ. และบุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการร่วมกัน ถือเป็นความก้าวหน้าระดับหนึ่ง ที่วันนี้ได้เห็นความร่วมมือของหลายส่วนราชการให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพจิต “โครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ” เป็นส่วนเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ให้เยาวชนเดินหน้าไปสู่ศตวรรษที่ 21 ได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล การเกิดโรคติดต่อโรคอุบัติใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน เตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลก ด้านการศึกษาต้องต่อยอดเพิ่มเพื่อพัฒนาสติปัญญาให้คิดอยู่ในกรอบที่ควรจะเป็น
สำหรับวันนี้ คาดหวังให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักรู้ถึงบทบาทหน้าที่และความสำคัญของตนเอง รวมทั้งครูอาจารย์ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีและองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น สังคมเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ขอเป็นกำลังใจให้ครูอนามัยทุกคนที่ถือเป็นตัวเอกของโครงการ ในการดูแลและให้ความรู้ด้านสุขภาพวะที่ดีแก่นักเรียน สามารถสอนแนะนำทักษะส่งเสริมให้มีการดูแลสุขภาพกายใจได้อย่างถูกต้อง ถือเป็นพื้นฐานสู่การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่เป้าหมายหลักของการพัฒนาเด็กตามหลัก “4 H” ประเทศชาติจะเดินหน้าไปข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์
“4H คือ
-Head ด้านสติปัญญา
-Heart ด้านทัศนคติ
-Hands ด้านเรียนรู้และปฏิบัติจริง
-Health ด้านสุขภาพ”
รมว.ศธ. กล่าวว่า โครงการ “หนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ” เป็นโครงการที่ ศธ.ให้ความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กไทยอย่างรอบด้าน มีนโยบายข้อตกลงความร่วมมือ 12 กระทรวง โดยมีเป้าหมาย “4 H” ในการพัฒนาเด็ก ศธ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยด้านการศึกษาและสาธารณสุข เพื่อบูรณาการการทำงานและดำเนินภารกิจตามบทบาทหน้าที่ร่วมกัน และพัฒนาศักยภาพเด็กไทยด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ โดยจะดำเนินการร่วมกันทั่วประเทศ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้มีการร่วมมือขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
หลังจากงานครั้งนี้จะขับเคลื่อนงานและขยายผล โดยเริ่มจากโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เป้าหมายคือ เด็กไทย 1 ล้านคน ในเดือนเมษายน ปี 2566 มีทักษะเบื้องต้นในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน มีสุขภาพจิตที่ดีและปลอดสารเสพติด เชื่อมโยงและพัฒนาครูอนามัยทุกโรงเรียนให้เข้มข้นมากขึ้น สามารถให้ความรู้และเป็นโค้ชดูแลดสุขภาวะเด็กนักเรียน ในระดับส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ปูพื้นฐานให้เด็กมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ต่อยอดไปถึงกระบวนการศึกษาพัฒนาสติปัญญา เฝ้าระวังให้เด็กเกิดความปลอดภัยตามนโยบายเร่งด่วนของ ศธ. และพัฒนาศักยภาพต่อยอดสู่เส้นทางการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพในอนาคต”
ภายในงานมีกิจกรรม 4 ฐาน ประกอบด้วย ฐาน 1 CPR ฐาน 2 คัดกรองสุขภาพจิต & สารเสพติด, ฐาน 3 ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และ ฐาน 4 ตรวจเต้านม พร้อมทั้งจัดการเรียนรู้ผ่านระบบ E-Learning ในหลักสูตร 6 ทักษะ ประกอบด้วย ทักษะสุขภาพ, ทักษะชีวิต, ทักษะสังคม, ทักษะการจัดการสภาพแวดล้อม, ทักษะเท่าทันด้านเทคโนโลยี และ ทักษะการจัดการงานอนามัยโรงเรียน
ที่มา ; ศธ 360 องศา
สรุปสาระสำคัญ
บทความสะท้อนสถานการณ์การขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของ สพฐ. ที่มุ่ง “คุณภาพผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ภายใต้บริบทความเหลื่อมล้ำและความหลากหลายของพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเน้นบทบาทของ ศึกษานิเทศก์ ในฐานะกลไกสำคัญเชื่อมโยงนโยบายส่วนกลางสู่การปฏิบัติในเขตพื้นที่และสถานศึกษา
หลักการสำคัญคือการพัฒนาผู้เรียนตาม เป้าหมายหลักสูตรชาติ 3 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานความรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสมรรถนะสำคัญ โดยใช้แนวคิด “เรียนอย่างมีความสุข เรียนน้อยแต่ได้มาก” ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหา ลดภาระครูและนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ Active Learning การเรียนรู้จากการลงมือทำ และการใช้แหล่งเรียนรู้ใกล้ตัวเป็นห้องเรียน
แนวปฏิบัติสำคัญคือ การใช้ข้อมูลจากการประเมินระดับชาติ (PISA, RT, NT, O-NET) เพื่อยกระดับคุณภาพอย่างตรงจุด การถอดบทเรียนโรงเรียนต้นแบบ และการนิเทศเชิงพัฒนา ไม่ใช่ควบคุม โดยยึดหลักว่า “ไม่ว่าโรงเรียนจะใกล้หรือไกล นักเรียนต้องได้คุณภาพทุกคน” พร้อมน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างคุณภาพเชิงประจักษ์และความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาทั้งประเทศ
ข้อสอบ
ข้อที่ 1 สาระสำคัญที่สุดของการนิเทศตามบทความนี้คือข้อใด
ก. ตรวจสอบการปฏิบัติตามระเบียบ
ข. ควบคุมมาตรฐานการสอนให้เหมือนกันทุกโรงเรียน
ค. สนับสนุนการพัฒนาครูและผู้เรียนเชิงระบบ
ง. ประเมินผลเพื่อจัดอันดับโรงเรียน
ข้อที่ 2 แนวคิด “เรียนน้อย แต่ได้มาก” มีผลเชิงนโยบายอย่างไร
ก. ลดชั่วโมงเรียนโดยไม่เปลี่ยนวิธีสอน
ข. ลดเนื้อหาซ้ำซ้อนและเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้
ค. ลดความรับผิดชอบของครูผู้สอน
ง. มุ่งเน้นการสอบมากกว่ากระบวนการเรียนรู้
ข้อที่ 3 บทบาทใดของศึกษานิเทศก์ที่สอดคล้องกับบทความมากที่สุด
ก. ผู้ตรวจการด้านวิชาการ
ข. ผู้ถ่ายทอดคำสั่งจากส่วนกลาง
ค. ผู้เชื่อมโยงนโยบาย บริบทพื้นที่ และการปฏิบัติ
ง. ผู้ประเมินผลสัมฤทธิ์ปลายทางเพียงอย่างเดียว
ข้อที่ 4 การนำผล PISA, RT, NT, O-NET มาใช้ตามบทความ ควรเน้นสิ่งใดมากที่สุด
ก. เปรียบเทียบการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพอย่างตรงจุด
ค. ใช้ตัดสินความก้าวหน้าครูรายบุคคล
ง. ใช้กำหนดบทลงโทษสถานศึกษา
ข้อที่ 5 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้เกิดผลจริง ควรดำเนินการใดเป็นลำดับแรก
ก. เพิ่มเอกสารรายงานผลการสอน
ข. สั่งการให้ครูใช้แผนเดียวกันทั้งโรงเรียน
ค. สร้างระบบนิเทศภายในที่สนับสนุนครู
ง. มุ่งเพิ่มคะแนนสอบเป็นตัวชี้วัดเดียว
คลิกเฉลย >>>