
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวานนี้ (20 มี.ค.) เพื่อเริ่มกระบวนการยุบกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ตามที่เขาเคยประกาศไว้.
การลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้น ท่ามกลางกลุ่มเด็กนักเรียนที่ถูกจัดให้นั่งบนโต๊ะเรียนรายล้อมเขา ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะแถลงข่าวยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเดินหน้าปิดกระทรวงศึกษาธิการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อคืนการศึกษากลับไปสู่อำนาจของแต่ละรัฐแทน
ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า มีเป็นความจำเป็นที่จะต้องประหยัดงบประมาณ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาของสหรัฐฯ โดยเขาชี้ว่า การศึกษาอเมริกันกำลังตามหลังยุโรปกับจีนอยู่
หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า ท่าทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางความคิดมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการศึกษาอเมริกัน ซึ่งพรรครีพับลิกันมองว่าต้องการดึงการศึกษาออกจากการควบคุมของรัฐบาลกลาง
ที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลกลางของสหรัฐฯ จะไม่ได้มีบทบาทเรื่องการศึกษามากนัก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของแต่ละรัฐกำกับดูแลมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้น รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีบทบาทเป็นแหล่งทุนให้กับโรงเรียนสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการยังมีบทบาทปกป้องสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานของนักเรียนด้วย
ก่อนหน้านี้ โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ จำเป็นต้องมีขนาดเล็กลง โดยย้ำว่า กลไกสำคัญภายในกระทรวงศึกษาธิการ เช่น การให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือการมอบทุนให้นักเรียนจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อยจะยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า ความรับผิดชอบเหล่านี้จะไปตกอยู่ภายใต้หน่วยงานใด
นี่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่า ต้องการยกเครื่องระบบราชการของสหรัฐฯ และนำไปสู่การแต่งตั้งนายอีลอน มัสก์ พร้อมตั้งหน่วยงานตรวจสอบประสิทธิภาพของรัฐบาล (Doge) ที่นำไปสู่การยุบหลายหน่วยงานก่อนหน้านี้
รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการบางส่วนได้รับอีเมลแจ้งเตือนให้เก็บของใช้ส่วนตัวและคืนทรัพย์สินของรัฐตั้งแต่เมื่อวันพุธ (19 มี.ค.) เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่หลายคนที่มองว่า นี่เป็นการตบหน้า และเตะพวกเขาซ้ำทั้งๆ ที่พวกเขาก็กำลังล้มอยู่แล้ว โดยเชื่อว่า อาจจะมีการฟ้องร้องคำสั่งนี้ตามมาด้วย
แหล่งข่าว ; สำนักข่าว TODAY, สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
เกี่ยวข้อง
เจาะเหตุผล ‘ทรัมป์’ อยากยุบกระทรวงศึกษาฯ
จะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง
เมื่อวานนี้ (20 มี.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหาร เพื่อเริ่มกระบวนการยุบกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้มีคำถามตามมามากมายว่า หากกระบวนการยุบกระทรวงศึกษาธิการเสร็จสิ้น จะเกิดอะไรตามมา เรามาสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุดในโพสต์นี้
ปธน.ไม่มีอำนาจสั่งยุบกระทรวง แต่ทำให้เกิดขึ้นได้
ก่อนจะไปพูดถึงผลกระทบ ขอพาไปย้อนทำความเข้าใจคำถามที่หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจถึงขั้นสั่งยุบกระทรวง ได้ด้วยตัวเองเลยหรือ?
คำตอบคือ ‘ไม่ได้’ เพราะตามรัฐธรรมนูญ ประธานาธิบดีไม่ได้มีอำนาจที่จะสั่งให้ยุบกระทรวงที่ตั้งขึ้นมาจากความเห็นชอบของสมาชิกรัฐสภา และถือเป็นหน่วยงานสำคัญของฝ่ายบริหารได้ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
อย่างไรก็ตามคำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์เพิ่งลงนามไป จะทำให้เขามีอำนาจในการตัดงบประมาณ หรือลดการจ้างงานของกระทรวงฯ เพื่อปูทางให้กระทรวงนี้ต้องถูกยุบไปในที่สุด
โดยในคำสั่งที่ลงนามเมื่อวานนี้ ทรัมป์สั่งให้ ลินดา แม็กมาฮอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการทุกขั้นตอนที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกในการยุบกระทรวงศึกษาธิการ และคืนอำนาจด้านการศึกษาให้กับรัฐต่างๆ
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ข้อสรุปสุดท้ายว่ากระทรวงศึกษาธิการจะถูกยุบหรือไม่ ยังไงก็จะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสมาชิกส่วนใหญ่ในสภาคองเกรส ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะแม้พรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากอยู่ในทั้งสองสภา แต่เสียงในวุฒิสภาที่รีพับลิกันมีอยู่ 53 เสียง ต่อเสียงของพรรคเดโมแครต 47 เสียง ยังไม่เพียงพอต่อการรับรองการยุบกระทรวง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบอย่างน้อย 60 จาก 100 เสียง
ยังไม่รวมถึงเสียงวิพากษ์จากภายนอก ทั้งนักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวต่างๆ ที่พากันออกมาคัดค้าน และมีแนวโน้มว่า บรรดานักเคลื่อนไหวอาจจะไปยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ทำให้ในเวลานี้ยังคงไม่มีความชัดเจนว่า กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ จะถูกยุบได้จริงหรือไม่
ทำไมทรัมป์อยากยุบกระทรวงศึกษาธิการ
ทรัมป์ให้เหตุผลในการออกคำสั่งยุบกระทรวงศึกษาธิการว่า กระทรวงนี้ “ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้เราเลย อีกทั้งก็ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์พวกหัวรุนแรง พวกคลั่งไคล้ลัทธิ และพวกมาร์กซิส”
“เราจะปิดกระทรวงศึกษาธิการ และจะปิดมันให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” ทรัมป์ระบุ พร้อมกับอธิบายต่อว่า สหรัฐฯ ใช้เงินมหาศาลไปกับการศึกษา แต่การศึกษาของสหรัฐฯ ยังคงล้าหลังกว่ายุโรปและจีน
อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า ท่าทีนี้ของทรัมป์ นอกจากจะเป็นการทำตามสัญญาที่เขาประกาศไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ทางความคิดที่มีมายาวนานเกี่ยวกับระบบการศึกษาอเมริกัน
โดยกลุ่มแนวคิดขวาจัดที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน มองว่าการกำหนดนโยบายด้านการศึกษา ควรจะกลับไปอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลท้องถิ่น ไม่ใช่รัฐบาลกลาง
กระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่อะไร
กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1979 ในยุคของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ โดยมีหน้าที่หลักในการดูแลงบประมาณที่จัดสรรให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียนชาวอเมริกัน และยังดูแลเรื่องความช่วยเหลือนักเรียนที่เป็นผู้พิการ ตลอดจนนักเรียนที่ด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์
อีกบทบาทสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ คือ การดูแลเรื่องการบังคับใช้กฎหมายสิทธิพลเมือง เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ หรือทางเพศ ส่งเสริมการยอมรับความหลากหลายภายในโรงเรียน
แต่กระทรวงฯ ไม่ได้มีหน้าที่ในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนต่างๆ โดยเรื่องการกำหนดสูตรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น
จะเกิดอะไรตามมา หากกระทรวงศึกษาฯ ถูกยุบ
สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังกังวลหากว่าเกิดการยุบกระทรวงศึกษาธิการ คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนหลายล้านคนที่อยู่ในครอบครัวรายได้น้อย ในพื้นที่ห่างไกล และผู้พิการ
เพราะแต่ละปี กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้ดูแลเรื่องงบประมาณเพิ่มเติมพิเศษให้กับเขตการศึกษาในพื้นที่ที่มีความยากจนสูง ปีละกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 600,000 ล้านบาท) เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ด้อยโอกาสหรือต้องการความช่วยเหลือ มากกว่า 26 ล้านคน
ยังไม่รวมหน้าที่ในการจัดสรรงบประมาณอีกกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 500,000 ล้านบาท) ให้กับโรงเรียนสำหรับคนหูหนวกและคนตาบอด เพื่อให้การดูแลนักเรียนที่เป็นผู้พิการ 7.4 ล้านคน ภายใต้กฎหมายการศึกษาผู้พิการ (Disabilities Education Act) หรือ IDEA
นอกจากผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียนแล้ว อีกเรื่องที่กำลังสร้างความกังวล คืออนาคตของเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการที่มีอยู่ประมาณ 4,400 คน ที่มีโอกาสถูกเลิกจ้าง คาดว่าอาจจะสูงถึง 50% ของจำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด
โดยมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการบางส่วนได้รับอีเมลแจ้งเตือนให้เก็บของใช้ส่วนตัวและคืนทรัพย์สินของรัฐตั้งแต่เมื่อวันพุธ (19 มี.ค.) เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่หลายคนที่มองว่า นี่เป็นการตบหน้า และเตะพวกเขาซ้ำทั้งๆ ที่พวกเขาก็กำลังล้มอยู่แล้ว โดยเชื่อว่า อาจจะมีการฟ้องร้องคำสั่งนี้ตามมาด้วย
อีกคำถามสำคัญที่ชาวอเมริกันกำลังถกเถียงกัน คือเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของนักเรียนนักศึกษาชาวอเมริกันจะได้รับผลกระทบจากการยุบกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ คำตอบของเรื่องนี้ก็ยังคงไม่ชัดเจน
เพราะตอนแรก ก่อนที่ทรัมป์จะลงนามในคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหาร แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ออกมาแถลงว่า ตามแผนการยุบกระทรวงศึกษาธิการ จะยังคงเก็บภารกิจที่มีความสำคัญเอาไว้ตามเดิม เช่น การดูแลเงินช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาสและผู้พิการ และเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
แต่หลังจากลงนามคำสั่งดังกล่าวแล้ว ทรัมป์กลับประกาศว่า ภารกิจสำคัญเหล่านั้น จะต้องถูกโอนไปให้หน่วยงานอื่นๆ ดูแล อย่างกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก็อาจจะต้องถูกถ่ายโอนไปให้กระทรวงการคลังดูแล ดังนั้นจึงยังต้องจับตากันต่อไป
ทั้งนี้ การลงนามในคำสั่งยุบกระทรวงศึกษาธิการ นับเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่เกิดขึ้นในวันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ครบ 2 เดือนพอดี หลังจากนี้จะมีความเคลื่อนไหวอะไรที่เป็นแรงกระแทกใหญ่ๆ ตามมาอีก คงต้องติดตามกันต่อไป
แหล่งข่าว สำนักข่าว TODAY, สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
ที่มา ; FB TODAY