
"ความทรงจำคือสมุดบันทึกที่เราทุกคนพกพามันไปด้วย" นี่คือคำกล่าวของ ออสการ์ ไวลด์ นักเขียนไอริชชื่อดัง ที่ให้ความหมายของคำว่า ความทรงจำ เอาไว้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราแก่ตัวลง ความทรงจำบางเรื่องของเราอาจสูญหายหรือจำได้แบบผิด ๆ ถูก ๆ นี่ไม่เพียงเป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนใจ แต่ยังเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดด้วยแต่ ศาสตราจารย์ จารัน รังกะนาต ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการหน่วยความจำแบบไดนามิก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หนึ่งในนักประสาทวิทยาคนสำคัญที่ศึกษาเรื่องความทรงจำ กล่าวว่า เราสามารถลดความเสี่ยงจากการสูญหายของความทรงจำได้ในการพูดคุยกับบีบีซีมุนโด (แผนกภาษาสเปน) ผู้เขียนหนังสือ "ทำไมเราจึงจดจำ: วิทยาศาสตร์ใหม่ของความทรงจำ" (Why we remember: the new science of memory) ได้จำแนกให้เราเห็นนิสัยแย่ ๆ 4 อย่างที่เรามักทำกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้บอกว่า เป็นนิสัยที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถของสมองของเราในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ในบทความนี้ เขาได้ให้คำแนะนำเพื่อขจัดความเสี่ยงดังกล่าว
1. พักผ่อนไม่เพียงพอ
เมื่ออายุมากขึ้น เวลานอนของพวกเรามักจะลดลง นอกจากนี้ ปัญหาสุขภาพ การงาน และเศรษฐกิจ ก็อาจกระทบต่อคุณภาพการนอนด้วย พฤติกรรมการนอนเช่นนี้อาจทำให้เกิดอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ
"ตอนนี้เรารู้ว่าสมองมีระบบที่ระบายท็อกซินหรือสารพิษที่สะสมอยู่ในสมองออกไป ซึ่งได้แก่ อะไมลอยด์ (amyloid) ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนของโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการอัลไซเมอร์ระยะเริ่มแรก โดยระบบดังกล่าวจะทำงานในช่วงเวลากลางคืน" ศ.รังกะนาต ระบุ
นักประสาทวิทยาซึ่งศึกษาการทำงานของสมองมา 25 ปี อธิบายว่า การนอนหลับมีหน้าที่ในการฟื้นฟูระบบดังกล่าวของสมองด้วย
"คนที่นอนหลับไม่เพียงพอ การทำงานของสมองส่วนหน้าก็จะลดลง เช่นเดียวกับระดับความอดทนต่อความเครียด ดังนั้น สมองก็จะไม่สามารถโฟกัสได้อย่างเต็มที่" นักประสาทวิทยาคนนี้กล่าว
ในช่วงเวลากลางคืน สมองไม่ได้เพียงกำจัดสารที่เป็นอันตรายและชาร์จแบตเตอรีให้ตัวเองเท่านั้น มันยังช่วยจัดระเบียบความจำของเราด้วย
"เวลานอน หน่วยความจำของสมองจะทำงานอีกครั้ง... การนอนหลับจะช่วยอำนวยให้มีการจัดระเบียบข้อมูลที่เราได้เรียนรู้มา"
คำแนะนำเพื่อให้การนอนหลับเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง ได้แก่ การไม่ใช้โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน รวมถึงการหลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก การดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ก่อนเข้านอน
และสำหรับคนที่มีปัญหาการนอนในตอนกลางคืนด้วยสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การงีบหลับระหว่างวันมีประโยชน์อย่างมาก
"ประโยชน์ที่เกิดกับความจำ ยังเกิดได้จากการงีบหลับตอนกลางวัน"
2. ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (multitasking)
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความยุ่งวุ่นวายในปัจจุบัน ความสามารถในการทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (multitasking) ถูกมองว่าเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตาม ศ.รังกะนาต เตือนว่า การมัลติทาสก์อาจไม่ดีเสียมาก ๆ กับความจำของเรา
เหตุผลก็คือ "สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ช่วยให้เราโฟกัสสิ่งที่จำเป็นต้องทำให้บรรลุเป้าหมาย แต่ความสามารถที่น่าอัศจรรย์นี้จะถูกขัดจังหวะหากเรากระโดดจากเป้าหมายหนึ่งไปอีกเป้าหมายหนึ่ง"
เขาอธิบายว่า ในสมองของเราจะมีการแข่งขันกันระหว่างเซลล์ประสาทแต่ละชุดซึ่งทำหน้าที่คนละอย่างกัน การแข่งขันกันระหว่างเซลล์ประสาทนี้เอง ที่ทำให้เป็นการยากที่สมองจะทำงานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
นักประสาทวิทยาคนนี้กล่าวต่อไปว่า การเช็กอีเมลระหว่างที่กำลังนั่งฟังเลกเชอร์ในชั้นเรียนจะนำไปสู่สถานการณ์เดียวเท่านั้น นั่นก็คือการจดจำอะไรที่คุณกำลังฟังไม่ได้เลยสักอย่าง
"เมื่อมีการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ (เริ่มเช็กอีเมล) เซลล์ประสาทจะถูกเบี่ยงเบนและบันทึกความจำเป็นส่วนย่อย ๆ เพราะคุณกำลังใช้งานสมองหลายฟังก์ชันเพื่อจัดการการเปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมหนึ่งไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่ง และนั่นทำให้ยากต่อการสร้างความทรงจำที่ยืนยาว"
อย่างไรก็ตาม ในทุก ๆ กฎเกณฑ์ย่อมมีข้อยกเว้น นั่นคือในกรณีที่งานเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกัน
"ถ้าคุณกำลังจะทำเค้ก แปลว่าคุณต้องเปิดเตาอบให้ร้อน และจากนั้นก็ไปเตรียมแป้งโดหรือทำอะไรคล้าย ๆ กัน คราวนี้ถ้าคุณเอางานต่าง ๆ เหล่านี้รวมกันเป็นงานใหญ่งานเดียว คุณก็ยังสามารถทำมันได้" เขายกตัวอย่าง
สำหรับคำแนะนำในการเลิกทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้บอกว่าให้พยายามทำงานให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป จึงค่อยเริ่มทำงานอีกชิ้น นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของเราไปจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ด้วย
ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองคนนี้แนะว่า ขณะที่เรากำลังมุ่งทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่ ควรปิดเสียงโทรศัพท์ ปิดเสียงแจ้งเตือนข้อความและอีเมล และควรหยุดพักชั่วคราวระหว่างวันและยืดเส้นยืดสายด้วย
ประเด็นเรื่องการใช้เวลาไปกับการไถโทรศัพท์มือถือได้นำมาสู่อีกคำถามหนึ่ง นั่นคือ พฤติกรรมลักษณะนี้จะสร้างผลกระทบอะไรกับเด็กยุคใหม่ในปัจจุบันหรือเปล่า
"เป็นไปได้ว่าจะมีผลกระทบในเชิงบวกอยู่บ้าง และผลกระทบในเชิงลบอื่น ๆ ด้วย แต่สิ่งสำคัญคือ พวกเขากำลังสร้างนิสัยและมีกิจวัตรที่ไม่ส่งผลดีต่อความจำ"
งานศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2023 พบว่า วัยรุ่นและเด็กอเมริกันใช้เวลา 5-8 ชั่วโมงต่อวันในการไถโทรศัพท์
3. ทำแต่สิ่งซ้ำ ๆ ซาก ๆ
นี่อาจเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับที่คุณจินตนาการเอาไว้ แต่สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกโปรแกรมมาให้จดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่จะเลือกจำเพียงบางสิ่งเท่านั้น
"ประสบการณ์ส่วนใหญ่ที่เรามีหรือข้อมูลที่เราได้รับมาจะถูกลืมไปในที่สุด" ศ.รังกะนาต กล่าว
ประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกับความกลัว ความโกรธ ความปรารถนา ความสุข ความประหลาดใจ หรืออารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ ที่ปลดปล่อยสารเคมีในสมองออกมา ไม่ว่าจะเป็น อะดรีนาลีน, เซโรโทนิน, โดปามีน หรือ คอร์ติซอล มีเพียงความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้เท่านั้นที่จะถูกฝังอยู่ในเซลล์ประสาทในสมองของเรา สารเคมีเหล่านี้มีส่วนช่วยให้สมองสร้างเซลล์ประสาทใหม่ได้ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความจำ
"การสร้างและเปลี่ยนแปลงเซลล์ประสาทใหม่ ๆ ในสมองช่วยให้เราจดจำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีการทำซ้ำ ๆ เราก็ยิ่งจะจำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น" ศ.จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าว และบอกด้วยว่า ความสามารถในการจำจะยิ่งลดลงเมื่ออายุมากขึ้น
ดังนั้นแล้ว กิจวัตรอย่างเช่นการจดจำรหัสพาสเวิร์ดที่เราเพิ่งเปลี่ยนจะยิ่งยากขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไป
"เมื่อใดที่คุณเปลี่ยนรหัส คุณจะมีเซลล์ประสาทชุดหนึ่งที่มีรหัสเก่าเก็บไว้ และมันจะต่อสู่กับเซลล์ประสาทอีกอันที่ทำหน้าที่จดจำรหัสใหม่"
ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า การเลิกทำสิ่งที่ซ้ำซากและเรื่องรูทีนซ้ำ ๆ เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการพยายามรักษาการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ ๆ ของสมองเอาไว้
4. มั่นใจเกินเหตุ
"ผู้คนมักจะคิดว่าความจำของตัวเองดีเยี่ยม จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงหนึ่งของชีวิต พวกเขาจึงตระหนักว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น" ศ.รังกะนาต กล่าว
เรื่องนี้ไม่ได้น่าแปลกใจเท่าใดนัก เพราะผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สมองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เราประสบมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก
"มีการประเมินว่า คนอเมริกันจะได้รับข้อมูลเฉลี่ยวันละ 34 กิกะไบต์ (หรือราว ๆ 11.8 ชั่วโมงต่อวัน)" ผู้เชี่ยวชาญคนนี้กล่าว
"จุดประสงค์ของความทรงจำไม่ใช่เพื่อการจดจำเรื่องอดีต ถึงแม้ว่ามันจะทำได้ก็ตาม แต่เป็นการหยิบฉวยข้อมูลสำคัญในอดีตที่จำเป็นต่อการเข้าใจปัจจุบันและเตรียมการสำหรับอนาคต" ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้กล่าว และอธิบายด้วยว่า เราไม่ควรพึ่งพาความทรงจำเพียงอย่างเดียวในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
"การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เราพยายามปลุกความทรงจำขึ้นมา เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่เรากำลังมองหา"
"ยกตัวอย่างเช่น หลังจากเราได้รับการแนะนำให้รู้จักใครบางคน ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นให้ลองพูดชื่อคนเหล่านั้นออกมา และระหว่างที่บทสนทนากำลังดำเนินไป ก็ให้เรียกชื่อคนนั้น ๆ อีกครั้ง ยิ่งระยะเวลาที่เราเรียกชื่อเขาหรือเธอคนนั้นห่างจากกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เราจำได้มากขึ้นเท่านั้น" เขาอธิบาย
คำแนะนำอื่น ๆ
ในการฝืนไม่ให้มีนิสัยหรือพฤติกรรม 4 ข้อเหล่านี้ ศ.รังกะนาต กล่าวว่า ยังมีอีกหลายวิธีที่จะปกป้องความทรงจำของเราได้
แล้วสิ่งเหล่านี้คืออะไรบ้าง
"ในระยะสั้น อาจพยายามนอนให้ดีขึ้น เรียนรู้ที่จะจัดการความเครียด (หรือพยายามลดสาเหตุของความเครียด) และฝึกสมาธิ ซึ่งจะช่วยทำให้เราไม่ว่อกแว่ก"
ส่วนในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญคนนี้มีคำแนะนำว่า
"อาหารมีส่วนอย่างมาก อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (อาหารที่เน้นการกินธัญพืช ผัก ผลไม้ ปลา) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าส่งผลดีต่อสุขภาพจิต" เขาระบุ
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ด้านสมองคนนี้ยังแนะนำด้วยว่า "การออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็นวิธีการที่ดี เพราะช่วยเพิ่มการหลั่งของสารต่าง ๆ ในสมองที่ช่วยเพิ่มการสร้างเซลล์สมองและช่วยปรับปรุงระบบหลอดเลือดของสมอง"
"สุขภาพฟันที่ดีและการได้ยินก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพราะมีงานศึกษาหลายชิ้นพบว่า คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับความสะอาดของฟัน หรือคนที่ไม่ดูแลหู มีแนวโน้มที่จะทุกข์ทรมานกับปัญหาความจำ และสุดท้าย ความสัมพันธ์เชิงสังคมและการเปิดตัวเองออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ของสมองด้วย" ผู้เชี่ยวชาญสรุป
สุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญคนนี้บอกว่า งานศึกษาหลาย ๆ ชิ้นบ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า วิธีการที่ดีเหล่านี้ทำให้บางคนสามารถรักษาความทรงจำของตัวเองได้แม้มีอายุมาก และลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมได้ถึง 1 ใน 3
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เรามีความหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผลวิจัยจากสมาคมอัลไซเมอร์ของแคนาดา พบว่า คนราว 40% อาจเริ่มเผชิญกับปัญหาความทรงจำเมื่ออายุ 65 ปี
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ไม่มีสมาธิ เช็กภาวะสมองล้า เหมือนจำได้…แต่ลืม!
สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ไม่มีสมาธิ ขี้ลืม เหนื่อยง่าย!!
ร่างกายของคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่?
ถ้ามีแปลว่า คุณกำลังเผชิญกับภาวะสมองล้าอยู่ นพ.นรินทร สุรสินธน แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) กล่าวว่า สมองล้าเป็นภาวะที่สมองทำงานหนักมากเกินไปเป็นเวลานาน จนส่งผลต่อสมองในส่วนของสารเคมีทำหน้าที่ควบคุมระบบไฟฟ้าระหว่างเซลล์ประสาททำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเราปล่อยไว้นานจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราได้อย่างมากมาย
สาเหตุของสมองล้า ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ได้แก่
-มีสภาวะความเครียดมากเกินไปส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดเสี่ยงภาวะสมองล้า
-พักผ่อนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และขาดการออกกำลังกาย
-รับคลื่นแม่เหล็กจากการเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือใช้งานคอมพิวเตอร์มากเกินไป
-เกิดจากการทำงานของฮอร์โมนที่ไม่สมดุล เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ เป็นต้น
-โรคเรื้อรังบางชนิดจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะสมองล้าได้เช่นกัน
-เกิดจากสารพิษในร่างกาย เช่น สารโลหะหนัก การปนเปื้อนในอาหาร หรือมลพิษ เป็นต้น
-การขาดสารอาหารบางประเภท เช่น วิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโน หรือสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งหาได้จากผักผลไม้เป็นหลัก
อาการของภาวะสมองล้า
-อาการทางสมองจากภาวะสมองล้า ได้แก่ มีปัญหาด้านความจำ ไม่ค่อยมีสมาธิ คิดได้ช้า ส่งผลให้ทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ลำบากมากยิ่งขึ้น
-อาการทางร่างกายและอารมณ์จากภาวะสมองล้า ได้แก่ อาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะแบบเรื้อรัง หงุดหงิดง่าย และสายตาอ่อนเพลีย อย่าปล่อยไว้นานไม่ดี!
นพ.นรินทรแนะนำวิธีทำให้ภาวะสมองล้ากลับมาแข็งแรง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลให้สุขภาพสมองแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เริ่มจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับเป็นเวลา ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย บริหารจัดการความเครียดของตนเอง และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง
แต่หากภาวะสมองล้ามาจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะฮอร์โมนขาดความสมดุล จุลินทรีย์ในลำไส้ขาดความสมดุล หรือมีสารพิษตกค้างในร่างกาย อาจจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดก่อน เพื่อการฟื้นฟูภาวะสมองล้าอย่างตรงจุด
ภาวะสมองล้าเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยเฉพาะวัยทำงานและวัยเรียน ถึงแม้อาการจะสามารถหายได้ในเวลาต่อมา แต่หากไม่ใส่ใจอาจมีโรคอื่นๆ ตามมาในภายหลัง การผ่อนคลายตนเองไม่ให้สมองทำงานหนักจึงเป็นสิ่งที่เราควรคำนึงถึงอยู่ตลอด และดูแลตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ พร้อมทั้งปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม
เพราะกุญแจหลักของร่างกายเราคือ สมอง ที่ใช้งานอยู่ตลอดเวลา
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
เมื่อสมองพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป จนลืมคิด ลืมจำ (Digital Amnesia)
ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปไกล เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่คุณเคยสังเกตไหมว่า ยิ่งเราพึ่งพาอุปกรณ์ดิจิทัลมากเท่าไหร่ ความสามารถในการจดจำของเราก็ยิ่งแย่ลงเท่านั้น? ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Digital Amnesia” หรือ “ภาวะสมองเสื่อมดิจิทัล” นั่นเอง
Digital Amnesia คืออะไร?
“Digital Amnesia” หรือ “Google Effect” เป็นปรากฏการณ์ที่สมองของเราเริ่มพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในการจดจำข้อมูลมากเกินไป จนทำให้ความสามารถในการจำของตัวเองลดลง เราจำอะไรได้น้อยลง และมักจะนึกถึงการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับแรก แทนที่จะพยายามนึกถึงข้อมูลนั้นด้วยตัวเอง
ปรากฏการณ์นี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2011 โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา นำโดย Betsy Sparrow ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสาร Science
ทำไมเราถึงเป็น Digital Amnesia?
สาเหตุหลักของ Digital Amnesia มาจากการที่เราพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปในชีวิตประจำวัน เช่น
· การใช้ GPS แทนการจำเส้นทาง
· การเก็บเบอร์โทรศัพท์ไว้ในมือถือแทนการท่องจำ
· การใช้แอปจดบันทึกแทนการจดลงกระดาษ
· การค้นหาข้อมูลทาง Google แทนการพยายามนึกเอง
สมองของเรามีกลไกการทำงานที่น่าทึ่ง มันจะเลือกจดจำสิ่งที่จำเป็นและทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น เมื่อเรารู้ว่าสามารถหาข้อมูลได้ง่าย ๆ จากอินเทอร์เน็ต สมองจึงเลือกที่จะไม่เก็บข้อมูลนั้นไว้ เพื่อประหยัดพลังงานและพื้นที่สำหรับข้อมูลอื่น ๆ
อาการของ Digital Amnesia
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเป็น Digital Amnesia? ลองสังเกตอาการเหล่านี้ดู
· จำเบอร์โทรศัพท์คนใกล้ตัวไม่ได้
· ลืมวันเกิดเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว
· ไม่สามารถนึกถึงเส้นทางที่ใช้เป็นประจำได้ หากไม่มี GPS
· ต้องเช็กปฏิทินบ่อย ๆ เพื่อดูตารางนัดหมาย
· ลืมรหัสผ่านบ่อย ๆ ต้องใช้แอปจัดการรหัสผ่าน
· ไม่สามารถจำข้อมูลสำคัญได้ หากไม่ได้จดลงในโทรศัพท์
· รู้สึกสับสนหรือกังวลเมื่อลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน
ผลกระทบของ Digital Amnesia
แม้ว่า Digital Amnesia จะยังไม่ถูกจัดเป็นโรคทางการแพทย์ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก เช่น
· ความจำระยะสั้นแย่ลง ทำให้การเรียนรู้และการทำงานมีประสิทธิภาพลดลง
· ขาดทักษะการแก้ปัญหา เพราะพึ่งพาการค้นหาคำตอบจากอินเทอร์เน็ตมากเกินไป
· ความคิดสร้างสรรค์ลดลง เนื่องจากไม่ได้ฝึกฝนการคิดด้วยตัวเอง
· เสียเวลาในการค้นหาข้อมูลที่ควรจะจำได้
· เสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลสำคัญ หากอุปกรณ์ดิจิทัลเสียหาย
· ความสัมพันธ์กับผู้อื่นอาจแย่ลง เพราะลืมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคนรอบข้าง
· อาจเกิดความเครียดและวิตกกังวลเมื่อไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้
วิธีรับมือกับ Digital Amnesia
แม้ว่าการแก้ไข Digital Amnesia จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดู
· ฝึกสมอง: เล่นเกมฝึกความจำ เช่น ซูโดกุ ครอสเวิร์ด หรือจิ๊กซอว์
· จดบันทึกด้วยมือ: การเขียนด้วยมือช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดีกว่าการพิมพ์
· ท่องจำข้อมูลสำคัญ: พยายามจำเบอร์โทรศัพท์ วันเกิดคนใกล้ชิด หรือข้อมูลสำคัญอื่น ๆ
· ฝึกนึกเส้นทาง: ลองเดินทางโดยไม่ใช้ GPS บ้าง เพื่อฝึกทักษะการจำเส้นทาง
· อ่านหนังสือ: การอ่านหนังสือช่วยฝึกสมาธิและความจำได้ดี
· เล่าเรื่องที่ได้เรียนรู้: การเล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟังช่วยให้จดจำข้อมูลได้ดีขึ้น
· นอนให้เพียงพอ: การนอนหลับช่วยให้สมองจัดระเบียบข้อมูลและความทรงจำ
· ออกกำลังกาย: การออกกำลังกายช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง
· Digital Detox: ลองงดใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นระยะ เพื่อฝึกการพึ่งพาตัวเอง
· ฝึกสติ: การทำสมาธิหรือฝึกมายด์ฟูลเนสช่วยเพิ่มสมาธิและความจำ
Digital Amnesia เป็นผลพวงของการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว แม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน แต่การพึ่งพามากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อความสามารถทางสมองของเราได้
การตระหนักรู้ถึงปัญหาและหาวิธีแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างสมดุล โดยไม่สูญเสียความสามารถในการคิดและจดจำของตัวเอง
ลองสำรวจตัวเองดูว่า คุณกำลังเผชิญกับ Digital Amnesia หรือไม่ ? และถ้าใช่ ก็อย่าลืมลองวิธีแก้ไขที่เราแนะนำไป แล้วคุณจะพบว่า การฝึกฝนสมองของเราเองนั้น นอกจากจะช่วยพัฒนาความจำแล้ว ยังทำให้ชีวิตของเรามีสีสันและน่าตื่นเต้นมากขึ้นด้วย
ที่มา ; msn