
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ประชากรทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในอีก 44 ปี ข้างหน้า อยู่ที่ราว 9.7 พันล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงมาราว 900 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2643 หรือราว 80 ปีข้างหน้า ทำให้ทั่วโลกเหลือประชากรเพียงประมาณ 8.8 พันล้านคน โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป และเอเชียตะวันออกที่ประชากรจะลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ผลพวงมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ผลการวิจัยชี้ว่า การศึกษาที่สูงขึ้น และโอกาสทางสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้นของเพศหญิง จะทำให้ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้าน แทนที่จะรับหน้าที่เพียงแค่แม่บ้านที่คอยดูแลลูกๆ เท่านั้น นอกจากนี้ การเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในหลายประเทศ รวมทั้งผลสำเร็จของการคุมกำเนิดก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราการเกิดโดยไม่ตั้งใจลดลงมากเช่นกัน
ในปัจจุบัน อัตราการเกิดของหลายประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว โดยเฉพาะในแถบยุโรป ทั้งรัสเซีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา บราซิล จีน และออสเตรเลีย และในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ประชากรผู้สูงอายุในประเทศเหล่านี้จะเริ่มทยอยล้มตาย แต่กลับไม่มีประชากรเกิดใหม่เพิ่มขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้จำนวนประชากรแต่ละประเทศลดลงอย่างน่าใจหาย
โดยงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า มี 23 ประเทศทั่วโลกที่จะต้องเผชิญกับตัวเลขประชากรที่ลดลงราวร้อยละ 50 หรือมากกว่านั้นอย่างเช่น ญี่ปุ่น สเปน โปรตุเกส เกาหลีใต้ และประเทศไทย เป็นต้น
โดยประเทศญี่ปุ่น ประชากรจะลดลง 53 เปอร์เซ็นต์จาก 128 ล้านคนเมื่อปี 2560 เหลือเพียง 60 ล้านคนในปี 2643 สเปนประชากรจะลดลงจาก 46 ล้านคนเหลือ 23 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 50 ขณะที่ไทยจะมีประชากรลดลงจาก 71 ล้านคน มาอยู่ที่ 35 ล้านคน ลดลงมาร้อยละ 51 นอกจากนี้ยังมีอีก 34 ประเทศ ที่จำนวนประชากรจะลดลงเฉลี่ยร้อยละ 25-50 ซึ่งรวมถึงจีน ที่ประชากรจะลดลงจาก 1.4 พันล้านคน มาอยู่ที่ 732 ล้านคน
คาดการณ์อนาคต
ทีมวิจัยมีการคาดการณ์ว่า ไนจีเรียจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ใหญ่ที่สุด และมั่งคั่งที่สุดในโลกในช่วงปลายศตวรรษนี้ ขณะที่สหรัฐฯจะยังคงเป็นมหาอำนาจของโลกต่อไป แต่จะถูกแซงหน้าด้วยจีนอยู่ราว 30 ปี ก่อนที่จีนจะลดอิทธิพลลงไป
ขณะที่อินเดียจะกลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกในปี 2643 ด้วยจำนวนประชากร 1.09 พันล้านคน ตามมาด้วยไนจีเรีย 791 ล้านคน จีน 732 ล้านคน สหรัฐฯ 336 ล้านคน ปากีสถาน 248 ล้านคน และคองโก 246 ล้านคน
ปัญหาที่ตามมาและแนวทางแก้ไข
ทีมวิจัยชี้ว่า เมื่ออัตราการเกิดต่ำ ย่อมจะทำให้ประชากรวัยทำงานลดน้อยลงจนไม่เพียงพอ ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจีดีพีลดลง ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจโลก หลายประเทศจึงอาจจะต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยการเปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในประเทศ แต่วิธีการนี้จะไม่สามารถทำได้ ในสถานการณ์ที่ทุกประเทศต่างก็มีประชากรลดลง ดังนั้นทุกประเทศจึงควรเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งการรองรับกับสังคมผู้สูงอายุ และการให้ความสำคัญกับอัตราการเกิด เพื่อสร้างสมดุลให้แก่จำนวนประชากรในแต่ละช่วงวัยให้มีความเหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ถูกรวบรวมข้อมูลโดยนักวิทยาศาสตร์ 24 คน นำโดย ดร.คริสโตเฟอร์ เมอร์เรย์ และศาสตราจารย์ สไตน์ วอลเส็ท จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในซีแอตเทิล และมีการตีพิมพ์เนื้อหาทั้งหมดในวารสารแลนเซ็ท วารสารการแพทย์ของอังกฤษด้วย
สรุปข่าว
คาดอีก 80 ปี ประชากรโลกลดฮวบ-คนไทยหายกว่าครึ่ง ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ในนิตยสารแลนเซท Lancet พบว่า ภายในปี 2100 หรืออีก 80 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเหลือ 8,800 ล้านคน น้อยกว่าตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดของสหประชาชาติถึง 2 พันล้านคน ซึ่งเป็นผลจากอัตราการเจริญพันธุที่ลดลง และจำนวนคนสูงวัยที่มากขึ้น
ขณะเดียวกัน มีมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ อิตาลี, ญี่ปุ่น, โปแลนด์, โปรตุเกส, เกาหลีใต้, สเปน และประเทศไทย ที่จะมีประชากรลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน ส่วนประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกเวลานี้คือ 1,400 ล้านคน จำนวนประชากรจะลดเหลือเพียง 730 ล้านคน
ขณะเดียวกัน ประเทศในแถบซาฮาร่า ทวีปแอฟริกา จะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้านคน มากกว่าปัจจุบันถึง 3 เท่า
จากข้อมูลดังกล่าว นักวิเคราะห์มองว่า จะเป็นผลดีกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปริมาณควันพิษลดลง และยังช่วยลดปัญหาความมั่นคงทางอาหารด้วย
นอกจากนี้ นี่ยังอาจเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญในแถบแอฟริกาอีกด้วย
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์16 ก.ค. 2563
ข่าวเกี่ยวกัน
ประชากรโลกเพิ่มแตะ 11,000 ล้านคน ในสิ้นศตวรรษนี้
รายงานสหประชาชาติคาดประชากรโลกแตะ 11,000 ล้านคน ภายในปี คศ. 2100 ส่วนปี 2050 อายุเฉลี่ยจะเพิ่มเป็น 77.1 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรายงาน World Population Prospects ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจและกิจการสังคมของสหประชาชาติระบุว่า ประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 7,700 ล้านคนในปัจจุบันเป็น 9,700 ล้านคนภายในปี 2050 โดยเฉพาะภูมิภาคซับซาฮาราในแอฟริกาซึ่งคาดว่าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว นอกจากนี้ยังคาดการณ์ด้วยว่า ประชากรโลกจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 11,000 ล้านคนภายในปี 2100
ผลการศึกษายังระบุด้วยว่า ในอนาคตจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่จำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้นตามอายุคาดเฉลี่ย (life expectancy) ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราการเพิ่มของประชากรทั่วโลกจะชะลอตัวลง เนื่องจากอัตราการเจริญพันธุ์ (fertility rate) ที่ลดลง
ยูเอ็นคาดว่าในราวๆ ปี 2050 ประชากรส่วนใหญ่ของโลกจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม 9 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย, ไนจีเรีย, ปากีสถาน, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, เอธิโอเปีย, แทนซาเนีย, อินโดนีเซีย, อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา ขณะที่จีนซึ่งมีประชากรหนาแน่นที่สุดในเวลานี้จะเผชิญการหดตัวของประชากร 2.2% หรือประมาณ 31.4 ล้านคน ระหว่างช่วงปี 2019-2050
กลุ่มประเทศที่มีอัตราการตายสูงกว่าการเกิด ได้แก่ เบลารุส, เอสโตเนีย, เยอรมนี, ฮังการี, อิตาลี, ญี่ปุ่น, รัสเซีย, เซอร์เบีย และยูเครน แต่ก็มีการไหลเข้าของผู้อพยพมาชดเชย
ยูเอ็นระบุด้วยว่า ค่าเฉลี่ยการให้กำเนิดบุตร 3.2 คนต่อผู้หญิง 1 คนในปี 1990 ลดลงมาอยู่ที่ 2.5 คนต่อผู้หญิง 1 คนในปี 2019 และมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ 2.2 คนต่อผู้หญิง 1 คนในปี 2050 ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับเกณฑ์ขั้นต่ำ 2.1 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสมดุลประชากร และหลีกเลี่ยงการลดลงของพลเมืองโลกในระยะยาว
อายุคาดเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 72.6 ปีในปัจจุบันเป็น 77.1 ปีในปี 2050 ซึ่งถือว่ายืนยาวขึ้นมากเมื่อเทียบกับสถิติ 64.2 ปี ในปี 1990
ที่มา ; pptvhd36
งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่ตีพิมพ์ใน วารสาร Lancet ชี้ว่า ประชากรโลกจะเพิ่มสูงสุดราว 9.7 พันล้านคนในอีกประมาณ 40–50 ปี ก่อนลดลงเหลือราว 8.8 พันล้านคนภายในปี พ.ศ. 2643 สาเหตุหลักคืออัตราการเกิดที่ลดลงจากการศึกษาของผู้หญิงที่สูงขึ้น การเข้าถึงการคุมกำเนิด และโอกาสทางสังคมที่กว้างขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและเอเชียตะวันออก เผชิญภาวะประชากรลดลงอย่างรุนแรง เช่น ญี่ปุ่น ไทย และสเปน ที่อาจลดลงมากกว่าร้อยละ 50
โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้แรงงานลดลง กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจและ GDP พร้อมทั้งอาจเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจโลก โดยประเทศในแอฟริกา เช่น ไนจีเรีย มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะที่อินเดียจะเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาโดยการรับผู้อพยพอาจทำได้จำกัด เนื่องจากหลายประเทศเผชิญปัญหาคล้ายกัน
ในอีกด้านหนึ่ง รายงานของ สหประชาชาติ คาดว่าประชากรโลกอาจเพิ่มถึง 11,000 ล้านคน สะท้อนความไม่แน่นอนของการคาดการณ์ แต่แนวโน้มร่วมคืออัตราการเจริญพันธุ์ลดลงและอายุเฉลี่ยสูงขึ้น ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ ควรเตรียมรับมือทั้งด้านสังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มสมดุลประชากร และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ข้อ 1 ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้อัตราการเกิดลดลงคือข้อใด
ก. ภัยธรรมชาติ
ข. การศึกษาของผู้หญิงสูงขึ้น
ค. เทคโนโลยีอุตสาหกรรม
ง. การย้ายถิ่นฐาน
เฉลย: ข เพราะการศึกษาทำให้ผู้หญิงมีบทบาททางเศรษฐกิจและชะลอการมีบุตร
ข้อ 2 ผลกระทบหลักของอัตราการเกิดต่ำคืออะไร
ก. ทรัพยากรเพิ่มขึ้น
ข. แรงงานเพิ่มขึ้น
ค. แรงงานลดลง
ง. รายได้เพิ่มทันที
เฉลย: ค เพราะจำนวนวัยทำงานลดลงกระทบเศรษฐกิจ
ข้อ 3 ประเทศใดมีแนวโน้มประชากรลดลงมากกว่า 50%
ก. อินเดีย
ข. ไนจีเรีย
ค. ญี่ปุ่น
ง. เอธิโอเปีย
เฉลย: ค จากข้อมูลวิจัยระบุชัดเจน
ข้อ 4 แนวโน้มประชากรโลกตามงานวิจัยคือข้อใด
ก. เพิ่มขึ้นตลอด
ข. ลดลงทันที
ค. เพิ่มก่อนแล้วลด
ง. คงที่
เฉลย: ค มีจุดสูงสุดก่อนลดลง
ข้อ 5 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากประชากรลดลงคือ
ก. GDP เพิ่มขึ้น
ข. GDP ลดลง
ค. เงินเฟ้อลดทันที
ง. การส่งออกเพิ่ม
เฉลย: ข เพราะแรงงานและการผลิตลดลง
ข้อ 6 วิธีแก้ปัญหาที่กล่าวถึงแต่มีข้อจำกัดคือ
ก. เพิ่มภาษี
ข. รับผู้อพยพ
ค. ลดการศึกษา
ง. เพิ่มการผลิต
เฉลย: ข เพราะทุกประเทศก็มีประชากรลดลง
ข้อ 7 ประเทศใดมีแนวโน้มเติบโตด้านประชากรสูง
ก. ญี่ปุ่น
ข. สเปน
ค. ไนจีเรีย
ง. โปรตุเกส
เฉลย: ค แอฟริกามีอัตราเพิ่มสูง
ข้อ 8 ความแตกต่างของข้อมูลระหว่างงานวิจัยกับยูเอ็นสะท้อนอะไร
ก. ข้อมูลผิด
ข. ความไม่แน่นอนของอนาคต
ค. การเมือง
ง. เทคโนโลยี
เฉลย: ข การคาดการณ์ระยะยาวมีความคลาดเคลื่อน
ข้อ 9 ผลดีที่อาจเกิดจากประชากรลดลงคือ
ก. แรงงานเพิ่ม
ข. มลพิษลดลง
ค. ภาษีเพิ่ม
ง. การบริโภคเพิ่ม
เฉลย: ข ลดแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม
ข้อ 10 แนวทางเชิงนโยบายที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. ลดคุณภาพชีวิต
ข. เน้นสมดุลโครงสร้างประชากร
ค. หยุดพัฒนา
ง. ลดการแพทย์
เฉลย: ข ต้องจัดสมดุลวัยแรงงานและผู้สูงอายุเพื่อความยั่งยืน