สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M137_ถก OECD หนุนปฏิรูปหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า จากการเดินทางมาร่วมประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 41 ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส Mr. Andreas Schleicher ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development : OECD ) ได้เข้าพบตนเพื่อหารือถึงความร่วมมือระหว่างองค์การ OECD กับประเทศไทย โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัคราชทูต ณ กรุงปารีส นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ กรรมการในคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก และนายปราโมทย์ ด้วงอิ่ม รองผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก ร่วมหารือด้วย

ในโอกาสนี้ดิฉันได้ของคุณ Mr. Andreas Schleicher ที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนไทยด้วยดีมาโดยตลอด สำหรับการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของกระทรวงศึกษาธิการไทย เป็นการดำเนินการที่มุ่งหวังในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นหลัก และการปรับหลักสูตรครั้งนี้ ได้ดำเนินการทั้งระบบ รวมทั้งการวัดผลประเมินผลด้วยเช่นกัน โดยได้ดำเนินการในโรงเรียนนำร่องกว่า 300 โรง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในด้านหลักสูตรทางการศึกษาที่ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ต่อไป” รมว.ศธ.กล่าวและว่า ทั้งนี้ประเทศไทยยินดีที่จะพัฒนาความร่วมมือกับ OECD โดย Mr. Andreas Schleicher ยินดีที่จะทำงานร่วมกับประเทศไทย และจะหาภาคีเครือข่าย ตลอดจนยินดีนำประเด็นหารือครั้งนี้ ไปหารือยูนิเซฟและพัฒนาโครงการนำเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาต่อไป”น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน Mr. Andreas Schleicher กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทย เป็นรองประธานในคณะกรรมการบริหารโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programmed for International Student Assessment : PISA) และมีความร่วมมือเป็นอย่างดีกับ OECD มาโดยตลอด ทั้งนี้ OECD ขอแสดงความชื่นชมประเทศไทยที่กำลังดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่ง OECD ยินดีที่จะสนับสนุนประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาผลทดสอบ PISA ของนักเรียนไทย นอกจากนี้ในปี 2565 หากประเทศไทยจะพิจารณารับเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ PISA อาจจะเป็นโอกาสดี ที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนไทยมีระดับคะแนน PISA ที่ดีขึ้น 

มติชนออนไลน์ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564

สรุปสาระสำคัญ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทยได้เข้าร่วมการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 41 ณ กรุงปารีส และได้หารือกับผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะของ OECD เกี่ยวกับความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยกับ OECD โดยเฉพาะการสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของกระทรวงศึกษาธิการไทย ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการจัดการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผล

การปรับหลักสูตรดังกล่าวมีการดำเนินการในโรงเรียนนำร่องกว่า 300 โรงเรียน ถือเป็นจุดเริ่มต้นเชิงรูปธรรมของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความถนัดและความสนใจของผู้เรียนรายบุคคล และนำไปสู่การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

OECD แสดงความชื่นชมประเทศไทยที่ปฏิรูปหลักสูตรสู่ฐานสมรรถนะ และพร้อมให้การสนับสนุน โดยเฉพาะด้านการวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยพัฒนาผลการประเมิน PISA ของนักเรียนไทย ทั้งนี้ประเทศไทยยังมีบทบาทสำคัญในเวทีนานาชาติในฐานะรองประธานคณะกรรมการบริหารโครงการ PISA และมีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในอนาคต อันจะเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านการศึกษา

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาระสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยกับ OECD ในบทความนี้คือข้อใด

ก. การพัฒนาหลักสูตรใหม่แทนหลักสูตรแกนกลาง
ข. การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านหลักสูตรฐานสมรรถนะและการวัดผล
ค. การเพิ่มจำนวนโรงเรียนเอกชนในระบบ
ง. การเปลี่ยนระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

 

ข้อ 2

การดำเนินการ “ทั้งระบบ” ในการปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ หมายถึงข้อใดมากที่สุด

ก. เปลี่ยนเฉพาะเนื้อหารายวิชา
ข. เปลี่ยนเฉพาะวิธีสอนของครู
ค. ปรับทั้งหลักสูตร การเรียนรู้ และการประเมินผล
ง. ปรับเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่

 

ข้อ 3

บทบาทของโรงเรียนนำร่องกว่า 300 โรงเรียน สะท้อนแนวคิดใดมากที่สุด

ก. การทดลองเชิงนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป
ข. การแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ค. การกระจายอำนาจด้านงบประมาณ
ง. การลดบทบาทครูผู้สอน

 

ข้อ 4

เหตุผลสำคัญที่ OECD ให้ความสำคัญกับการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนไทยคือข้อใด

ก. เพื่อจัดอันดับโรงเรียน
ข. เพื่อเชื่อมโยงกับการประเมิน PISA
ค. เพื่อควบคุมหลักสูตรของประเทศสมาชิก
ง. เพื่อใช้แทนการสอบระดับชาติ

 

ข้อ 5

ในมุมมองผู้บริหารสถานศึกษา การนำสาระจากบทความไปใช้ควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

ก. การเร่งสอนเพื่อเพิ่มคะแนนสอบ
ข. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนและสมรรถนะควบคู่การประเมิน
ค. การเพิ่มชั่วโมงเรียนวิชาหลัก
ง. การใช้ข้อสอบมาตรฐานเป็นหลัก
 

 

ข้อ 6

สาระเชิงนโยบายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความร่วมมือระหว่าง ศธ.ไทย กับ OECD มากที่สุดคือข้อใด

ก. การยกระดับภาพลักษณ์การศึกษาไทยในเวทีโลก
ข. การใช้ PISA เป็นเครื่องมือควบคุมคุณภาพโรงเรียน
ค. การเชื่อมโยงการปฏิรูปการเรียนรู้กับมาตรฐานสากลอย่างเป็นระบบ
ง. การเพิ่มแรงกดดันต่อครูและผู้บริหารสถานศึกษา

 

ข้อ 7

หากมองจากมุมผู้บริหารระดับสูง การนำร่องหลักสูตรฐานสมรรถนะกว่า 300 โรงเรียน สะท้อนแนวคิดการบริหารการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใด

ก. การสั่งการจากส่วนกลางแบบเบ็ดเสร็จ
ข. การทดลองเชิงระบบก่อนขยายผล (Pilot-driven reform)
ค. การแข่งขันระหว่างหน่วยงานทางการศึกษา
ง. การลดบทบาทส่วนกลางและเพิ่มอำนาจโรงเรียน

 

ข้อ 8

เหตุใด OECD จึงให้ความสำคัญกับ “การวัดผลสัมฤทธิ์” ควบคู่กับหลักสูตรฐานสมรรถนะ

ก. เพื่อเปรียบเทียบประเทศสมาชิก
ข. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือจัดสรรงบประมาณ
ค. เพื่อให้การเรียนรู้เชิงสมรรถนะสามารถสะท้อนผลลัพธ์เชิงประจักษ์
ง. เพื่อทดแทนการประเมินภายในของโรงเรียน

 

ข้อ 9

ข้อใดเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” หากสถานศึกษานำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้โดยไม่เข้าใจสาระจากบทความนี้อย่างแท้จริง

ก. ครูทำงานหนักขึ้น
ข. หลักสูตรขาดความเป็นเอกภาพ
ค. Active Learning กลายเป็นเพียงกิจกรรมเชิงรูปแบบ
ง. นักเรียนมีภาระงานมากเกินไป

 

ข้อ 10

หากท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนในโครงการนำร่อง การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับบทความมากที่สุดคือข้อใด

ก. เร่งเพิ่มคะแนนสอบ O-NET
ข. ลงทุนพัฒนาครูด้าน Active Learning และการประเมินสมรรถนะ
ค. เพิ่มชั่วโมงเรียนวิชาหลัก
ง. ใช้แบบเรียนจากต่างประเทศโดยตรง
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม