สมาชิกเข้าสู่ระบบ

มติชนมิตรครู 18 ปี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

7 กรกฎาคม 2546 เป็นวันที่ พ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มีผลบังคับใช้ กฎหมายฉบับนี้ ทำให้เกิดหน่วยงานบริหารการศึกษาที่เรียกว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา” หรือ สพท. ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารที่เชื่อมต่อระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับสถานศึกษาในสังกัดกว่า 3 หมื่นแห่งที่กระจายอยู่ทุกที่ทุกแห่งทั่วประเทศ

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2545) ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารจัดการศึกษา คือที่มาของ สพท.โดยมาตรา 37 กำหนดว่า การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษา…”

มาตรา 38 กำหนดให้เขตพื้นที่การศึกษา มีคณะกรรมการ และ สพท.และให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นกรรมการ และเลขานุการของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

และมาตรา 39 กำหนด “ให้กระทรวงกระจายอํานาจการบริหารและการจัดการศึกษา ไปยังคณะกรรมการ และ สพท.และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง…

จากวันที่ 19 สิงหาคม 2542 ที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมีผลบังคับใช้ เป็นกรอบให้คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาออกแบบระบบการศึกษาใหม่ ด้วยการเสนอ และผลักดัน จนเกิดกฎหมายลูก เช่น พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ฯลฯ

กฎหมายลูกที่ “สั่นสะเทือน” มากที่สุดก็คือ พ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการในทุกระดับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างการบริหารงานในระดับภูมิภาค ซึ่ง พ.ร.บ.บริหารราชการระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 หมวด 2 กล่าวถึงการจัดระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา ดังนี้

มาตรา 33 “การบริหารและการจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยคำนึงถึงปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมอย่างอื่นด้วย …

มาตรา 34 ให้จัดระเบียบบริหารราชการของเขตพื้นที่การศึกษา ดังนี้
(1) สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
(2) สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น …

มาตรา 36 ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ให้มีคณะกรรมการ และ สพท.มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล จัดตั้ง ยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษา ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษา ประสาน และส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา ส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษาของ องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายในเขตพื้นที่การศึกษา และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่อำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ข้างต้น ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 37 ให้มี สพท.และมีอำนาจหน้าที่ บริหาร และการจัดการศึกษา และพัฒนาสาระของหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของ สพฐ.การพัฒนางานทางด้านวิชาการ จัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาร่วมกับสถานศึกษา รับผิดชอบในการแบ่งส่วนราชการภายในสถานศึกษาของสถานศึกษา และ สพท.และปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

และในวันเดียวกันนั้น ได้มีการออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ.2546 ออกมา เพื่อแบ่งส่วนราชการ โดยกำหนดให้ สพท.มีส่วนราชการหลัก คือ กลุ่มอํานวยการ กลุ่มบริหารงานบุคคล กลุ่มนโยบายและแผน กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา และกลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มเฉพาะกิจทําหน้าที่ส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา

กฎกระทรวงได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของ สพท.เพิ่มเติม สรุปได้คือ

จัดทํานโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการศึกษา วิเคราะห์การจัดตั้งงบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไปของสถานศึกษา และหน่วยงานในเขตพื้นที่การศึกษา แจ้งการจัดสรรงบประมาณ กํากับ ตรวจสอบ ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถานศึกษา กํากับ ดูแล ติดตาม และประเมินผลสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และในเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และรวบรวมข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา ประสานการระดมทรัพยากร เพื่อส่งเสริม สนับสนุน การจัด และพัฒนาการศึกษา

จัดระบบการประกันคุณภาพการศึกษา และประเมินผลสถานศึกษา ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษาของสถานศึกษาเอกชน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น รวมทั้ง บุคคล องค์กรชุมชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันอื่นที่จัดรูปแบบที่หลากหลายในเขตพื้นที่การศึกษา ดําเนินการ และประสาน ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการศึกษา ประสาน ส่งเสริม การดําเนินงานของคณะอนุกรรมการ และคณะทํางานด้านการศึกษา ประสานการปฏิบัติราชการทั่วไปกับองค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะสํานักงานผู้แทน ศธ.ในเขตพื้นที่การศึกษา และปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการภายในเขตพื้นที่การศึกษาที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดโดยเฉพาะ หรือปฏิบัติการอื่นที่ได้รับมอบหมาย

จากนั้นก็มีประกาศแบ่งเขตพื้นที่การศึกษา และตั้ง สพท.จำนวน 175 เขต พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ สพท.

 

สรุปได้ว่า วันที่ 7 กรกฎาคม 2546 ถือว่าเป็นการเริ่มเข้าสู่โครงสร้างใหม่ของการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาคที่ชื่อว่า เขตพื้นที่การศึกษา

ในส่วนสถานศึกษานั้น ไม่กระทบในเชิงโครงสร้าง เพราะเป็นการเปลี่ยนจากสังกัดเดิม มาเป็นสังกัด สพฐ.แต่ที่มีผลกระทบ คือ สพท.ซึ่งเกิดจากการรวมเอาหน่ายงานของ 3 กรมเดิม คือ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด (สปจ.) สำนักงานประถมศึกษาอำเภอและกิ่งอำเภอ (สปอ.สปก.) และสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด และสถานศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ ซึ่งสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มาอยู่ด้วยกัน

การรวมหน่วยงาน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ และวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน การที่บุคลากรจำนวนมากมายต้องแยกย้ายไปอยู่ในเขตพื้นที่ต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ก้าวแรกของ สพท.จึงดำเนินไปอย่างยุ่งยาก ซับซ้อน โดยเฉพาะการคัดเลือกบุคคล การจัดสรรทรัพยากร ฯลฯ

สพท.เขต 1 ค่อนข้างจะได้เปรียบ เพราะมีที่ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง มีหน่วยงานระดับจังหวัดตั้งอยู่ มีทรัพยากร และบุคลากรที่ “เกิน” มากกว่า “ขาด”

ผู้ปฏิบัติงานตำแหน่ง หัวหน้ากลุ่ม หัวหน้างาน ศึกษานิเทศก์ ในหน่ายงานระดับจังหวัดเดิม ที่สำนักงานตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ สพท.เขต 1 หลายคนมีปัญหาต้องตัดสินใจว่าจะทำงานในสถานที่เดิมในเมือง แต่มีผู้บริหารมาจากต่างกรม ซึ่งไม่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน และยังไม่มีความมั่นใจในตำแหน่งหน้าที่ เพราะต้องเข้าระบบการคัดเลือกใหม่

หรือจะตัดสินใจติดตาม นายเดิม” ไปบุกเบิกก่อสร้าง สพท.ใหม่ในต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัด ซึ่งพอจะอุ่นใจเรื่องตำแหน่ง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความไม่สะดวกสำหรับชีวิต และครอบครัว

ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ช่วงนั้น สภาพที่เรียกว่าบ้านแตก ที่ต้องดิ้นรนหาตำแหน่ง หาที่ทำงานใหม่ การปรับตัวกับเพื่อนร่วมงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่คุ้นเคย ยังจำได้ไม่ลืม

ความวุ่นวายเมื่อแรกตั้ง สพท.โดยเฉพาะเรื่องการบริหารงานบุคคล อาคารสถานที่ และทรัพยากร การบริหารค่อยๆ คลี่คลายลงตามกาลเวลา เมื่อกฎหมายต่างๆ ทยอยกันออกมา และมีการ เยียวยา” ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษ สำหรับการออกไปทำงานใน สพท.ที่ขาดแคลน หรือการเพิ่มตำแหน่ง ผู้ช่วย และรองผู้อำนวยการ สพท.” รวมทั้ง กาลเวลา” ที่ทำให้หลายคนเริ่มทำใจได้

ปัญหานี้กว่าจะคลี่คลายลงได้ก็อีกหลายปี ยังจำได้ว่า เมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สพท.เมื่อต้นปี พ.ศ.2552 มีรองผู้อำนวยการ สพท.ถึง 13 คน แต่ปัจจุบันนี้มีตามกรอบอัตรากำลัง คือ 3 คน

จาก 175 เขตพื้นที่การศึกษา มีการประกาศเพิ่มเติมมาตลอด จนถึงการขยายเขตพื้นที่ครั้งใหญ่ เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายการศึกษา 3 ฉบับ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2553

กฎหมาย 2 ฉบับแรก คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และ พ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีเหตุผลในการแก้ไขว่า

“…โดยที่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย การศึกษาระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ซึ่งมีระบบ และการจัดการศึกษาของทั้งสองระดับ รวมอยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ทำให้การบริหาร และการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เกิดความไม่คล่องตัว และเกิดปัญหาการพัฒนาการศึกษา สมควรแยกเขตพื้นที่การศึกษาออกเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เพื่อให้การบริการ และการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพ…”

 

เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จึงเกิดขึ้นมาพร้อมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) อีก 42 แห่ง เพื่อบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา (เดิม) โดยเริ่มจาก สพม.1 – สพม.42 บาง สพม.มีพื้นที่คลอบคลุมหลายจังหวัด


สำหรับ สพท.เดิม ได้เปลี่ยนเป็นสำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษา (สพป.)

และเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ กำหนด และแก้ไขเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้มีเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 62 เขต

ผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของ สพท.ครั้งใหญ่ เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2559 เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ซึ่งคำสั่งนี้ให้ยุบเลิก และโอนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ไปเป็นของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีการแบ่งอำนาจหน้าที่ของ สพท.รวมทั้ง ตัดอัตรากำลังบุคลากร และครู เกลี่ยไปให้หน่วยงานที่ตั้งใหม่ คือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด

ความวิตกกังวลของข้าราชการครูและบุคลากรการศึกษาเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ที่รัฐบาลจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้มีประเด็นอ่อนไหว ก่อให้เกิดความกังวลว่าจะกระทบต่อสถานะ ให้แก่ข้าราชการครูฯ หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ คำเรียกชื่อผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้ง เรื่องของเขตพื้นที่การศึกษา ที่ไม่ได้กำหนดไว้เหมือน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับเดิม

ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … มาตรา 106 กล่าวถึงโครงสร้างของหน่วยงานต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้เพียงว่า

ให้ ศธ.ดำเนินการเพื่อให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการ ศธ.ให้สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ … ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”

สรุปว่า สพท.จะมีหรือไม่ก็แล้วแต่ ศธ.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการออกกฏหมายลูก …

ความไม่แน่ใจในเรื่องนี้ จึงเป็นประเด็นหนึ่งให้ข้าราชการครูฯ ส่วนใหญ่ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดยต้องการขอให้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ให้ชัดเจนใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

สำหรับ สพท.ซึ่งมีอายุผ่านปีที่ 18 ไปแล้ว แต่ บาดแผลร้าวลึก” อันเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างยังคงไม่เลือนหายไป แม้แต่ปัจจุบันที่บุคลากรในสำนักงานบางคน ยังคงมีปัญหาการหาตำแหน่งลงตามกรอบอัตรากำลังที่ สพท., สพฐ.หรือสำนักงาน ก.ค.ศ.กำลังช่วยหาทางแก้ไขปัญหาให้อยู่นั้น ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยไม่ผ่านการศึกษาให้ละเอียดรอบคอบทั้งสิ้น

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 แห่ง จะยังคงดำรงอยู่หรือไม่ อีกไม่นานคงจะรู้ …

 

ที่มา ; มติชนมติครู มติชนออนไลน์

สรุปสาระสำคัญ 

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารการศึกษาไทย โดยจัดตั้ง “สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)” เป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับสถานศึกษาทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง

การจัดตั้ง สพท.มีพื้นฐานจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545 ซึ่งกำหนดให้กระจายอำนาจการบริหารการศึกษาไปยังเขตพื้นที่ โดยเน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วมและสอดคล้องบริบทพื้นที่ สพท.มีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมการบริหารงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพ การกำกับติดตาม และการประสานความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ

ต่อมาได้มีการจัดโครงสร้างภายในและแบ่งกลุ่มงานหลายด้าน เช่น กลุ่มบริหารงานบุคคล นโยบายและแผน นิเทศติดตาม และส่งเสริมการจัดการศึกษา อย่างไรก็ตาม การรวมหน่วยงานจากหลายกรมเดิมทำให้เกิดความซับซ้อนในการบริหารช่วงแรก

ภายหลังมีการปฏิรูปเพิ่มเติม เช่น การแยกเขตพื้นที่ประถมศึกษา (สพป.) และมัธยมศึกษา (สพม.) รวมถึงการปรับโครงสร้างตามคำสั่ง คสช. และการแก้ไขกฎหมาย ส่งผลให้ระบบเขตพื้นที่การศึกษามีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง

ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับโครงสร้างในอนาคตของ สพท.ภายใต้ร่างกฎหมายการศึกษาใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวอย่างต่อเนื่องของระบบบริหารการศึกษาไทย

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการจัดตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) คือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนโรงเรียนเอกชน
ข. พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
ค. นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง
ง. การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ

เฉลย: ข
เหตุผล: สพท.เกิดจากหลักการกระจายอำนาจตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542

 

ข้อ 2

สพท.มีบทบาทสำคัญที่สุดในข้อใด
ก. จัดทำหลักสูตรระดับชาติ
ข. บริหารงบประมาณกระทรวงการคลัง
ค. เชื่อมโยง สพฐ.กับสถานศึกษา
ง. ออกใบอนุญาตครู

เฉลย: ค
เหตุผล: สพท.ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง สพฐ.และโรงเรียน

 

ข้อ 3

มาตราใดใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่กำหนดการใช้ “เขตพื้นที่การศึกษา”
ก. มาตรา 30
ข. มาตรา 37
ค. มาตรา 45
ง. มาตรา 52

เฉลย: ข
เหตุผล: มาตรา 37 กำหนดให้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานยึดเขตพื้นที่

 

ข้อ 4

ข้อใดเป็นผลกระทบสำคัญในช่วงเริ่มต้นของการตั้ง สพท.
ก. ขาดงบประมาณการศึกษา
ข. ความขัดแย้งด้านวัฒนธรรมองค์กร
ค. ขาดนักเรียนเข้าเรียน
ง. โรงเรียนปิดจำนวนมาก

เฉลย: ข
เหตุผล: การรวมหลายหน่วยงานทำให้เกิดความแตกต่างด้านวัฒนธรรมองค์กร

 

ข้อ 5

โครงสร้างภายใน สพท.ประกอบด้วยกลุ่มงานใด
ก. กลุ่มพัฒนาผู้เรียนเท่านั้น
ข. กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
ค. กลุ่มสวัสดิการแรงงาน
ง. กลุ่มวิจัยเอกชน

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นหนึ่งในกลุ่มงานหลักของ สพท.

 

ข้อ 6

การแยกเขตพื้นที่การศึกษาประถมและมัธยมเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด
ก. ลดจำนวนครู
ข. เพิ่มโรงเรียนเอกชน
ค. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร
ง. ลดงบประมาณ

เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้การบริหารเฉพาะระดับมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ข้อ 7

หน่วยงานใดถูกจัดตั้งขึ้นภายหลังการปฏิรูปปี 2559
ก. สำนักงาน ก.ค.ศ.
ข. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)
ค. สำนักงาน สพฐ.
ง. กระทรวงแรงงานศึกษา

เฉลย: ข
เหตุผล: คสช.จัดตั้ง กศจ.มาทำหน้าที่แทนบางอำนาจของ สพท.

 

ข้อ 8

ปัญหาสำคัญของ สพท.ในระยะแรกคือข้อใด
ก. การขาดครูผู้สอน
ข. ความไม่ชัดเจนของโครงสร้างและตำแหน่ง
ค. ขาดนักเรียน
ง. ไม่มีหลักสูตร

เฉลย: ข
เหตุผล: การรวมหน่วยงานทำให้เกิดความสับสนด้านตำแหน่งและอำนาจหน้าที่

 

ข้อ 9

ข้อใดสะท้อนบทบาทของ สพท.ด้านการศึกษาได้ถูกต้องที่สุด
ก. ออกกฎหมายการศึกษา
ข. จัดสอบระดับชาติ
ค. ประสานและสนับสนุนสถานศึกษา
ง. จัดตั้งมหาวิทยาลัย

เฉลย: ค
เหตุผล: สพท.มีหน้าที่สนับสนุนและประสานงานโรงเรียน

 

ข้อ 10

ประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ที่ส่งผลต่อ สพท. คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียน
ข. กำหนดชัดเจนว่า สพท.จะมีหรือไม่
ค. เพิ่มเงินเดือนครู
ง. ยกเลิกหลักสูตรแกนกลาง

เฉลย: ข
เหตุผล: ร่างกฎหมายเปิดช่องให้โครงสร้าง สพท.เปลี่ยนแปลงได้

ความเห็นของผู้ชม