สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M122_kickoff นำร่องใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะใน 265 โรงเรียน

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. …(หลักสูตรฐานสมรรถนะ) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และเปิดตัวเว็บไซต์ cbethailand.com (Competency-based Education) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีนางสิริกร มณีรินทร์ ประธานคณะกรรมการจัดทำและพัฒนากรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เข้าร่วม 

น.ส.ตรีนุชกล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดโครงการนำร่องฯ ว่าตนได้เข้ามารับหน้าที่เป็น รมว. ศธ.และได้แถลง 12 นโยบายด้านการจัดการศึกษา และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของ ศธ.ซึ่งเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 และเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ (Big ROCK) ด้านการศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นอีกก้าวหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษา ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปฏิรูประบบการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษาและตอบโจทย์การพัฒนาของโลกอนาคต 

น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะที่จำเป็นของโลกอนาคต สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเป็นพลเมืองที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ มีความรักความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และรู้คุณค่าของประวัติศาสตร์ 

วันนี้การเปิดโครงการนำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จำนวน 265 โรงเรียน ใน 8 จังหวัด ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมด้านหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการในวันนี้จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม ไปสู่การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เปลี่ยน ‘ห้องเรียน’ เป็น ‘ห้องเรียนรู้’ ที่ผู้เรียนเข้าใจ ทำเป็น เห็นผลลัพธ์ และเด็กทุกคนมีโอกาสในการค้นพบเป้าหมายของตนเอง นำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” น.ส.ตรีนุชกล่าว 

ด้านเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า จากสถานการณ์ของโลกในศตวรรษที่ 21 วิทยาการต่างๆ มีความเจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา (ฉบับปรับปรุง) ที่กำหนดให้กิจกรรมปฏิรูปที่ 2 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เรียนทุกระดับเป็นผู้มีความรู้ ทักษะ และใฝ่เรียนรู้ มีทักษะในการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ มีความรับผิดชอบ และมีจิตสาธารณะ 

เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนา (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถณะ มาตั้งแต่ปี 2562 ต่อมา รมว.ศธ. ตรีนุช เทียนทอง ได้กำหนดให้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน มีการแต่งตั้ งคณะกรรมการอำนวยการจัดทำและพัฒนาฯหลักสูตรฐานสมรรถนะ และเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยจัดเวทีระดมสมอง 12 ครั้งเวที ซึ่งจัดไปแล้วจำนวน 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมมากกว่า 11,000 คน และจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม โดยเปิดรับความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียของ ศธ. และเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ เว็บไซต์ https://cbethailand.com 

การทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการวิจัยในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน 265 โรงเรียน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในครั้งนี้ประกอบด้วย โรงเรียนในสังกัด สพฐ.จำนวน 226 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 17 โรงเรียน และสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 22 โรงเรียน โดยทั้ง 265 โรงเรียนเริ่มใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าว 

สรุปสาระสำคัญ

กระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ผ่าน “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” โดยมุ่งปรับหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 และยุทธศาสตร์ชาติ เน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะสำคัญ เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การปรับตัว และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ควบคู่กับการปลูกฝังคุณลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดี

มีการนำร่องใช้ในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม 265 แห่ง 8 จังหวัด เริ่มระดับ ป.1–ป.3 เพื่อสร้างฐานสมรรถนะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทั้งพัฒนาครูให้จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning หลักสูตรมีความยืดหยุ่น รองรับความแตกต่างของผู้เรียน และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

นอกจากนี้ มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนผ่านเวทีและสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความชอบธรรมเชิงนโยบาย เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยน “ห้องเรียน” เป็น “ห้องเรียนรู้” ที่ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริงและเห็นผลลัพธ์ ความสำเร็จของหลักสูตรจึงขึ้นอยู่กับการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะบทบาทครูและผู้บริหารในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1

เป้าหมายสำคัญที่สุดของหลักสูตรฐานสมรรถนะคือข้อใด
ก. ปรับเอกสารหลักสูตรให้ทันสมัย
ข. เพิ่มผลคะแนนสอบระดับชาติ
ค. พัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะใช้ได้จริง
ง. ลดภาระงานครู

 

ข้อ 2

เหตุผลสำคัญของการเริ่มใช้ในพื้นที่นวัตกรรมคืออะไร
ก. มีงบประมาณสูง
ข. มีความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษา
ค. ลดแรงต้านจากครู
ง. ควบคุมได้ง่าย

 

ข้อ 3

แนวคิดหลักของการเรียนรู้ที่สอดคล้องมากที่สุดคือ
ก. ท่องจำ
ข. ครูเป็นศูนย์กลาง
ค. Active Learning
ง. เน้นข้อสอบ

 

ข้อ 4

การเปิดรับฟังความคิดเห็นสะท้อนหลักการใด
ก. รวมศูนย์
ข. ควบคุม
ค. มีส่วนร่วม
ง. แข่งขัน

 

ข้อ 5

ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความสำเร็จของหลักสูตรคือ
ก. อาคารสถานที่
ข. เทคโนโลยี
ค. ครู
ง. งบประมาณ

 

ข้อ 6

การเริ่มใช้ใน ป.1–ป.3 สะท้อนแนวคิดใด
ก. ลดความเสี่ยง
ข. สร้างภาพลักษณ์
ค. พัฒนาฐานราก
ง. ทดลองระยะสั้น

 

ข้อ 7

หากครูยังสอนแบบเดิม ปัญหาหลักคืออะไร
ก. หลักสูตรไม่ชัด
ข. ขาดการบริหารการเปลี่ยนแปลง
ค. งบประมาณไม่พอ
ง. นักเรียนไม่พร้อม

 

ข้อ 8

ผู้บริหารควรทำสิ่งใดก่อน
ก. จัดทำเอกสาร
ข. ซื้อสื่อ
ค. พัฒนาครู
ง. เพิ่มเวลาเรียน

 

ข้อ 9

ตัวชี้วัดความสำเร็จที่เหมาะสมที่สุดคือ
ก. รายงานสวยงาม
ข. ครูอบรมครบ
ค. นักเรียนมีสมรรถนะ
ง. โรงเรียนมีชื่อเสียง

 

ข้อ 10

หากต้องเลือกแนวทางบริหารที่เหมาะสมที่สุด
ก. เร่งขยายผล
ข. เน้นรายงาน
ค. พัฒนาคุณภาพเชิงลึก
ง. มอบหมายครูแกนนำ

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม