
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. …(หลักสูตรฐานสมรรถนะ) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และเปิดตัวเว็บไซต์ cbethailand.com (Competency-based Education) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีนางสิริกร มณีรินทร์ ประธานคณะกรรมการจัดทำและพัฒนากรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เข้าร่วม
น.ส.ตรีนุชกล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดโครงการนำร่องฯ ว่าตนได้เข้ามารับหน้าที่เป็น รมว. ศธ.และได้แถลง 12 นโยบายด้านการจัดการศึกษา และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของ ศธ.ซึ่งเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 และเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ (Big ROCK) ด้านการศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นอีกก้าวหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษา ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปฏิรูประบบการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษาและตอบโจทย์การพัฒนาของโลกอนาคต
น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะที่จำเป็นของโลกอนาคต สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเป็นพลเมืองที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ มีความรักความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และรู้คุณค่าของประวัติศาสตร์
“วันนี้การเปิดโครงการนำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จำนวน 265 โรงเรียน ใน 8 จังหวัด ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมด้านหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการในวันนี้จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม ไปสู่การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เปลี่ยน ‘ห้องเรียน’ เป็น ‘ห้องเรียนรู้’ ที่ผู้เรียนเข้าใจ ทำเป็น เห็นผลลัพธ์ และเด็กทุกคนมีโอกาสในการค้นพบเป้าหมายของตนเอง นำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” น.ส.ตรีนุชกล่าว
ด้านเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า จากสถานการณ์ของโลกในศตวรรษที่ 21 วิทยาการต่างๆ มีความเจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา (ฉบับปรับปรุง) ที่กำหนดให้กิจกรรมปฏิรูปที่ 2 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เรียนทุกระดับเป็นผู้มีความรู้ ทักษะ และใฝ่เรียนรู้ มีทักษะในการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ มีความรับผิดชอบ และมีจิตสาธารณะ
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนา (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถณะ มาตั้งแต่ปี 2562 ต่อมา รมว.ศธ. ตรีนุช เทียนทอง ได้กำหนดให้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน มีการแต่งตั้ งคณะกรรมการอำนวยการจัดทำและพัฒนาฯหลักสูตรฐานสมรรถนะ และเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยจัดเวทีระดมสมอง 12 ครั้งเวที ซึ่งจัดไปแล้วจำนวน 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมมากกว่า 11,000 คน และจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม โดยเปิดรับความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียของ ศธ. และเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ เว็บไซต์ https://cbethailand.com
“การทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการวิจัยในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน 265 โรงเรียน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในครั้งนี้ประกอบด้วย โรงเรียนในสังกัด สพฐ.จำนวน 226 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 17 โรงเรียน และสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 22 โรงเรียน โดยทั้ง 265 โรงเรียนเริ่มใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม 2564
กระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ผ่าน “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” โดยมุ่งปรับหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 และยุทธศาสตร์ชาติ เน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะสำคัญ เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การปรับตัว และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ควบคู่กับการปลูกฝังคุณลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดี
มีการนำร่องใช้ในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม 265 แห่ง 8 จังหวัด เริ่มระดับ ป.1–ป.3 เพื่อสร้างฐานสมรรถนะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทั้งพัฒนาครูให้จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning หลักสูตรมีความยืดหยุ่น รองรับความแตกต่างของผู้เรียน และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
นอกจากนี้ มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนผ่านเวทีและสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความชอบธรรมเชิงนโยบาย เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยน “ห้องเรียน” เป็น “ห้องเรียนรู้” ที่ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริงและเห็นผลลัพธ์ ความสำเร็จของหลักสูตรจึงขึ้นอยู่กับการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะบทบาทครูและผู้บริหารในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
เป้าหมายสำคัญที่สุดของหลักสูตรฐานสมรรถนะคือข้อใด
ก. ปรับเอกสารหลักสูตรให้ทันสมัย
ข. เพิ่มผลคะแนนสอบระดับชาติ
ค. พัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะใช้ได้จริง
ง. ลดภาระงานครู
เหตุผลสำคัญของการเริ่มใช้ในพื้นที่นวัตกรรมคืออะไร
ก. มีงบประมาณสูง
ข. มีความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษา
ค. ลดแรงต้านจากครู
ง. ควบคุมได้ง่าย
แนวคิดหลักของการเรียนรู้ที่สอดคล้องมากที่สุดคือ
ก. ท่องจำ
ข. ครูเป็นศูนย์กลาง
ค. Active Learning
ง. เน้นข้อสอบ
การเปิดรับฟังความคิดเห็นสะท้อนหลักการใด
ก. รวมศูนย์
ข. ควบคุม
ค. มีส่วนร่วม
ง. แข่งขัน
ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความสำเร็จของหลักสูตรคือ
ก. อาคารสถานที่
ข. เทคโนโลยี
ค. ครู
ง. งบประมาณ
การเริ่มใช้ใน ป.1–ป.3 สะท้อนแนวคิดใด
ก. ลดความเสี่ยง
ข. สร้างภาพลักษณ์
ค. พัฒนาฐานราก
ง. ทดลองระยะสั้น
หากครูยังสอนแบบเดิม ปัญหาหลักคืออะไร
ก. หลักสูตรไม่ชัด
ข. ขาดการบริหารการเปลี่ยนแปลง
ค. งบประมาณไม่พอ
ง. นักเรียนไม่พร้อม
ผู้บริหารควรทำสิ่งใดก่อน
ก. จัดทำเอกสาร
ข. ซื้อสื่อ
ค. พัฒนาครู
ง. เพิ่มเวลาเรียน
ตัวชี้วัดความสำเร็จที่เหมาะสมที่สุดคือ
ก. รายงานสวยงาม
ข. ครูอบรมครบ
ค. นักเรียนมีสมรรถนะ
ง. โรงเรียนมีชื่อเสียง
หากต้องเลือกแนวทางบริหารที่เหมาะสมที่สุด
ก. เร่งขยายผล
ข. เน้นรายงาน
ค. พัฒนาคุณภาพเชิงลึก
ง. มอบหมายครูแกนนำ
คลิกเฉลย >>>