
การเตรียมคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในโลกหลังโควิด นับเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร “จิตวิญญาณของความเป็นครู”ไม่เคยแปรเปลี่ยน สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนคือ “ภารกิจครู” ในโลกหลังโควิด ซึ่งมีอยู่ 7 ประการ ได้แก่
1) บูรณาการการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการทำงาน
2) กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้แบบองค์รวม
3) เปลี่ยน “สังคมของพวกกู” เป็น “สังคมของพวกเรา”
4) พัฒนาโมเดลการเรียนรู้ในโลกหลังโควิด
5) เปิดโอกาสให้เด็ก “กล้าลองถูกลองผิด” “เปิดรับความผิดพลาด” และ “ยอมรับความล้มเหลว”
6) ทำงานบนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ชุดใหม่
7) สร้างชีวิตที่สมดุลเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
บูรณาการการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการทำงาน
มนุษยชาติจะอยู่ในโลกหลังวิกฤตโรคโควิด-19 อย่างเป็นปกติสุข ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ “คุณภาพคน” หัวใจสำคัญ คือ “ครู” ผู้ทำหน้าที่ เป็นเบ้าหลอมที่จะสร้างคนที่มีคุณภาพ โดยครูสอนให้เด็กเข้าถึง 3 องค์ประกอบสำคัญคือ “ความดี” “ความงาม” และ“ความจริง” อันจะนำไปสู่การสร้างคนให้มี “ความรู้” คู่ “คุณธรรม”ซึ่งเรื่องเหล่านี้ฝังอยู่ใน “จิตวิญญาณของความเป็นครู” อย่างแนบแน่นตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน
อย่างไรก็ดีแม้ว่าจิตวิญญาณครูจะไม่แปรเปลี่ยน แต่บริบทโดยรอบตัวครูและเด็กนั้นมีการผันแปรไปอย่างมากโลกที่มีพลวัตสูงอย่าง เช่น ในปัจจุบันได้ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนอย่างน้อยใน 3 มิติคือ การใช้ชีวิต การเรียนรู้ และ การทำงาน โดยเปลี่ยนจาก “การดำเนินชีวิตแบบสามขั้น” (3 Stages of Life) ที่เริ่มต้นด้วยการเรียนในวัยเด็กสู่การทำงานในช่วงกลางและการใช้ชีวิตในบั้นปลายไปสู่ “การดำเนินชีวิตแบบหลายขั้น”(Multi-StagesofLife) คือ มีการเรียนรู้ ทำงาน และใช้ชีวิตในลักษณะเป็นวงจรซํ้าไปซํ้ามาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งครูจะต้องเข้าใจและนำไปสู่การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้สอดรับกับพลวัตโลกหลังโควิด
กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้แบบองค์รวม
มนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นจะต้องมีเป้าหมายการเรียนรู้ 4 ประการที่ยึดโยงกันเป็นองค์รวม ประกอบไปด้วย
1) การเรียนรู้อย่างมี “ความมุ่งมั่นและเป้าหมาย” (Purposeful Learning) เป็นเป้าหมายที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ความสนใจหรือความมุ่งมั่นของเด็ก(Passion-DrivenLearning) ครูจะมีส่วนช่วยให้เด็กนิยามอนาคตกำ หนดเป้าหมายในชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ที่ก้าวข้ามการง่วนอยู่กับ การทำเพื่อตนเองไปสู่ความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดBetterSelf ,Better SocietyและBetterWorld ได้อย่างไรในการตอบโจทย์ความมุ่งมั่น ดังกล่าวการเรียนรู้จะต้องมีลักษณะเฉพาะตามความสนใจของผู้เรียน (Personalized Learning) เป็นสำคัญ
2) การเรียนรู้อย่าง “สร้างสรรค์” (Generative Learning) โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการใช้ความคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์การประยุกต์ใช้ (Idea-based Learning) มีความยืดหยุ่น ทางความคิดและอารมณ์เปิดมุมมองใหม่ๆ ค้นหาช่องทางการหลุดพ้น ข้อจำกัดแบบเดิมๆเพื่อให้เกิดการรังสรรค์นวัตกรรม จึงเป็นการเรียนรู้ อย่างกระตือรือร้น (Active Learning) และเป็นการเรียนรู้ผ่านการ ให้คำปรึกษาชี้แนะ (Mentoring) มากกว่าแค่การถ่ายทอดความรู้ ในแบบเดิมๆ (Transmitting Knowledge)
3) การเรียนรู้แบบมี “ส่วนร่วมและแบ่งปัน” (Collective Learning) เป็นการปลูกฝังให้เด็กร่วมกันคิด ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ (Common Creating) มากกว่าการฉายเดี่ยว การเก่งอยู่คนเดียว รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็นการได้รับรางวัลจากการทำ งาน ร่วมกัน (Collaborating Incentive) มากกว่าการแข่งขันแย่งชิง รางวัล(Competing Incentive) ฝึกให้เด็กๆสามารถอยู่ในสภาวะ “สุขก็สุขด้วยกัน ทุกข์ก็ต้องทุกข์ด้วยกัน”
4) การเรียนรู้โดย “เน้นผลสัมฤทธิ์” (Result-based Learning) คือ การเรียนรู้ที่สามารถวัดผลหรือเห็นผลที่เป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) เน้นการให้ทำโครงงาน กิจกรรม และ ภารกิจ มากกว่าการบรรยายหน้าชั้นเรียนโดยเน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน ที่เด็กร่วมกันทำ (Achievement Credit) มากกว่าการสอบให้ผ่าน
เปลี่ยน “สังคมของพวกกู” เป็น “สังคมของพวกเรา”
มนุษย์มีธรรมชาติอยู่ 2 ประการ
1) ต้องการความเป็นอิสระ มีตัวตน หรือที่เรียกว่า ปัจเจกนิทัศน์ (Self Expression Value) เพื่อปลดปล่อยสิ่งที่ตนเองมีสะท้อน “ความเป็นตน” (Me-in-We)
2) ต้องมีการพึ่งพาอาศัยกัน หรือที่เรียกว่า ค่านิยมจิตสาธารณะ (Communal Value) ซึ่งจะสะท้อน “ความเป็นคน” (We-in-Me) ความเป็นครูในอนาคตจะสร้างความสมดุลของ 2 คุณค่านี้ ที่เสมือน เบรกและคันเร่งให้เกิดขึ้นในตัวเด็กได้อย่างไร ควบคู่ไปกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ครูในโลกหลังโควิดยังต้องสร้าง “คุณค่าร่วมในสังคม”(Social Value)
ปัจจุบันกระบวนทัศน์ของสังคม ไทยติดกับดักของ “สังคมของพวกกู” (Me-Society) คือ คิดถึงแต่ “ตัวกูของกู” ทำเพื่อตนเองและพวกพ้องไม่คิดถึงผู้อื่น หรือคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน แต่หากครูสามารถสร้างสมดุลของความเป็นคนและความเป็นตนได้จะทำ ให้เกิด“สังคม ของพวกเรา” (We- Society) ที่คนในสังคมมองคนรอบข้าง มองการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อนำ ไปสู่การสร้างคน (Growth for People) มากกว่าการสร้างคนเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (People for Growth) รวมถึงแบ่งปันองค์ความรู้สร้างความร่วมมือมากกว่าแข่งขัน และ สร้างวัฒนธรรม “Free Culture” ที่สะท้อนผ่าน Free to Take และ Free to Share รวมถึงต้องสร้างหลักคิดเพื่อให้เด็กเปลี่ยนแนวคิด ที่คับแคบในการคิดเพื่อตัวเองไปสู่การให้เด็กมี“ความไว้วางใจ” “การเกื้อกูล” “การแบ่งปัน” และ “ความร่วมมือร่วมใจ”
ดังนั้น ภารกิจใหม่ของครูในโลกหลังโควิด จึงเป็นการสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อม ๆ กับการพัฒนา“สังคมของพวกเรา”ให้เกิดขึ้น โดยที่ครูจะต้องสร้างให้เด็กมีตัวตน ในขณะที่ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว ดังนั้น ครูจะต้องสร้างให้เด็กเกิด “การเรียนรู้เชิงลึก” เพื่อพัฒนาให้เกิดชีวิต ที่สมดุล ผ่านการมีพลังปัญญา (Head) มีทักษะ (Hand) มีสุขภาพที่ดี (Health) และมีจิตใจที่งดงาม (Heart) เป็นชีวิตที่มีสมดุลระหว่าง การเป็นตนและการเป็นคน ส่งผลให้เกิด “สังคมของพวกเรา” ที่ผู้คน มีความหวัง (Hope) มีความสุข (Happiness) และมีความสมานฉันท์ (Harmony) ตามมา
พัฒนาโมเดลการเรียนรู้ในโลกหลังโควิด
ครูจะต้องสร้างให้เด็กมี “รักที่จะเรียนรู้”(Love to Learn) แล้วจึง “รู้ที่จะเรียน”(Learn to Learn) ทั้งรู้ว่าทำไมต้องเรียน ต้องเรียนอะไร เรียนอย่างไร และเรียนกับใคร แล้วจึงจะนำ ไปสู่ “เรียนรู้ที่จะอยู่รอด” (Learn to Live) เพื่อตอบโจทย์ Me-in-We หรือความเป็นตนพร้อม ๆ กับ “เรียนรู้ที่จะรัก” (Learn to Love) เพื่อตอบโจทย์ We-in-Me หรือ ความเป็นคน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเรียนในลักษณะ Fun-Find Focus-Fulfill คือ เด็กเรียนรู้จากเรื่องสนุกๆ (Fun) เพื่อจะค้นหา สิ่งที่ตนเองรัก (Find) เมื่อพบแล้วจึงมุ่งเป้าชัดเจน (Focus) และ เติมเต็ม ให้ชีวิตตนเองและคนอื่น (Fulfill)
เปิดโอกาสให้เด็ก “ลองถูกลองผิด” “เปิดรับความผิดพลาด” และ “ยอมรับความล้มเหลว”
ในโลกหลังโควิด การกำหนดเป้าหมายสู่อนาคตอาจจะต้องเริ่มจากการลงมือปฏิบัติเพื่อให้เห็นโอกาส ข้อจำกัด ศักยภาพ และขีดความสามารถก่อน จึงไปกำหนดวิสัยทัศน์ นิยามอนาคตที่สอดรับกันทีหลัง กระบวนการเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมคนไทยสู่โลกหลังโควิดจำเป็นต้องมีทั้งการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ (Learn) การไม่ยึดติดกับความรู้ที่เคยเรียนมา (Unlearn) และการเรียนรู้เรื่องเดิมด้วยมุมมองใหม่ หรือในบริบทใหม่ (Relearn) การกล้าลองถูกลองผิดเปิดรับความผิดพลาดและ ยอมรับความล้มเหลวจะก่อให้เกิดปัญญาชีวิต และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในปริมณฑลที่กว้างขึ้น ลุ่มลึกมากขึ้น และร่วมรังสรรค์มากขึ้น การเรียนรู้ดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักคิดสำคัญ 2 ประการ
1) ประการแรกการเปลี่ยนการมอง“ความล้มเหลวเป็นความยาก ลำ บากของชีวิต”เป็นการมองว่า“ความล้มเหลวเป็นความท้าทายของชีวิต” ซึ่งจะทำให้เด็กไม่กลัวความล้มเหลว กระตือรือร้น ที่จะเรียนรู้จากความล้มเหลว และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาฮึดสู้อีกครั้งแล้วครั้งเล่า จนประสบผลสัมฤทธิ์
2) ประการที่สอง การเปลี่ยน “ความกลัวต่อการทำผิดพลาด” สู่ “ความกลัวต่อการพลาดโอกาส” โดยเด็กจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้น (Lesson Learned) พร้อมจะศึกษาวิธีการจากผู้อื่นที่ประสบความสำเร็จ (Best Practices) พัฒนาต่อยอดวิธีการดังกล่าวให้ดีขึ้น (Better Practices) และสุดท้ายจะนำ ไปสู่การสร้างรูปแบบใหม่ในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง (Next Practices)
การเรียนรู้ในโลกหลังโควิด จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่าน “ประสบการณ์จริง” โดยเป็นวงจรที่เริ่มจาก “การสำรวจค้นคว้า” “การทดลองทดสอบ” เพื่อ “สร้างเสริมประสบการณ์” และนำมาสู่ “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” กับผู้อื่น
ทำงานบนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ชุดใหม่
ปัจจุบันการเรียนรู้ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยการศึกษาในโรงเรียนเท่านั้น แม้ว่าโรงเรียนถูกมองเป็นสิ่งที่ “ยังจำ เป็น” ต้องมีอยู่แต่ “ไม่เพียงพอ” ที่จะตอบโจทย์การเรียนรู้ในปัจจุบัน การเรียนรู้จากนี้ไปสามารถเกิดขึ้นจากใคร ที่ไหน และเมื่อไรก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องยึดติดกับห้องเรียน โรงเรียนหรือระบบการศึกษาอีกต่อไป การศึกษาออนไลน์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง จะมีบทบาทมากขึ้นในโลกหลังโควิด ดังนั้น ภายใต้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป ครูจะปรับบทบาทหน้าที่ ของตนอย่างไร
สร้างชีวิตที่สมดุลเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ความสมดุลเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ซึ่งสอดรับกับ “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ครูจะต้องสอนเด็กให้เข้าใจทั้งภาพเล็กและภาพใหญ่ ในภาพใหญ่เด็กต้องเข้าใจ“ความสมดุลของระบบ” ทั้งระหว่างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในภาพเล็กลงมา เด็กต้องเข้าใจ“สมดุลของกลไก” ทั้งสมดุลระหว่างการเรียนรู้นอกและในโรงเรียน ระหว่างปัญญาประดิษฐ์ กับปัญญามนุษย์ ระหว่างอารยธรรมในโลกจริงและอารยธรรมในโลกเสมือน ที่สำคัญต้องสอนให้เด็กรู้จักเติมเมื่อขาด รู้จักหยุดเมื่อพอ และ รู้จักปันเมื่อเกิน ครูจึงต้องรู้เท่าทันในประเด็นเหล่านี้และเข้าใจหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำมาปรับให้เกิดสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งในระบบและกลไก
เมื่อเกิดสมดุล“การพัฒนาที่ยั่งยืน”จึงจะบังเกิดขึ้นเมื่อ“เข้าใจ” ในประเด็นเหล่านี้ ครูจึงจะ “เข้าถึง” บริบทของพลวัตโลกและการพัฒนาการของเด็ก ด้วยความเข้าใจและเข้าถึง ผนวกกับจิตวิญญาณ ของความเป็นครูความคาดหวังที่ว่า “ครูสร้างคน คนสร้างโลก” จึงจะ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงในโลกหลังโควิด
ที่มา ; เตรียมคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในโลกหลังโควิด (ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์)
คลิกอ่านรายละเอียดหนังสือเล่มนี้
สรุปสาระสำคัญ
บทความเสนอว่าการพัฒนาคนไทยในโลกหลังโควิดเป็นภารกิจสำคัญของครู โดย “จิตวิญญาณความเป็นครู” ยังคงเดิม แต่ “ภารกิจครู” ต้องปรับให้สอดคล้องโลกที่เปลี่ยนไป ครูต้องบูรณาการการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการทำงานจากรูปแบบชีวิตสามช่วงสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบหมุนเวียน กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้แบบองค์รวม 4 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย สร้างสรรค์ มีส่วนร่วม และเน้นผลสัมฤทธิ์ ควบคู่กับการเปลี่ยนจาก “สังคมของพวกกู” เป็น “สังคมของพวกเรา” ที่สมดุลระหว่างความเป็นตนและจิตสาธารณะ
ครูต้องพัฒนาโมเดลการเรียนรู้ที่ส่งเสริม Love to Learn, Learn to Learn, Learn to Live และ Learn to Love ผ่านแนวคิด Fun-Find-Focus-Fulfill พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนกล้าลองผิด ยอมรับความล้มเหลว และเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Learn-Unlearn-Relearn บนฐานประสบการณ์จริง นอกจากนี้ การเรียนรู้ต้องเกิดได้ทุกที่ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ เช่น เทคโนโลยีและ AI สุดท้าย ครูต้องสร้าง “ชีวิตที่สมดุล” ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งระดับระบบและกลไก เพื่อพัฒนามนุษย์ที่มีความรู้ คุณธรรม สุขภาวะ และจิตใจงดงาม นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ข้อ 1 แนวคิด “Multi-Stages of Life” ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้อย่างไร
ก. แยกการเรียนกับการทำงานชัดเจน
ข. เน้นเรียนช่วงวัยเด็กเท่านั้น
ค. บูรณาการเรียนรู้ ทำงาน และใช้ชีวิตตลอดเวลา
ง. ลดบทบาทครูในห้องเรียน
เฉลย: ค เพราะเน้นการเรียนรู้หมุนเวียนตลอดชีวิต ไม่แยกช่วงชัดเจน
ข้อ 2 “Purposeful Learning” เน้นสิ่งใดมากที่สุด
ก. การสอบผ่าน
ข. การเรียนตามหลักสูตร
ค. ความสนใจและแรงบันดาลใจของผู้เรียน
ง. การแข่งขัน
เฉลย: ค เพราะเน้น Passion-driven learning
ข้อ 3 การเปลี่ยนเป็น “สังคมของพวกเรา” ควรเน้นอะไร
ก. การแข่งขัน
ข. การแบ่งปันและร่วมมือ
ค. ความสำเร็จส่วนบุคคล
ง. การควบคุม
เฉลย: ข เพราะเน้น Social Value และความร่วมมือ
ข้อ 4 แนวคิด Learn-Unlearn-Relearn สะท้อนอะไร
ก. ท่องจำ
ข. การเรียนเฉพาะสิ่งใหม่
ค. การปรับความรู้ตามบริบท
ง. การสอบ
เฉลย: ค เพราะเน้นการปรับและพัฒนาความรู้เดิม
ข้อ 5 หากครูต้องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ควรใช้วิธีใด
ก. บรรยาย
ข. Active Learning
ค. ท่องจำ
ง. สอบย่อย
เฉลย: ข เพราะส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์
ข้อ 6 การเปิดโอกาสให้เด็กผิดพลาดมีผลอย่างไร
ก. ทำให้เด็กอ่อนแอ
ข. ลดความมั่นใจ
ค. เพิ่มการเรียนรู้จากประสบการณ์
ง. ทำให้เรียนช้า
เฉลย: ค เพราะความผิดพลาดนำไปสู่การเรียนรู้เชิงลึก
ข้อ 7 แพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่หมายถึงอะไร
ก. เรียนเฉพาะในโรงเรียน
ข. เรียนออนไลน์และทุกที่
ค. เรียนจากครูเท่านั้น
ง. ใช้หนังสืออย่างเดียว
เฉลย: ข เพราะการเรียนรู้เกิดได้ทุกที่ทุกเวลา
ข้อ 8 “Result-based Learning” เน้นอะไร
ก. คะแนนสอบ
ข. การท่องจำ
ค. ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ง. เวลาเรียน
เฉลย: ค เพราะเน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน
ข้อ 9 แนวคิดสมดุลตามเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร
ก. การแข่งขัน
ข. การเติบโตเร็ว
ค. ความพอดีและยั่งยืน
ง. เทคโนโลยี
เฉลย: ค เพราะเน้นความพอประมาณและสมดุล
ข้อ 10 ครูควรพัฒนาผู้เรียนแบบ Head-Heart-Hand-Health เพื่ออะไร
ก. เพิ่มคะแนน
ข. สร้างมนุษย์สมบูรณ์
ค. แข่งขัน
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ข เพราะเป็นการพัฒนารอบด้านทั้งปัญญา จิตใจ ทักษะ และสุขภาพ