สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M167_สพฐ.ติวเข้มศึกษานิเทศก์และเครือข่ายเน้นทำงานเชิงรุก

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนได้ประชุมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของศึกษานิเทศก์ และเครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษาร่วมขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565  ซึ่งได้ย้ำว่า 

กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การนิเทศการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนโยบายลงสู่ปฏิบัติ และการนิเทศเชิงรุกที่ขับเคลื่อนร่วมกับ คณะกรรมการเครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษาแบ่งเป็นภูมิภาค ร่วมขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างเครือข่ายผู้นิเทศ ที่เป็นต้นแบบการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติในสถานศึกษาของตนเอง และสร้างความเข้มแข็งให้กับโรงเรียนเครือข่าย เป็นการนิเทศแบบลงมือปฏิบัติให้เห็นชัดเจนในการร่วมกันขับเคลื่อนในลักษณะเครือข่ายแบบกัลยาณมิตร 

รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้มอบนโยบายการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้…สู่อนาคตภาพทางการศึกษา โดยการขับเคลื่อนในระดับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สู่จุดเน้นสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ด้วยกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้เชิงรุก แบบ Active Learning ผ่านการบูรณาการตัวชี้วัด การบูรณาการข้ามกลุ่มสาระฯ และเติม Attitude and Value ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุ่งสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนที่หลากหลายทุกระดับชั้น อาทิ การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดมอนเตสซอรี ในระดับปฐมวัย และการจัดการเรียนการสอนบนพื้นฐานของแนวคิด จิตศึกษา PBL + PLC ในระดับประถมศึกษา เน้นการบูรณาการตัวชี้วัดและการบูรณาการข้ามกลุ่มสาระฯ ผ่านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการลงมือปฏิบัติ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูตามกลุ่มสาระฯ ด้วยสื่อการเรียนการสอนในระบบ DLTV ของโรงเรียนขนาดเล็ก แต่สามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ด้านคุณภาพสูงขึ้นเชิงประจักษ์ 

ส่วนในระดับมัธยมศึกษานั้นมีตัวอย่างการจัดการเรียนการสอน Active learning แบบ GPAS 5 Steps + PLC สู่การพัฒนานวัตกรรมที่หลากหลาย และที่สำคัญการจัดการเรียนการสอนแบบ STEAM ที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางของการบูรณาการข้ามกลุ่มสาระฯ ได้อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งภาพความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่ง ทั่วประเทศ การส่งเสริมทักษะด้านกีฬา และดนตรี ในห้องเรียนพิเศษด้านกีฬาและดนตรี ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณภาพที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่นั้นมีอยู่มากมาย จึงจำเป็นที่จะต้องมีการหนุนเสริมเติมต่อคุณภาพการศึกษาด้วยกระบวนการนิเทศเชิงรุก จากศึกษานิเทศก์ของพื้นที่และเครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษาร่วมขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา บทบาทสำคัญของเครือข่ายดังกล่าว มีหน้าที่ เป็นต้นแบบในการปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายสู่สถานศึกษา การสร้างเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา การร่วมมือและสนับสนุนการนิเทศร่วมกับศึกษานิเทศก์ในเขตพื้นที่ เป็นแกนนำในการขับเคลื่อนและสนับสนุนงานตามนโยบาย และเตรียมพร้อมในการรับการประเมิน และเป็นต้นแบบการนิเทศ 

ที่มา ; เดลินิวส์ 28 ธันวาคม 2564

สรุปสาระสำคัญ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เน้นย้ำว่าการนิเทศการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนิเทศเชิงรุกที่ทำงานร่วมกันระหว่างศึกษานิเทศก์และเครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษาในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างเครือข่ายผู้นิเทศต้นแบบ และเสริมความเข้มแข็งให้โรงเรียนในลักษณะ “กัลยาณมิตร” ที่ร่วมมือ ลงมือปฏิบัติ และเรียนรู้ร่วมกันจริง

การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้มุ่งสู่การสร้างสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยบูรณาการตัวชี้วัด บูรณาการข้ามกลุ่มสาระ และเติมเจตคติและคุณค่า (Attitude & Value) ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.2551 ตัวอย่างแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ มอนเตสซอรีในระดับปฐมวัย จิตศึกษา PBL + PLC ในระดับประถมศึกษา การใช้ DLTV แก้ปัญหาครูไม่ครบชั้นในโรงเรียนขนาดเล็ก และ Active Learning แบบ GPAS 5 Steps, STEAM ในระดับมัธยมศึกษา 

ทั้งหมดสะท้อนว่าคุณภาพการศึกษามีอยู่ในระดับพื้นที่แล้ว จึงต้องมีการหนุนเสริมอย่างต่อเนื่องด้วยการนิเทศเชิงรุก โดยเครือข่ายผู้บริหารทำหน้าที่เป็นต้นแบบ ขับเคลื่อนนโยบาย สร้างเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา และเตรียมความพร้อมสู่การประเมินคุณภาพอย่างยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1

หัวใจสำคัญของ “การนิเทศเชิงรุก” ตามบทความคือข้อใด
ก. การตรวจสอบเอกสารให้เป็นไปตามระเบียบ
ข. การกำกับติดตามจากส่วนกลางเป็นหลัก
ค. การทำงานร่วมกันของศึกษานิเทศก์และเครือข่ายผู้บริหารแบบกัลยาณมิตร
ง. การประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเป็นตัวตั้ง

 

ข้อ 2

การบูรณาการ “Attitude and Value” ในการจัดการเรียนรู้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสิ่งใด
ก. เพิ่มคะแนนการสอบระดับชาติ
ข. เสริมสมรรถนะผู้เรียนควบคู่คุณลักษณะอันพึงประสงค์
ค. ลดภาระงานของครูผู้สอน
ง. ทำให้การสอนเป็นรูปแบบเดียวกันทุกโรงเรียน

 

ข้อ 3

แนวปฏิบัติใดสะท้อนการแก้ปัญหาขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กได้ชัดเจนที่สุด
ก. การเพิ่มอัตราบรรจุครู
ข. การจัดการเรียนรู้แบบ STEAM
ค. การใช้สื่อ DLTV ควบคู่การนิเทศ
ง. การสอนแบบ GPAS 5 Steps

 

ข้อ 4

บทบาทสำคัญของเครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษาตามบทความคือข้อใด
ก. ควบคุมและสั่งการโรงเรียนในเครือข่าย
ข. เป็นต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายและร่วมพัฒนาโรงเรียน
ค. รับผิดชอบการประเมินแทนเขตพื้นที่
ง. จัดทำหลักสูตรแกนกลางใหม่

 

ข้อ 5

หากผู้บริหารต้องการขับเคลื่อนนโยบาย Active Learning ให้ยั่งยืน ควรยึดหลักใดเป็นสำคัญที่สุด
ก. การเร่งรัดผลลัพธ์ระยะสั้น
ข. การใช้นโยบายส่วนกลางเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว
ค. การสร้างเครือข่ายเรียนรู้และนิเทศเชิงรุกในพื้นที่
ง. การเพิ่มภาระงานด้านเอกสาร

 

ข้อสอบ Case-based

สถานการณ์ ; โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลางแห่งหนึ่งในสังกัด สพฐ. มีครู 42 คน นักเรียนประมาณ 900 คน ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบล่าสุดพบว่า

  • ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่สม่ำเสมอระหว่างกลุ่มสาระ

  • การจัดการเรียนรู้ยังเน้นการสอนแบบบรรยาย

  • PLC มีอยู่ในเชิงเอกสารมากกว่าการปฏิบัติจริง

ขณะเดียวกัน เขตพื้นที่การศึกษาได้มอบนโยบายให้ทุกโรงเรียนขับเคลื่อน Active Learning เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนศตวรรษที่ 21 ผ่านการนิเทศเชิงรุก โดยให้ศึกษานิเทศก์ทำงานร่วมกับ เครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษาในลักษณะกัลยาณมิตร โรงเรียนของท่านถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในโรงเรียนแกนนำของเครือข่าย

อย่างไรก็ตาม ครูบางส่วนมีความกังวลว่า

  • นโยบายใหม่จะเพิ่มภาระงาน

  • Active Learning ทำให้สอนเนื้อหาไม่ทัน

  • การนิเทศอาจกลายเป็นการจับผิดมากกว่าสนับสนุน

ในฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ท่านต้องกำหนดทิศทางการบริหารและการนิเทศให้เกิดผลจริง โดยไม่สร้างแรงต้านในองค์กร

ข้อ 6

หากต้องกำหนด “ประเด็นปัญหาเชิงระบบ” ของโรงเรียนจากสถานการณ์นี้ ข้อใดสะท้อนรากปัญหามากที่สุด
ก. ครูขาดทักษะด้านเทคโนโลยี
ข. การนิเทศยังไม่เชื่อมโยงกับการพัฒนาการเรียนรู้จริง
ค. นักเรียนขาดแรงจูงใจในการเรียน
ง. เขตพื้นที่กำหนดนโยบายมากเกินไป

 

ข้อ 7

แนวทางใดเหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นขับเคลื่อน Active Learning โดยลดแรงต้านของครู
ก. สั่งการให้ทุกกลุ่มสาระปรับแผนการสอนทันที
ข. ใช้ผลการประเมินเป็นเครื่องมือกดดัน
ค. สร้าง PLC เชิงปฏิบัติร่วมกับศึกษานิเทศก์และครูแกนนำ
ง. ส่งครูทุกคนเข้าอบรมพร้อมกัน

 

ข้อ 8

หากครูสะท้อนว่า Active Learning ทำให้ “สอนไม่ทันเนื้อหา” ผู้บริหารควรตัดสินใจอย่างไร
ก. ปรับกลับไปใช้การสอนแบบเดิมในบางวิชา
ข. เน้นการบูรณาการตัวชี้วัดและข้ามกลุ่มสาระ
ค. เพิ่มชั่วโมงเรียนให้ครบตามหลักสูตร
ง. ให้ครูจัดการปัญหาเฉพาะราย

 

ข้อ 9

บทบาทใดสะท้อนความเป็น “โรงเรียนแกนนำเครือข่าย” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. เป็นโรงเรียนที่มีผลสอบสูงสุดในเขต
ข. เป็นโรงเรียนที่จัดทำเอกสารนิเทศครบถ้วน
ค. เป็นโรงเรียนต้นแบบการปฏิบัติและถ่ายทอดประสบการณ์ให้โรงเรียนอื่น
ง. เป็นโรงเรียนที่รับการนิเทศก่อนโรงเรียนอื่น

 

ข้อ 10

ตัวชี้วัดใดเหมาะสมที่สุดในการประเมินความสำเร็จของการบริหารเชิงนิเทศในระยะแรก
ก. คะแนนสอบเพิ่มขึ้นทันที
ข. ครูจัดทำแผนการสอนรูปแบบใหม่ครบทุกคน
ค. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนและการเรียนรู้ของนักเรียน
ง. โรงเรียนผ่านการประเมินจากต้นสังกัด

 

CASE 

บริบทสถานศึกษา

โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลางแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนักเรียนประมาณ 980 คน ครูและบุคลากร 46 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 โรงเรียนตั้งอยู่กึ่งเมืองกึ่งชนบท มีความแตกต่างของผู้เรียนสูง ทั้งด้านพื้นฐานทางวิชาการ ฐานะครอบครัว และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบล่าสุดสะท้อนประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่สม่ำเสมอระหว่างกลุ่มสาระ

  • การจัดการเรียนรู้ยังเน้นครูเป็นศูนย์กลาง

  • การใช้ Active Learning มีเพียงบางกลุ่มสาระ

  • PLC มีการจัดประชุมตามปฏิทิน แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

บริบทเชิงนโยบาย

ในปีงบประมาณปัจจุบัน สพฐ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนให้ทุกโรงเรียน

  • ขับเคลื่อน Active Learning เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนศตวรรษที่ 21

  • ใช้ การนิเทศเชิงรุก (Active Supervision) เป็นกลไกหลัก

  • บูรณาการการทำงานของ ศึกษานิเทศก์ + เครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษา ในลักษณะ “กัลยาณมิตร”

  • ลดการนิเทศเชิงเอกสาร เพิ่มการนิเทศที่เห็นการปฏิบัติจริงในห้องเรียน

โรงเรียนของท่านถูกคัดเลือกให้เป็น โรงเรียนแกนนำเครือข่าย ทำหน้าที่เป็นต้นแบบการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และต้องถ่ายทอดประสบการณ์ให้โรงเรียนในเครือข่ายอีก 7 โรงเรียน

ปัญหาเชิงการบริหาร

เมื่อเริ่มขับเคลื่อนนโยบาย พบว่า

  • ครูอาวุโสบางส่วนมองว่า Active Learning เป็น “ภาระเพิ่ม” และทำให้สอนไม่ทันหลักสูตร

  • ครูรุ่นใหม่มีความตื่นตัว แต่ขาดการหนุนเสริมเชิงระบบ

  • ศึกษานิเทศก์ในพื้นที่มีภาระดูแลหลายโรงเรียน ทำให้การนิเทศต่อเนื่องทำได้จำกัด

  • ผู้ปกครองบางส่วนกังวลว่าแนวการสอนใหม่จะกระทบผลสอบ

ในฐานะ ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ท่านต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้โรงเรียนสามารถ 

  1. ขับเคลื่อนนโยบายได้จริง

  2. ลดแรงต้านภายใน

  3. พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างยั่งยืน

  4. ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนแกนนำเครือข่ายได้อย่างมีคุณภาพ

 

ข้อ 11

ประเด็นใดควรถูกกำหนดเป็น “โจทย์หลักเชิงยุทธศาสตร์” ของโรงเรียนจาก Case นี้
ก. การเพิ่มผลคะแนนสอบ O-NET
ข. การปรับทัศนคติและวัฒนธรรมการเรียนรู้ของครู
ค. การเพิ่มงบประมาณด้านสื่อการเรียนการสอน
ง. การลดภาระงานเอกสารของครู

 

ข้อ 12

บทบาทใดของผู้บริหารสอดคล้องกับ “นิเทศเชิงรุก” มากที่สุด
ก. ผู้ตรวจสอบคุณภาพการสอน
ข. ผู้สั่งการให้ครูปฏิบัติตามนโยบาย
ค. ผู้อำนวยการเรียนรู้ร่วมกับครู
ง. ผู้รายงานผลการดำเนินงานต่อเขตพื้นที่

 

ข้อ 13

หากต้องลดแรงต้านของครูอาวุโส แนวทางใดเหมาะสมที่สุด
ก. ใช้คำสั่งทางปกครอง
ข. ใช้ผลการประเมินมากำกับ
ค. ดึงครูอาวุโสเป็นพี่เลี้ยงร่วมออกแบบการสอน
ง. มอบหมายให้ครูรุ่นใหม่เป็นผู้นำแทน

 

ข้อ 14

PLC ที่สอดคล้องกับบทความควรมีลักษณะใด
ก. ประชุมครบตามปฏิทิน
ข. แลกเปลี่ยนเอกสารแผนการสอน
ค. วิเคราะห์การเรียนรู้ของผู้เรียนจากห้องเรียนจริง
ง. รายงานผลต่อผู้บริหารเป็นหลัก

 

ข้อ 15

หากศึกษานิเทศก์มีเวลานิเทศจำกัด ผู้บริหารควรออกแบบระบบใดมารองรับ
ก. นิเทศออนไลน์แบบรายบุคคล
ข. สร้างครูแกนนำด้านการนิเทศภายใน
ค. เพิ่มจำนวนการประเมินภายใน
ง. ลดความถี่การนิเทศ

 

ข้อ 16

ตัวชี้วัดใดเหมาะสมที่สุดในระยะเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ก. คะแนนสอบปลายภาค
ข. จำนวนแผนการสอน Active Learning
ค. พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน
ง. รางวัลที่โรงเรียนได้รับ

 

ข้อ 17

การบูรณาการข้ามกลุ่มสาระช่วยแก้ปัญหาใดมากที่สุด
ก. ครูขาดแรงจูงใจ
ข. เวลาเรียนไม่เพียงพอ
ค. งบประมาณจำกัด
ง. ผู้ปกครองไม่เข้าใจนโยบาย

 

ข้อ 18

บทบาท “โรงเรียนแกนนำเครือข่าย” ควรสะท้อนสิ่งใด
ก. เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในเขต
ข. เป็นโรงเรียนที่พร้อมแบ่งปันและพัฒนาโรงเรียนอื่น
ค. เป็นโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด
ง. เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนเก่งที่สุด

 

ข้อ 19

หากผู้ปกครองกังวลเรื่องผลสอบ ผู้บริหารควรสื่อสารอย่างไร
ก. ยืนยันว่าผลสอบจะดีขึ้นแน่นอน
ข. ชี้แจงเชิงนโยบายของส่วนกลาง
ค. อธิบายความเชื่อมโยงสมรรถนะกับผลการเรียนระยะยาว
ง. ขอความร่วมมือไม่ให้แทรกแซง

 

ข้อ 20

แนวคิดใดสะท้อน “ภาวะผู้นำเชิงระบบ” มากที่สุด
ก. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าทีละเรื่อง
ข. พัฒนาคน กระบวนการ และวัฒนธรรมไปพร้อมกัน
ค. เน้นผลลัพธ์เชิงตัวเลข
ง. ปรับโครงสร้างองค์กรก่อนเสมอ

 

ข้อ 21

สิ่งใด “ไม่สอดคล้อง” กับการนิเทศเชิงกัลยาณมิตร
ก. การสะท้อนผลอย่างสร้างสรรค์
ข. การร่วมออกแบบแนวทางแก้ปัญหา
ค. การเปรียบเทียบครูระหว่างโรงเรียน
ง. การเรียนรู้ร่วมกัน

 

ข้อ 22

หากต้องเลือกโรงเรียนต้นแบบในเครือข่าย ควรพิจารณาจากอะไรเป็นหลัก
ก. ขนาดโรงเรียน
ข. ผลสอบย้อนหลัง
ค. ความพร้อมและวัฒนธรรมการเรียนรู้
ง. ทำเลที่ตั้ง

 

ข้อ 23

Active Learning ในระดับมัธยมควรเน้นผลลัพธ์ใด
ก. ความจำเนื้อหา
ข. การคิด วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้
ค. การทำแบบฝึกหัดจำนวนมาก
ง. การเรียนตามตำรา

 

ข้อ 24

หากต้องรายงานความก้าวหน้าต่อเขตพื้นที่ ควรเลือกข้อมูลใด
ก. จำนวนกิจกรรมที่จัด
ข. ภาพกิจกรรม
ค. หลักฐานการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียน
ง. ความพึงพอใจของครู

 

ข้อ 25

การนิเทศเชิงรุกที่มีคุณภาพควรจบลงด้วยสิ่งใด
ก. รายงานผลการนิเทศ
ข. ข้อเสนอแนะเชิงคำสั่ง
ค. แผนพัฒนาการสอนร่วมกัน
ง. การประเมินครูรายบุคคล

 

ข้อ 26

ปัจจัยใดทำให้การขับเคลื่อนนโยบาย “ยั่งยืน” มากที่สุด
ก. งบประมาณ
ข. คำสั่งจากส่วนกลาง
ค. การมีส่วนร่วมของครู
ง. การประเมินที่เข้มงวด

 

ข้อ 27

บทบาทใดของรองผู้อำนวยการเหมาะสมที่สุดใน Case นี้
ก. ควบคุมการจัดการเรียนการสอน
ข. ประสานเครือข่ายและหนุนเสริม PLC
ค. ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน
ง. แทนผู้อำนวยการในทุกกิจกรรม

 

ข้อ 28

หากการเปลี่ยนแปลงยังไม่เห็นผลในปีแรก ผู้บริหารควรตัดสินใจอย่างไร
ก. ยกเลิกแนวทางเดิม
ข. เปลี่ยนนโยบายใหม่ทันที
ค. ทบทวนกระบวนการและพัฒนาต่อเนื่อง
ง. รอคำสั่งจากต้นสังกัด

 

ข้อ 29
การตัดสินใจใดสะท้อน “ภาวะผู้นำเชิงนโยบาย” มากที่สุด
ก. เพิ่มการประชุมครู
ข. ปรับโครงสร้างฝ่ายวิชาการ
ค. เชื่อมโยงนโยบาย Active Learning กับแผนพัฒนาคุณภาพโรงเรียน
ง. สั่งการให้ครูทุกคนใช้รูปแบบเดียวกัน

 

ข้อ 30
หากต้องเลือก “จุดคานงัด” (Leverage Point) เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลง ควรเลือกสิ่งใด
ก. เอกสารแผนการสอน
ข. ตารางสอน
ค. PLC ที่ผูกกับผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
ง. การประเมินครูรายบุคคล

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม