สมาชิกเข้าสู่ระบบ

คุก 39 ปี 52 ด อดีต เกษตร จว. สั่งลูกน้องทำเอกสารยืมเงินเท็จ

"...คดีนี้ มีคำพิพากษาชั้นฎีกาออกมาแล้ว โดยมีการแก้โทษ ให้จำเลย จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำนวน 13 กระทง รวมจำคุก 39 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่ผู้เสียหาย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากแนวคำพิพากษาที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดี กับคดีนี้ ทางไต่สวนข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักมั่นคง ไม่เป็นพิรุธขัดกันเอง และไม่ขัดแย้งกับเอกสารดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา และแม้การเบิกจ่ายเงินจะมีเจ้าหน้าที่อื่นดูแลดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา แต่จำเลยในฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการก็ยังคงมีหน้าที่จัดการและรักษาเงินดังกล่าวด้วย..." 

นางสาวจีรวรรณ อุณาพรหม อดีตเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ตกเป็นข่าวดังในช่วงเดือน ก.ค.2563

ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำนวน 13 กระทง รวมจำคุก 39 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่ผู้เสียหาย ในคดีสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดทำเอกสารยืมเงินราชการ และค่าใช้จ่ายในโครงการฝึกอบรมเป็นเท็จแล้วเบียดบังเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว 

หลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรากมาร ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญาตาม ป.อ.มาตรา 147 , 151 , 157 และ 161 และมาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 90 และ 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

ต่อมาในช่วงเดือนก.พ.2564 ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีคำพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำผิดรวม 8 กระทง รวมจำคุก 24 ปี 32 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 138,106 บาท แก่ผู้เสียหาย 

ล่าสุด คดีนี้ มีคำพิพากษาชั้นฎีกาออกมาแล้ว โดยมีการแก้โทษ ให้จำเลย จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำนวน 13 กระทง รวมจำคุก 39 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่ผู้เสียหาย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 

เนื่องจากแนวคำพิพากษาที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดี กับคดีนี้ ทางไต่สวนข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักมั่นคง ไม่เป็นพิรุธขัดกันเอง และไม่ขัดแย้งกับเอกสารดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา และแม้การเบิกจ่ายเงินจะมีเจ้าหน้าที่อื่นดูแลดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา แต่จำเลยในฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการก็ยังคงมีหน้าที่จัดการและรักษาเงินดังกล่าวด้วย 

การกระทำของจำเลยเป็นวิธีการในการเบียดบังเอาเงินที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจัดการและรักษาเพื่อให้เงินมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้ว จำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันป็นการทุจริต

ปรากฏรายละเอียดดังนี้ 

คดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกุฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 151 ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่กรมส่งเสริมการเกษตร ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นตันพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม), 151 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี

ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำนวน 13 กระทง รวมจำคุก 39 ปี 52 เตือน ให้จำเลยคืนเงิน662,213 บาท แก่ผู้เสียหาย 

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำผิดรวม 8 กระทง รวมจำคุก 24 ปี 32 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 138,106 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นตัน 

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งเกษตรจังหวัดสุรินทร์ สังกัดกรมส่งเลริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าตัวยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

การที่จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งสั่งการให้ผู้ใต้บังดับบัญชาขออนุมัติยืมเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดโครงการที่ไม่ได้จ่ายจริง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการที่ไม่ได้ไปจริง เพื่อเป็นค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มที่จ่ายเกินความจริง จำเลยเป็นผู้อนุมัติและสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก ซึ่งผิดระเบียบ ให้ผู้ใช้บังคับบัญชานำเช็คเรียกเก็บเงินแล้วนำเงินให้จำเลยหรือนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย และจำเลยสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำใบสำคัญส่งใช้เงินยืมอันเป็นเท็จ 

แม้การเบิกจ่ายเงินจะมีเจ้าหน้าที่อื่นดูแลดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา แต่จำเลยในฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการก็ยังคงมีหน้าที่จัดการและรักษาเงินดังกล่าวด้วย 

การกระทำของจำเลยดังวินิจฉัยข้างตันเป็นวิธีการในการเบียดบังเอาเงินที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจัดการและรักษาเพื่อให้เงินมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้วจำเลยเบียตบังเอาเงินดังกล่าวไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันป็นการทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และการสั่งการและการดำเนินการโดยมิชอบดังกล่าง เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายต่อรัฐและผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2561 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ทางไต่สวนข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักมั่นคง ไม่เป็นพิรุธขัดกันเอง และไม่ขัดแย้งกับเอกสารดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา 

ฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ทุกข้อ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ยกฟ้องโจทก์บางส่วนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม), 151 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่งกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์เพียงบทเตียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี 

ทางไต่สวนพยานจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 13 กระทง รวมจำคุก 39 ปี 52 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่ผู้เสียหาย 

ศาลพิพากษาชั้นฎีกาดังกล่าว ถือเป็นปิดฉากคดีนี้เป็นทางการ 

ขณะที่คดีนี้ นับเป็นอีกหนึ่งคดีศึกษาสำคัญของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ให้กระทำความผิด เดินย้ำซ้ำรอยเดียวกันทั้งในปัจจุบันและอนาคตสืบไป รวมถึงแนวทางการต่อสู้คดีในชั้นศาล ของอัยการ ที่สามารถฎีกา กลับมาให้จำเลย โดนลงโทษ จำคุก 39 ปี 52 เดือน ตามเดิม ด้วย 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันเสาร์ ที่ 06 กรกฎาคม 2567