
ตอบข้อสงสัย (1) : เรื่อง การกระจายอำนาจให้สถานศึกษา
ตามที่ผมได้เขียนถึงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ...ไว้ตอนหนึ่งว่า กฎหมายได้บัญญัติเรื่องการให้ "ความเป็นอิสระ" แก่สถานศึกษาไว้ในมาตรา 14 และมาตรา 25 เรื่องนี้มีผู้อ่านบางท่านไม่เชื่อว่า จะเกิดขึ้นได้จริง คงจะเหมือนกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ซึ่งความในมาตรา 39 ก็ได้บัญญัติกำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทั้ง 4 ด้านให้กับสถานศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้มีการกระจายอำนาจกันอย่างจริงจังแต่อย่างใด
ผมขอเรียนว่า ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่กับกฎหมายฉบับเดิมนั้นแตกต่างกันมาก กล่าวคือ
1.พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ความในมาตรา 39 บัญญัติไว้ว่า "ให้กระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งทางด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการสำนักงานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง หลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"
เหตุที่ยังไม่มีการกระจายอำนาจไปให้กับสถานศึกษาอย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมา ก็อยู่ตรงข้อความตอนท้ายของกฎหมายฉบับเดิมที่ีเขียนไว้ว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจให้เป็นไปตามกฎกระทรวง" นั่นแปลว่า ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการว่า จะกระจายอำนาจทั้ง 4 ด้านไปให้กับสถานศึกษาแค่ไหนเพียงใด ให้กระทรวงศึกษาธิการออกเป็น "กฎกระทรวง" ซึ่งผมยังไม่ได้ศึกษาว่า ได้มีการออก "กฎกระทรวง" ให้มีการกระจายอำนาจไปให้กับสถานศึกษามากน้อยเพียงใด ได้มีการกำหนดขนาดของสถานศึกษาที่จะกระจายอำนาจไว้ขนาดไหน หรือมีการกั๊กอำนาจอะไรไว้บ้าง ข้ออ้างที่ยังไม่กระจายอำนาจก็หนีไม่พ้นข้อที่ว่า "สถานศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม?" (เหมือนกับการเรียกร้องให้การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยราชการส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า "0อปท.ยังไม่มีความพร้อม") ผมเคยตั้งคำถามว่า ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ และคำถาม "ที่ว่าไม่พร้อม" นั้น ใครไม่พร้อม ผู้มอบอำนาจหรือผู้รับมอบอำนาจกันแน่?)
แต่ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ... ความในมาตรา 14 และมาตรา 25 ไม่ได้บัญญัติข้อความตอนท้ายไว้เช่นเดียวกับกฎหมายเดิม นั่นแปลว่า เมื่อร่างกฎหมายฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายเมื่อใด "ความเป็นอิสระ" ของสถานศึกษาทุกแห่งและทุกสังกัด ก็จะเกิดมักผลขึ้นตามกฎหมายในทันทีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ (โดยไม่ต้องรอให้มีการออกกฎกระทรวงเหมือนกฎหมายเดิมแต่อย่างใด)
2.ความในมาตรา 26 ของกฎหมายใหม่ที่บัญญัติไว้ว่า "ในการจัดสรรงบประมาณให้แก่สถานศึกษาของรัฐ ต้องจัดสรรให้เป็นเงินอุดหนุนทั่วไป (เป็นเงินก้อน) ที่ีไม่กำหนดวัตถุประสงค์" นั่นแปลว่า เมื่อกฎหมายฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องจัดสรรงบประมาณเป็น "เงินอุดหนุนทั่วไป" ไปให้กับสถานศึกษาโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของหน่วยงานต้นสังกัด ทั้งในส่วนกลางและระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นหน้าที่ของสถานศึกษาแต่ละแห่งที่จะต้องไปพิจารณาว่า จะจัดสรรเงินอุดหนุนที่ได้รับให้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการใดบ้าง จึงจะทำให้การจัดการศึกษาของสถานศึกษามีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และมีความคุ้มค่า (นี่จะเป็นบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ ความรู้ ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริตของผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคต)
การจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปตรงไปยังสถานศึกษาโดยตรงตามกฎหมายฉบับใหม่ เท่ากับลดบทบาทในการพิจารณาจัดสรรของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานในระดับเขตพื้นที่การศึกษาลงไป ต่อไปเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในหน่วยงานดังกล่าวก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีอยู่ต่อไป หน่วยงานต้นสังกัดก็สามารถกระจายบุคคลากรเหล่านั้นลงไปทำงานในระดับสถานศึกษาได้มากขึ้น
3.ความเป็นอิสระของสถานศึกษาอีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีโดยผลของกฎหมาย คือ รายได้ของสถานศึกษาตามมาตรา 27 (2)-(6) ซึ่งรายได้ทั้ง 5 ประเภทดังกล่าว "สถานศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาได้ โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" (นี่ก็จะเป็นบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ ความรู้ ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริตของผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคตเช่นกัน)
4.บทบาทของหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาที่จะลดลงไปอีกอย่างหนึ่ง คือ บทบาทในเรื่องของการจัดทำต้นแบบหลักสูตรการศึกษา การจัดทำต้นแบบการจัดการเรียนรู้ และการจัดทำสื่อการเรียนการสอน บทบาทเหล่านี้จะเปลี่ยนไปอยู่ที่องค์กรใหม่ คือ "สถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้" ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับเรื่อง "การกระจายอำนาจ" การบริหารจัดการสถานศึกษาทั้ง 4 ด้าน ให้ไปอยู่กับสถานศึกษาโดยตรงตามกฎหมายใหม่ด้วยแล้ว นั่นแปลว่า จะทำให้หน่วยงานราชการส่วนกลางที่ีมีหน้าที่จัดการศึกษา มีขนาดองค์กรเล็กลงในอนาคตอย่างแน่นอน นี่คือเหตุผลว่า ทำไมจึงต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรในกระทรวงศึกษาธิการ? เพราะเมื่อบทบาท อำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานเดิมเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการลงไปที่ีสถานศึกษา และมีการจัดองค์กรใหม่ขึ้นมารับผิดชอบงานด้านวิชาการแทนหน่วยงานเดิม ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องปรับลดขนาดองค์กรและปรับปรุงอำนาจหน้าที่กันใหม่ (เดิมกระทรวงศึกษาธิการมี "กรมวิชาการ" รับผิดชอบงานด้านวิชาการของกระทรวงฯ แต่ต่อมาถูกยุบให้ไปเป็นเพียงหน่วยงานเล็กๆ เท่ากับว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่ให้ความสำคัญกับงานด้านวิชาการเท่าใดนัก ผมคิดว่า การจัดการศึกษานั้น งานด้านวิชาการมีความสำคัญมากกว่างานด้านอื่น โดยเฉพาะเรื่องของหลักสูตรการศึกษาและการจัดกระบวนการเรียนรู้ ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน แต่คนในยุคสมัยนั้นกลับไม่เห็นความสำคัญของงานวิชาการ ไม่ทราบเพราะเหตุผลใด?)
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
22 กรกฎาคม 2564
ตอบข้อสงสัย (2) : เรื่องการเพิ่มจำนวนนักเรียนสายอาชีพ
บทความเรื่อง "การพัฒนาระบบบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน" ตอนที่ 13-14 ผมเขียนถึงปัญหาเกี่ยวกับการที่มีนักเรียนไปเรียนต่อในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษาน้อยเกินไป ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสายอาชีพ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้กำหนดสัดส่วนจำนวนผู้เรียนที่ีจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ีสถานศึกษาจะ "ส่งตัว" ไปเรียนต่อสายสามัญ (ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย) และสายอาชีวศึกษาให้ชัดเจน ทำให้สถานศึกษาบางแห่ง "เก็บเด็ก" ไว้เรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมากเกินไป คือ เกินกว่าห้องเรียนละ 30-35 คน ทำให้เกิดปัญหากับการจัดการเรียนการสอนของครู และเกิดปัญหากับตัวผู้เรียนและผู้ปกครองในระยะยาวด้วย
ปัญหานี้ผมจึงได้เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่า ควรจะกำหนดสัดส่วนจำนวนนักเรียนสายสามัญและสายอาชีพ ในสัดส่วนใด เช่นร้อยละ 60 : 40 หรือ 55 : 45 เป็นต้น เมื่อมีการกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจนเช่นนี้แล้ว ก็มอบหมายเป็นนโยบายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการศึกษา ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ไป "บูรณาการ" ทำงานตามนโยบายดังกล่าวร่วมกันให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งผมเชื่อว่าจะเกิดมักผลในทางปฏิบัติมากขึ้น
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้กำหนดสัดส่วนจำนวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่จะไปเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและเรียนต่อในสายอาชีพไว้ที่ีร้อยละ 51 : 49 ทำให้ประเทศจีนไม่มีปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสายอาชีพ นอกจากนี้การผลิตและพัฒนาแรงงานระดับวิชาชีพของประเทศจีน ยังสามารถผลิตและพัฒนาให้เป็นแรงงานที่ีมีทักษะฝีมือสูง เป็นที่ีต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีนักลงทุนทั้งนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนในประเทศ แห่กันไปลงทุนในประเทศจีนมากกว่าประเทศใดๆในเอเชีย ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่ีการลงทุนในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเนื่องจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเห็นว่า "คุณภาพของแรงงานไทยยังไม่ถูกพัฒนาให้เป็นแรงงานที่มีทักษะสูง และไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด" (ข่าวไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 20 กรกฎาคม 2564)
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนกลับมีปัญหาเรื่องการผลิตและพัฒนาแรงงานในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากมีจำนวนมหาวิทยาลัยน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้ผู้ปกครองที่ีมีฐานะดีต้องส่งลูกหลานไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดาและยุโรป ในขณะที่มีนักเรียนบางส่วนมาศึกษาต่อในประเทศไทย รวมทั้งมีนักลงทุนจีนบางคนมาลงทุนซื้อมหาวิทยาลัยไทยด้วย เพราะประเทศไทยค่าครองชีพต่ำ ในขณะที่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยก่อนหน้านี้เกิดขึ้นราวดอกเห็ด และต่างก็เร่งผลิตและพัฒนาบัณฑิต "ตามความถนัดและความต้องการของมหาวิทยาลัย" โดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงานแต่อย่างใด จึงปรากฏว่ามีเด็กไทยจบการศึกษาแล้วตกงานปีละกว่า 1 แสนคน
ข้อเสนอแนะของผมที่ให้กำหนดสัดส่วนจำนวนผู้เรียนต่อในสายสามัญและสายอาชีพให้ชัดเจน โดยขอให้สถานศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย "เก็บเด็ก" ไว้ในชั้นเรียนไม่เกินห้องเรียนละ 30-35 คนนั้น ปรากฏว่ามีผู้บริหารการศึกษาบางท่านบอกว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นความต้องการของผู้ปกครองนักเรียน ที่ต้องการให้ลูกหลานของตนเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อที่จะไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรี เพราะเชื่อว่าการเรียนจนจบในระดับปริญญาตรี จะช่วยให้มีงานที่ดีทำ ทำให้มีศักดิ์ศรี เงินเดือนและความก้าวหน้าดีกว่าการเรียนในสายอาชีพ ผมเชื่อว่าความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นจริง แต่เรามีผู้บริหารการศึกษามากมาย หน้าที่ของผู้บริหารการศึกษาอย่างหนึ่ง คือ การชี้ทางเดินให้กับนักเรียน เพื่อให้พวกเด็กๆเดินไปในทิศทางที่ีจะทำให้พวกเขามีงานทำเมื่อจบการศึกษา ไม่ใช่การส่งเสริมให้เด็กเดินหลงทางแล้วหาทางกลับไม่ได้
ผมจึงเสนอว่า ผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งเป็น CEO ของสถานศึกษาทั้ง 2 สังกัด ควรที่จะร่วมมือกัน "แนะแนวการศึกษาต่อ" ให้กับเด็กนักเรียนที่ใกล้จะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อที่จะชี้แนะแนวทางให้กับเด็กและผู้ปกครองนักเรียน โดยร่วมมือกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ผู้ว่าราชการจังหวัด แรงงานจังหวัด อุตสาหกรรมจำกัด พาณิชย์จังหวัด รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชน เช่น หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว สมาคมธนาคาร เป็นต้น
ผมอยากจะบอกว่า ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ผู้บริหารไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารภาครัฐหรือภาคธุรกิจเอกชน ควรจะต้องมีทัศนคติที่สำคัญประการหนึ่ง คือ can do attitude หรือทุกอย่างเป็นไปได้ สามารถทำได้ไม่ว่าเรื่องอะไร หรือคิดว่า ทุกปัญหามีทางออก ไม่ใช่ทุกทางออกมีปัญหา บางคนยังไม่ทันลงมือทำเลย ก็บอกว่า นั่นก็มีปัญหา นี่ก็มีปัญหา ถ้าเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีผู้บริหารไว้ทำไม?
เมื่อปีพ.ศ.2547 ผมได้รับการแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีมาบอกว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบ "โครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ" ไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 ระยะเวลาผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้วก็ยังไม่สามารถจัดตั้ง "วิทยาเขต" ได้ คนอำนาจเจริญอยากได้วิทยาเขตแห่งนี้มาก จึงขอให้ผมช่วยสานต่อโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วย เมื่อได้รับทราบเรื่องนี้แล้วผมจึงเดินทางไปพบกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อขอทราบเหตุขัดข้อง จึงทำให้ผมได้ทราบว่า เหตุที่มหาวิทยาลัยมหิดลไม่สามารถดำเนินการตามโครงการได้ เนื่องจากสถานที่ที่จะใช้จัดตั้งวิทยาเขตเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ ซึ่งกรมป่าไม้ยังไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ก่อสร้างวิทยาเขต ผมจึงกลับมาคิดว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพราะถ้าจะเดินหน้าให้ใช้พื้นที่เดิมต่อไป ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะสั่งเพิกถอนพื้นที่ดังกล่าวออกจากพื้นที่เขตป่าไม้หรือไม่และเมื่อใด ผมจึงต้องคิดหาทางออกใหม่ โดยการไปเสนอให้มหาวิทยาลัยมหิดลมาใช้ที่ดินในบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ประมาณ 159 ไร่แทน พร้อมกับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้กับมหาวิทยาลัยใช้ดำเนินการเป็นเงิน 50 ล้านบาท ปรากฏว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลพอใจ หลังจากนั้นประมาณ 3-4 ปี มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็เปิดการเรียนการสอนได้จนถึงปัจจุบัน
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
22 กรกฎาคม 2564
ที่มา ; LINE สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
บทความกล่าวถึงแนวคิดการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาตามร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่ให้ “ความเป็นอิสระ” แก่สถานศึกษาเกิดผลทันทีเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยไม่ต้องรอกฎกระทรวง แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่การกระจายอำนาจไม่เกิดผลจริงเนื่องจากข้อจำกัดเชิงระเบียบ นอกจากนี้ยังมีการปรับระบบงบประมาณให้สถานศึกษาได้รับเงินอุดหนุนทั่วไปแบบก้อน สามารถบริหารจัดการได้เอง และรายได้ของสถานศึกษาสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง ซึ่งเพิ่มบทบาทและความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมาก พร้อมทั้งลดบทบาทหน่วยงานต้นสังกัด และปรับโครงสร้างไปสู่หน่วยงานด้านหลักสูตรใหม่
อีกประเด็นสำคัญคือการแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนด้วยการกำหนดสัดส่วนผู้เรียนสายสามัญและสายอาชีพอย่างชัดเจน โดยยกตัวอย่างประเทศจีนที่วางระบบสัดส่วนชัดเจนจนพัฒนาแรงงานได้ตรงความต้องการตลาด ส่งผลต่อการลงทุนและเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยยังมีปัญหาผลิตบัณฑิตไม่สอดคล้องตลาดแรงงาน ผู้เขียนเสนอให้ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแนะแนวการศึกษา ใช้ทัศนคติแบบ “can do” และมองปัญหาเชิงสร้างสรรค์ พร้อมยกตัวอย่างการแก้ปัญหาเชิงบริหารที่ต้องคิดนอกกรอบและหาทางออกใหม่อย่างเป็นระบบ
จุดแตกต่างสำคัญของกฎหมายใหม่กับกฎหมายเดิมเรื่องความเป็นอิสระของสถานศึกษาคือข้อใด
ก. ต้องรอกฎกระทรวงเหมือนเดิม
ข. ให้สถานศึกษาบริหารโดยไม่เพิ่มงบประมาณ
ค. เกิดผลทันทีเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
ง. ให้หน่วยงานเขตพื้นที่มีอำนาจมากขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: กฎหมายใหม่ให้ความเป็นอิสระมีผลทันทีโดยไม่ต้องรอกฎกระทรวง
เหตุผลสำคัญที่การกระจายอำนาจตามกฎหมายเดิมไม่เกิดผลจริงคือข้อใด
ก. ไม่มีสถานศึกษาเข้าร่วม
ข. ต้องออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์
ค. ไม่มีงบประมาณสนับสนุน
ง. ครูไม่พร้อมปฏิบัติ
เฉลย: ข
เหตุผล: การกระจายอำนาจขึ้นอยู่กับกฎกระทรวงทำให้ไม่เกิดผลจริง
การจัดงบประมาณแบบเงินอุดหนุนทั่วไปส่งผลอย่างไรต่อสถานศึกษา
ก. ต้องผ่านเขตพื้นที่
ข. ใช้งบได้ตามวัตถุประสงค์ที่รัฐกำหนด
ค. เพิ่มอำนาจกระทรวงศึกษาธิการ
ง. ให้สถานศึกษาบริหารงบเองได้มากขึ้น
เฉลย: ง
เหตุผล: เงินก้อนทำให้สถานศึกษาบริหารเองได้โดยตรง
รายได้ของสถานศึกษาตามกฎหมายใหม่มีลักษณะอย่างไร
ก. ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
ข. ใช้ได้โดยไม่ต้องส่งคลัง
ค. ใช้ได้เฉพาะงบลงทุน
ง. ใช้ได้หลังอนุมัติจากเขต
เฉลย: ข
เหตุผล: รายได้ไม่ต้องนำส่งคลัง สามารถใช้ได้ทันที
องค์กรใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานหลักสูตรและการเรียนรู้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
ก. เพิ่มจำนวนครู
ข. แทนหน่วยงานเดิมด้านวิชาการ
ค. เพิ่มงบประมาณโรงเรียน
ง. ควบคุมเขตพื้นที่
เฉลย: ข
เหตุผล: ลดบทบาทหน่วยงานเดิมและตั้งองค์กรใหม่แทน
ปัญหาหลักของประเทศไทยด้านแรงงานตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดนักลงทุนต่างประเทศ
ข. ผลิตแรงงานไม่สอดคล้องตลาด
ค. ขาดมหาวิทยาลัย
ง. ขาดครูสายอาชีพ
เฉลย: ข
เหตุผล: แรงงานไม่ตรงกับความต้องการตลาด
ข้อเสนอเรื่องสัดส่วนสายสามัญและสายอาชีพมีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. ลดจำนวนนักเรียนทั้งหมด
ข. เพิ่มนักเรียนสายสามัญ
ค. แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
ง. เพิ่มงบประมาณการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้แรงงานตรงกับความต้องการตลาด
ตัวอย่างประเทศจีนแสดงให้เห็นประเด็นใด
ก. ไม่มีระบบการศึกษาอาชีวะ
ข. เน้นมหาวิทยาลัยเป็นหลัก
ค. สัดส่วนผู้เรียนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ
ง. ลดการลงทุนต่างประเทศ
เฉลย: ค
เหตุผล: การกำหนดสัดส่วนช่วยผลิตแรงงานมีคุณภาพ
แนวคิด “can do attitude” หมายถึงอะไร
ก. ทำงานตามคำสั่ง
ข. หลีกเลี่ยงปัญหา
ค. เชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก
ง. รอคำสั่งจากส่วนกลาง
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งเน้นความคิดเชิงบวกและแก้ปัญหาได้
บทเรียนสำคัญจากกรณีมหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตอำนาจเจริญคือข้อใด
ก. ปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้
ข. ต้องรออนุมัติจากส่วนกลางเท่านั้น
ค. การคิดทางเลือกใหม่ช่วยแก้ปัญหาได้
ง. ไม่ควรตั้งมหาวิทยาลัยในจังหวัด
เฉลย: ค
เหตุผล: การปรับแนวทางใหม่ทำให้โครงการสำเร็จได้