
นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กมว.เมื่อเร็วๆ นี้ หารือเรื่องการปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ให้สอดคล้อง กับมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกาศใช้มาตรฐานคุณวุฒิฯใหม่ เมื่อเดือนมีนาคม และจะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาตม 2565 ดังนั้น จึงขอให้คุรุสภาหารือร่วมกับสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เพื่อจัดทำกรอบมาตรฐานหลักสูตร ให้แต่ละมหาวิทยาลัยนำไปปรับใช้ ก่อนเสนอให้ อว.รับรองหลักสูตรต่อไป สำหรับมาตรฐานคุณวุฒิฯใหม่ กำหนดให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับมาตรฐานคุณวุฒิฯ ต้องมีอย่างน้อย 4 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านจริยธรรม และด้านลักษณะบุคคล
นายเอกชัยกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้คุรุสภาปรับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ โดยจะมีการแบ่งระดับ และจัดประเภทของใบอนุญาตฯ เพื่อให้มีความชัดเจน และเชื่อมโยงกับการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้เป็นระบบเดียวกันนั้น ส่วนตัวเห็นด้วย โดยข้อสรุปเบื้องต้นว่า
จะแบ่งใบอนุญาตฯออกเป็น ใบอนุญาตฯครูประถมศึกษา ใบอนุญาตฯครูการศึกษาพิเศษ ใบอนุญาตฯครูวิชาสามัญทั่วไป และใบอนุญาตฯครูอาชีวศึกษา และในอนาคตโมเดลการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯจะเปลี่ยนไป จะไม่มีการสอบวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ให้ใช้การรับรองหลักสูตรซึ่งเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องดูแลแทน เหลือการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯเพียง 2 วิชา คือ วิชาชีพครู และวิชาที่สอน สำหรับผู้ที่สอบไม่ผ่าน จะได้รับใบอนุญาตฯปฏิบัติการสอนชั่วคราว เป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้โอกาสนิสิต นักศึกษาที่จบใหม่มีงานทำ สามารถทำหน้าที่สอนในโรงเรียนได้
“ที่ปรับใหม่คือ ใบอนุญาตฯปฏิบัติการสอนชั่วคราว ซึ่งจะออกให้กับผู้ที่ไม่สามารถสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯได้นั้น จะมีการล็อกเวลาให้มีอายุเพียง 2 ปี จากเดิมที่จะให้ต่ออายุทุกๆ 2 ปี หากไม่สามารถสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯได้ภายในเวลาที่กำหนดก็จะไม่สามารถไปทำหน้าที่สอนได้อีก แต่ยังสามารถทำหน้าที่ผู้ช่วยครูได้ สาเหตุที่ต้องกำหนดเวลาและไม่อนุญาตให้มีการต่ออายุใบอนุญาตฯชั่วคราวได้นั้น เพื่อให้ผู้ที่จะเป็นครู มีความกระตือรือร้น ในการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สนใจ เพราะจะขอต่ออายุใบอนุญาตฯ ชั่วคราวกันตลอด” นายเอกชัยกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 พฤษภาคม 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
เสียงแตกเลิกสอบ ‘3 ทักษะ’ ขอตั๋ว ‘สมพงษ์’ ค้าน ฟันธงคุรุสภาประหยัดงบ ‘อดิศร’ เชียร์โละทดสอบ ‘วิชาชีพครู’ ด้วย
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เปิดรับฟังความเห็นเรื่องการปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ผ่านระบบออนไลน์ พบว่า สถาบันผลิตครู นิสิต นักศึกษา และประชาชนกว่า 90% เห็นด้วยที่จะมีการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต่อไป แต่ให้ลดวิชาที่สอบเหลือเพียง 2 วิชา คือ วิชาชีพครู และวิชาที่สอน ส่วนวิชาทักษะภาษาไทย ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ให้ใช้การรับรองหลักสูตรแทน โดยคุรุสภาจะเสนอให้คณะกรรมการคุรุสภาพิจารณาเห็นชอบต่อไปนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย มองว่าเหตุผลหลักที่คุรุสภาต้องการยกเลิกการสอบทั้ง 3 วิชา เพราะต้องการประหยัดงบประมาณ มากกว่าเหตุผลที่บอกว่ามีผู้สอบผ่านจำนวนมาก
“คุรุสภาควรกลับไปดูด้วยว่าสาเหตุที่ผู้สอบส่วนใหญ่ สอบวิชาทักษะภาษาไทยผ่านกว่า 95% นั้น ข้อสอบมีมาตรฐาน เชื่อถือได้หรือไม่ แต่ทำไมวิชาอื่นๆ ถึงสอบไม่ผ่านจำนวนมาก คุรุสภาถือเป็นองค์กรที่ดูแลวิชาชีพ ดูภาพรวม และส่งเสริมให้ครูมีความสมบูรณ์ในทุกด้าน ดังนั้น การวัดและประเมินผลเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ ต้องมีหลักการ ไม่ควรให้ครูเลือกสอบตามใจของตน” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว
ด้าน ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า องค์กรควบคุมวิชาชีพในสาขาต่างๆ ถูกตั้งขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติให้ผู้ประกอบวิชาชีพ มีจรรยาบรรณ และควบคุมมาตรฐานวิชาชีพไว้ด้วย ส่วนตัวเห็นด้วยที่คุรุสภาจะลดการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯเหลือแค่ วิชาชีพครู และวิชาที่สอน แต่ในบริบทปัจจุบัน มองว่าคุรุสภาควรจัดสอบเฉพาะวิชาที่สอน เพราะต้องวัดสมรรถนะการสอนวิชาเอกของผู้ที่จะมาเป็นครูทุกคน แม้ที่ผ่านมาสถาบันผลิตครูจะผลิตบุคลากรเหล่านี้มาแล้ว แต่ปัจจุบันอาจผลิตออกมาได้ไม่เข้มแข็งพอ ดังนั้น ควรจะสอบวิชาที่สอน เพื่อสอบวัดความรู้ของครูเหล่านี้โดยตรง
“ส่วนการสอบวิชาชีพครู ก็ควรตัดออก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะวัดเรื่องเหล่านี้ได้ แต่ที่คุรุสภาต้องการทดสอบด้วย เพราะคุรุสภาเป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องมาตรฐาน จรรยาบรรณครู จึงควรจัดสอบวิชาชีพครูด้วย ซึ่งโดยหลักการแล้ว ถือเป็นเรื่องดี แต่ในความเป็นจริง ความเป็นครูไม่สามารถวัดได้ด้วยข้อสอบ ผมมองว่าเมื่อไม่สามารถวัดได้ แต่ยังต้องการสอบวิชาชีพครูอยู่ ก็ควรเปลี่ยนรูปแบบการการวัดและประเมินผลให้ดี ต้องไม่ใช้การสอบแบบปรนัย ควรจัดข้อสอบให้มีความแตกต่างในระดับคะแนน เช่น ตอบตรงที่สุดได้ 3 คะแนน รองลงมาได้ 2 คะแนน และตอบตรงน้อยสุดได้ 1 คะแนน เป็นต้น” ผศ.ดร.อดิศรกล่าว
ผศ.ดร.อดิศรกล่าวต่อว่า การวัดวิชาชีพครูเป็นเรื่องยาก เพราะการตอบคำถาม เมื่อครูเจอสถานการณ์จริง ครูจะปฏิบัติต่างกันแน่นอน ควรให้หน่วยผลิตครูฝึกฝนบุคลากรก่อน และค่อยส่งต่อให้หน่วยที่ใช้งาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นต้น มากำกับดูแลวิชาชีพครูต่อไป ส่วนคุรุสภาควรส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม มาตรฐานวิชาชีพครูควบคู่กันไปด้วย
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 17 พฤษภาคม 2565