สมาชิกเข้าสู่ระบบ

การศึกษาไทยสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา

 สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับแวดวงการศึกษาไทยและทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักเรียนในปัจจุบันต้องปรับตัวกับรูปแบบการเรียนใหม่ ๆ และบางส่วนที่ปรับตัวไม่ทันก็อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเกิดปัญหาความรู้ถดถอย (Learning loss) ไป โดยปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบกับเด็กทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีปัญหาสุขภาพจิต เพราะการเรียนหนังสือผ่านหน้าจอมากเกินไป ทำให้เด็กทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะความเครียดสูงอยู่อีกด้วย

กระทรวงศึกษาธิการมองเห็นความสำคัญของปัญหานี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยเฉพาะปัญหาเด็กไทยที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ต้องดึงกลับมาและป้องกันไม่ให้หลุดซ้ำจึงเกิด “โครงการพาน้องกลับมาเรียน” เพื่อช่วยเหลือเด็กตกหล่นและหลุดออกกลางคันได้กลับมาเรียนอีกครั้งพร้อมผลักดันโครงการโรงเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นอีกแนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืน เพราะมีการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง 

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “3 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกเจอกับสถานการณ์โควิด-19 ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของเด็กและผู้ปกครองได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างรวดเร็วตรงนี้เป็นความท้าทายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาทั้งในส่วนของปัญหาเดิมที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปัญหาเร่งด่วนที่เราพบตั้งแต่เริ่มกลับมาเปิดเรียนหลังจากสถานการณ์โควิด-19คือปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไปซึ่งอาจเกิดจากความเดือนร้อนทางครอบครัวหรือการโยกย้ายถิ่นฐานโดยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทั่วโลกเช่นกันเพราะฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศปักหมุดเพื่อที่จะดึงเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษาโดยเตรียมทางเลือกรองรับไว้ทั้งสายสามัญศึกษาสายอาชีวศึกษา รวมถึงการศึกษานอกระบบซึ่งตอนนี้เราสามารถดึงกลับมาได้กว่า 95% โดยเฉพาะอาชีวศึกษาเราได้เตรียมโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ที่มีการให้การศึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมหอพักและอาหาร 3 มื้อ และยังมีรายได้ระหว่างเรียนด้วย เพื่อรองรับเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษาโดยเชื่อมโยงการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวะร่วมกันซึ่งตอนนี้สามารถรองรับเด็กได้กว่า 4,000 คนแล้ว 

การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศ รวมไปถึงชุมชนในแต่ละท้องที่ ในการพาเด็กตกหล่นและหลุดออกจากระบบการศึกษาได้กลับมามีโอกาสเรียนอีกครั้ง กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ทำ MOU กับ 8 กระทรวง3หน่วยงาน ภายใต้นโยบายสำคัญของรัฐบาล คือ จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (No one left behind) และนอกจากผลกระทบกับเด็กนักเรียนแล้ว ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงโรงเรียน ก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กันดังนั้นทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชน ต่างต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยยกระดับการศึกษาไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การศึกษามีความพร้อมและก้าวไปพร้อมเศรษฐกิจ”

ในปี 2565 กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับทิศทางการศึกษาไทย โดยมุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างการศึกษาไปที่การออกแบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น ซึ่งทางด้าน สพฐ. ได้มีการพัฒนาหลักสูตรห้องเรียนอาชีพ เพื่อให้ทุกคนสามารถค้นหาความถนัดความชอบของตนเอง ซึ่งเชื่อว่าหากเด็กไทยได้เรียนในสิ่งที่ชอบแล้ว ก็จะประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังทำแผนพัฒนาหลักสูตรความเป็นเลิศของอาชีวศึกษา ในโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)และโครงการCVM ให้รองรับการขยายตัวของอาชีพในกลุ่มอุตสาหกรรมS-CURVE และ NEW S-CURVE และยังมีการทำ MOU ส่งเสริมการมีงานทำร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อจับคู่ความต้องการของตลาดแรงงานกับการผลิตคนอาชีวะให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ยังผลักดัน การศึกษาแบบอาชีวะทวิภาคี จับมือกับภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมและสร้างโอกาสให้นักศึกษาอาชีวะได้เข้าไปเรียนรู้การทำงานจริง และในส่วนของนักเรียนสายสามัญ ก็ได้มีการริเริ่มห้องเรียนอาชีพซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมต้นได้ลองไปเรียนรู้ในสายอาชีวะเพื่อค้นหาตัวตนก่อนตัดสินใจหลังจบ มัธยมศึกษาปีที่ 3 รวมไปถึงกลุ่มคนที่จบการศึกษาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังจัดให้มีการ up skill / re skill เพื่อให้ทุกช่วงวัยได้มีโอกาสได้เรียนรู้และสร้างเสริมทักษะเพิ่มเติมสำหรับการประกอบอาชีพเพิ่มอีกด้วย 

การศึกษาและเศรษฐกิจไทยในอนาคต เป็นสิ่งที่ต้องเดินไปคู่กันเราจึงผลักดันให้คนไทยเข้าถึงการศึกษาได้ทุกช่วงวัย โดยเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นอกจากนี้ เราต้องปรับรูปแบบการเรียนในปัจจุบันให้เป็น Active Learning โดยให้เด็กมีกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบผ่านการลงมือปฏิบัติ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์การสื่อสารและอินเตอร์เน็ต เพื่อให้เหมาะกับการศึกษาในยุคหลังโควิด-19 ซึ่งนักเรียนจะสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในโรงเรียน และสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาเด็กไทย คือการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมุ่งเน้นเปลี่ยนบทบาทให้ครูเป็น Facilitator พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนให้เด็กไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อเด็กไทยได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา และพัฒนาความรู้ความสามารถได้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ ก็เป็นเหมือนขุมพลังและกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน”นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าว

ถอดบทเรียนการศึกษาไทย สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา เตรียมความพร้อมให้เด็กไทยในศตวรรษที่ 21 

ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565

 
 

สรุปสาระสำคัญ

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการศึกษาไทยและทั่วโลก ทำให้เกิดปัญหาการเรียนรู้ถดถอย (Learning loss) เด็กบางส่วนหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตจากการเรียนออนไลน์เป็นเวลานาน กระทรวงศึกษาธิการจึงเร่งแก้ไขผ่าน “โครงการพาน้องกลับมาเรียน” เพื่อติดตามและดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบ พร้อมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยพัฒนา “โรงเรียนคุณภาพ” และจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 8 กระทรวง 3 หน่วยงาน ภายใต้นโยบาย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พร้อมทางเลือกการศึกษาแบบยืดหยุ่น ทั้งสายสามัญ อาชีวศึกษา และการศึกษานอกระบบ รวมถึงโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ และการเชื่อมโยงกับตลาดแรงงานผ่าน MOU กับกระทรวงแรงงาน

ด้านการปฏิรูปการศึกษา เน้น Active Learning การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาหลักสูตรห้องเรียนอาชีพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Upskill/Reskill) รวมทั้งพัฒนาครูให้เป็น Facilitator เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งให้การศึกษาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ

ข้อสอบ

ข้อ 1

ปัญหาหลักทางการศึกษาที่เกิดขึ้นหลังโควิด-19 คือข้อใด
ก. การขาดแคลนครู
ข. Learning loss และเด็กหลุดจากระบบ
ค. การเพิ่มจำนวนนักเรียน
ง. การขยายโรงเรียนเอกชน
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าปัญหาหลักคือการเรียนรู้ถดถอยและเด็กหลุดออกจากระบบ

ข้อ 2

แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หมายถึงข้อใด
ก. ลดจำนวนโรงเรียน
ข. ส่งเสริมเฉพาะเด็กเก่ง
ค. ให้โอกาสทางการศึกษาทุกกลุ่ม
ง. เพิ่มค่าเล่าเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

ข้อ 3

โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” มีเป้าหมายหลักคือ
ก. สร้างโรงเรียนใหม่
ข. เพิ่มครูอัตราจ้าง
ค. ดึงเด็กหลุดกลับเข้าสู่ระบบ
ง. ลดหลักสูตร
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นติดตามและนำเด็กกลับมาเรียน

ข้อ 4

แนวทาง Active Learning เน้นสิ่งใด
ก. การท่องจำ
ข. การฟังบรรยาย
ค. การคิดวิเคราะห์และลงมือปฏิบัติ
ง. การสอบปลายภาค
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นผู้เรียนลงมือทำและคิดวิเคราะห์

ข้อ 5

บทบาทใหม่ของครูตามบทความคือข้อใด
ก. ผู้สอนแบบบรรยาย
ข. Facilitator
ค. ผู้ควบคุมสอบ
ง. ผู้บริหารโรงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ครูเปลี่ยนเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้

ข้อ 6

การบูรณาการความร่วมมือในบทความหมายถึง
ก. โรงเรียนเดียวบริหารเอง
ข. ความร่วมมือหลายหน่วยงาน
ค. ลดบทบาทรัฐ
ง. เพิ่มการแข่งขันโรงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: มีความร่วมมือหลายกระทรวงและหน่วยงาน

ข้อ 7

เป้าหมายของห้องเรียนอาชีพคือ
ก. ลดนักเรียนสายสามัญ
ข. คัดเด็กออกจากระบบ
ค. ให้ค้นหาความถนัดและอาชีพ
ง. เพิ่มการสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: ช่วยค้นหาความถนัดและแนวทางอาชีพ

ข้อ 8

Upskill / Reskill หมายถึง
ก. หยุดเรียน
ข. เรียนใหม่ตั้งแต่ต้น
ค. เพิ่ม/ปรับทักษะเดิม
ง. เปลี่ยนโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: พัฒนาทักษะเพิ่มเติมและปรับให้ทันอาชีพ

ข้อ 9

การใช้เทคโนโลยีในการศึกษามีเป้าหมายเพื่อ
ก. ลดครู
ข. เพิ่มความสะดวกและเข้าถึงการเรียนรู้
ค. ลดนักเรียน
ง. เพิ่มการบ้าน
เฉลย: ข
เหตุผล: ทำให้เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

ข้อ 10

เป้าหมายระยะยาวของการปฏิรูปการศึกษาคือ
ก. แข่งขันต่างประเทศ
ข. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ค. ลดโรงเรียนรัฐ
ง. เพิ่มการสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: การศึกษาถูกใช้เป็นกลไกพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น