สมาชิกเข้าสู่ระบบ

‘หยก’ กับความเป็นนักเรียน กฎระเบียบ และเสรีภาพ

เผย ถูกไล่ออกจากร.ร. ชาวเน็ตเมนต์เสียงแตก ห่วงใยแต่ไม่อยากให้พุ่งชน

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ‘หยก’ ธนลภย์ เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์ข้อความในช่วงกลางดึก เปิดเผยว่า ตนถูกไล่ออกจากโรงเรียน พร้อมทั้งเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้งว่า ตากนี้ไป ตนคือบุคคลภายนอก

หยก เผยแพร่ข้อเขียนมีเนื้อหาโดยสรุปว่า ถูกทางโรงเรียนเรียกเข้าไปพูดคุยหลังจากเข้าคาบเรียน แต่ตนขอเรียนก่อน พอเลิกเรียนจึงไปพบ โดยทางโรงเรียนให้เพื่อนที่เป็นหัวหน้ากับรองหัวหน้าไปด้วย

หยก ระบุว่า ถูกทางโรงเรียนสอบถามว่าไปทำอะไรมา จึงโดนติดตาม ตนขอให้โทรศัพท์หาผู้ปกครอง ระหว่างนั้น ตนกดอัดเสียงเพราะอยากแจ้งผู้ปกครองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

ทางโรงเรียนแจ้งว่า การอัดเสียงเป็นการละเมิดสิทธิ์ ตนรู้สึกอึดอัดจึงขอออกจากห้อง แต่มีผู้นั่งขวางอยู่ทุกทาง

หยกระบุว่า ตนจึงคลานมุดโต๊ะออกไป 

สุดท้าย ทางโรงเรียนแจ้งว่าจะคืนค่าเทอมให้ โดยกล่าวว่า ตนคือบุคคลภายนอก

ทั้งนี้ หลังจากโพสต์ไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น

จงเติบโตและเบ่งบานในพื้นดินที่เหมาะกับเรานะคะหยก พี่เป็นกำลังใจให้เสมอ การศึกษามีมากมายหลายมิตินะคะ”

ขอให้น้องหยกปลอดภัย และ เจอสถานที่ศึกษาดี ๆ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแรง”

สู้ๆครับ เป็นกำลังใจให้คุณครูทุกท่าน”

ได้แต่บอกว่าสู้ๆครับ”

ในความคิดเห็นพี่นะ พี่เห็นด้วยหมดแหละ แนวคิดสมัยใหม่ แต่พี่คิดว่าการพุ่งเข้าชนแล้วจะได้สำเร็จทั้งหมดมันเป็นไปได้ยากมาก พี่คิดว่าเราค่อยเป็นค่อยไปก่อนน่าจะดีกว่าครับ”

หยก บางทีหนูต้องมองให้กว้างๆ มองให้ไกล หนูไม่จำเป็นต้องพุ่งชนทุกอย่างในช่วงชีวิตนี้ หนูต้องค่อยๆเคาะ ค่อยๆทุบ ด่านยากๆในชีวิตมีอีกมาก เอาเป็นว่าจะทำอะไรก็เซฟชีวิตไว้บ้าง โลกนี้กว้างมาก ยังต้องเจอคนอีกมาก คนแบบหนูก็มีเยอะ คนที่ต่างจากหนูก็เยอะเช่นกัน เพราะงั้นอย่าคิดแค่มุมของตัวเองนะลูก” 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 13 มิถุนายน 2566

 

เกี่ยวข้องกัน

เตรียมพัฒน์ฯ’ ออกแถลงการณ์ แจงปม ‘หยก’ เผยสาเหตุทำไมไม่มีสถานะเป็นนักเรียน

จากกรณี น.ส.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือ หยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี โพสต์ข้อความช่วงกลางดึกว่า ถูกไล่ออกจากโรงเรียน พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้งว่า จากนี้ไปตนคือบุคคลภายนอกนั้น 

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เผยแพร่แถลงการณ์ ดังนี้

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 14 มิถุนายน 2566 

เกี่ยวข้องกัน

สภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย ขอให้กำลังใจกับผู้บริหาร ครูทุกคนที่รักเมตตาและเอาใจใส่ต่อเด็ก 

ด้วยสำนึกและจรรยาบรรณของความเป็นครู ขอชื่นชมสภานักเรียน และนักเรียนทุกคนที่มีทัศนคติเชิงบวก มองอย่างเข้าใจจนเกิดการเรียนรู้ ขอแสดงความเห็นใจต่อผู้บริหาร ครูทุกท่านที่มีความอดทน ดูแลนักเรียนอย่างดีด้วยสำนึกของความเป็นครู รวมถึงผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 

ในวิกฤติและโอกาสที่สำคัญในครั้งนี้ สภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย มีความเชื่อมั่นว่า การศึกษาคือความเจริญงอกงาม ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคม จึงขอวิงวอนผู้ปกครองทุกท่าน ร่วมกันสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยการดูแล เอาใจใส่ อบรมสั่งสอน สร้างให้บุตรหลานเป็นคนที่มีอารมณ์ จิตใจเบิกบาน แจ่มใส มีคุณธรรมประจำใจ เห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น รับผิดชอบต่อตนเอง สังคมและประเทศไทยของเราสืบไป 

สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ไม่อยากให้เยาวชนทุกคน เป็นเสมือนนกน้อยในกรงทองของใคร หรือเป็นว่าวที่ล่องลอยในนภากาศ ซึ่งเป็นความคิด ความเข้าใจโดยขาดข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน เปรียบได้กับโลกเสมือนจริงที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด

 

ขณะที่หลายประเทศเน้นวินัยสร้างชาติ พัฒนาคุณภาพการศึกษา และพัฒนาประเทศได้รวดเร็ว ประเทศที่อิสระ เขาก็เคารพในสิทธิเสรีภาพของคนอื่นด้วย มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคม เยาวชนทุกคนในยุคของการเปลี่ยนแปลงยังมีอนาคตอีกยาวไกล อยากให้เรียนรู้ประสบการณ์ในโลกว้างอย่างถ่องแท้ ให้เห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของผู้อื่น รู้จักสิทธิ เสรีภาพ การมีเสรีภาพเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องมาพร้อมกับสิทธิ สิทธิของตัวเองและของผู้อื่น ที่อยู่ภายใต้กฎหมายกำหนดที่เรียกว่าสังคมที่มีกฎระเบียบ และที่สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ หน้าที่ที่รับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคม 

สภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย ขอให้กำลังใจกับผู้บริหาร ครูทุกคนที่รักเมตตาและเอาใจใส่ต่อเด็กด้วยสำนึกและจรรยาบรรณของความเป็นครู ขอชื่นชมสภานักเรียน และนักเรียนทุกคนที่มีทัศนคติเชิงบวก มองอย่างเข้าใจจนเกิดการเรียนรู้ ขอแสดงความเห็นใจต่อผู้บริหาร ครูทุกท่านที่มีความอดทน ดูแลนักเรียนอย่างดีด้วยสำนึกของความเป็นครู รวมถึงผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

ในวิกฤติและโอกาสที่สำคัญในครั้งนี้ สภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย มีความเชื่อมั่นว่า การศึกษาคือความเจริญงอกงาม ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคม จึงขอวิงวอนผู้ปกครองทุกท่าน ร่วมกันสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยการดูแล เอาใจใส่ อบรมสั่งสอน สร้างให้บุตรหลานเป็นคนที่มีอารมณ์ จิตใจเบิกบาน แจ่มใส มีคุณธรรมประจำใจ เห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น รับผิดชอบต่อตนเอง สังคมและประเทศไทยของเราสืบไป 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มิถุนายน 2566

 

เกี่ยวข้องกัน

น้องหยก’ ยังกลับเข้าเรียนได้ ‘สพฐ.’ แจงร.ร.ยังกันที่นั่งให้ แต่ต้องทำตามกฎ วอนสังคมเข้าใจ

จากกรณี น.ส.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือ หยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี โพสต์ข้อความช่วงกลางดึกว่า ถูกไล่ออกจากโรงเรียน พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้งว่า จากนี้ไปตนคือบุคคลภายนอก ล่าสุด คณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ได้ออกแถลงการณ์  ชี้แจงสาเหตุทำไมไม่มีสถานะเป็นนักเรียนนั้น 

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้หารือเรื่องดังกล่าว กับผู้อำนวยการโรงเรียนและกรรมการสถานศึกษา แล้ว ซึ่งทางโรงเรียนได้ชี้แจงรายละเอียด โดยน้องหยกได้มีชื่อเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ แต่ในวันมอบตัวซึ่งทางโรงเรียนกำหนดไว้ในวันที่ 2 เมษายน 2566 น้องหยกไม่สามารถมารายตัวได้ เนื่องจาก ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจ ดังนั้นทางโรงเรียน จึงกันที่นั่งไว้ให้และยืดระยะเวลารายงานตัวเข้าเรียนให้จนถึงวันที่ 10 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ทางโรงเรียนต้องส่งข้อมูลนักเรียนให้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่ก็ไม่ได้มีการมารายงานตัวในวันดังกล่าว จึงไม่มีชื่อนักเรียนในฐานข้อมูลระบบ ซึ่งแม้จะไม่มารายงานตัว ทางโรงเรียนและทางราชการ ก็พร้อมให้น้องหยกเข้าเรียน เพียงแต่ต้องปฏบัติตามระเบียบที่ทางโรงเรียนกำหนดไว้ 

ทางคณะกรรมการสถานศึกษาจึงออกแถลงการณ์ชี้แจง เรื่องดังกล่าว และจนถึงวันนี้ หากน้องหยกต้องการเข้ามาเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ ก็ยังมีที่นั่งว่างสำหรับให้น้องหยกเข้าเรียน เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ ซึ่งมีการทำประชาพิจารณ์สอบถามความคิดเห็นจาก 3 ส่วนคือ ครู นักเรียน และผู้ปกครองก่อนออกมาเป็น ข้อกำหนดที่ใช้ร่วมกันภายในสถานศึกษา ดังนั้นผมเองอยากให้สังคมมีความเข้าใจในส่วนนี้ แต่หากน้องหยก ไม่อยากทำตามกติกาดังกล่าว ก็สามารถเลือกเรียนได้ในช่องทางอื่น ๆ ทั้งการศึกษานอกระบบ หรือการเรียนด้วยตัวเองที่บ้านหรือโฮมสคูล เป็นต้น  “นายอัมพร กล่าว 

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องเครื่องแต่งกายชุดนักเรียนหรือชุดไปรเวตมาเรียนนั้น  ทางศธ. กำหนด ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ไว้เป็นกรอบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถานศึกษา ซึ่งมีบางแห่ง กำหนดให้มีการแต่งกายชุดไปรเวตสัปดาห์ละ 1 วัน  แต่ต้องต้องเป็นไปตามความคิดเห็นของส่วนรวมที่กำหนดร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง รวมถึงเรื่องทรงผมก็มีการเปิดกว้างให้สถานศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองสามารถกำหนดได้เอง ทั้งนี้ส่วนตัวอยากให้สังคมมีความเข้าใจ เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่บ่มเพาะให้เด็กเป็นคนดี สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ สิ่งที่กำหนดขึ้นมาเป็นกรอบ เพื่อให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้  เช่นเดียวกับประเทศชาติ ที่ต้องมีรัฐธรรมนูญ มีกฎหมาย เป็นกรอบในการดำเนินชีวิต เพื่อประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข 

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีโรงเรียน มีการออกระเบียบในคู่มือนักเรียน ครูและผู้ปกครองของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ  โดยระบุว่า “ต้องไม่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีความ หรือการถูกลงโทษทางกฎหมาย” นั้น ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ในการยกร่างแถลงการณ์ของกรรมการสถานศึกษา ไม่มีเรื่องดังกล่าว ส่วนจะเป็นการกำหนดของโรงเรียนหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบรายละเอียด แต่โดยหลักการแล้วไม่สามารถกำหนดเช่นนั้นได้ เพราะถือเป็นการริดรอนสิทธินักเรียน 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 15 มิถุนายน 2566

 

เกี่ยวข้องกัน

ตรีนุช’ เผย ‘หยก’ ยังไม่ถูกไล่ออก แต่งไปรเวตโดยอ้างเสรีภาพ ต้องเคารพระเบียบองค์กรด้วย

จากกรณี น.ส.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือ หยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี โพสต์ข้อความช่วงกลางดึกว่า ถูกไล่ออกจากโรงเรียน พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้งว่า จากนี้ไปตนคือบุคคลภายนอกนั้น 

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เบื้องต้นผู้อำนวยการโรงเรียนรายงานว่า ยังไม่มีการให้น้องหยกออกจากโรงเรียน โดยยังคงสภาพความเป็นนักเรียนของโรงเรียนดังกล่าว ยืนยันว่าน้องหยกยังสามารถเข้าเรียนได้ตามปกติ 

น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า ส่วนจะสวมใส่ชุดไปรเวตเข้าเรียนได้หรือไม่นั้น ก็ต้องดูตามระเบียบของโรงเรียน ซึ่งอาจจะมีบางวันที่สามารถสวมใส่ได้ ต้องเป็นไปตามระเบียบของโรงเรียน 

การที่น้องหยกสวมใส่ชุดไปรเวตมาโรงเรียน โดยให้เหตุผลเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้น สิทธิเสรีภาพคงต้องคำนึงว่าเราอยู่ในองค์กรใด และต้องให้ความเคารพต่อระบบและระเบียบของโรงเรียนนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่ไม่ว่าจะเป็นในสังคมใดก็ตามก็ต้องเคารพถึงระบบและระเบียบขององค์กรนั้นๆ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนและนักเรียนต้องคำนึงถึง” น.ส.ตรีนุชกล่าว 

ที่มา ; มติชนนออนไลน์ วันที่ 14 มิถุนายน 2566

 

เกี่ยวข้องกัน

หยก’ พร้อมปรับ ถ้า ร.ร.หาจุดร่วม ‘บุ้ง’ คาใจ ไม่สู้ตอนนี้ให้สู้ตอนไหน – เชื่อ ทำไปเพื่อทุกคน

สืบเนื่องกรณี น.ส.ธนลภย์ หรือหยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี โพสต์ข้อความช่วงกลางดึกวันที่ 13 มิถุนายน ว่าถูกไล่ออกจากโรงเรียน จากการย้อมสีผมและแต่งชุดไปรเวตไปโรงเรียน พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้งว่า จากนี้ไปตนคือบุคคลภายนอก ก่อนวันถัดมา 14 มิ.ย. น.ส.ธนลภย์ได้ปีนข้ามรั้วโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเพื่อเข้าไปเรียน นั้น 

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ธนลภย์ หรือหยก แต่งกายด้วยชุดไปรเวตเดินทางไปโรงเรียนเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา โดยได้ปีนรั้วโรงเรียนอีกครั้งเพื่อเข้าเรียน 

ในตอนหนึ่ง น.ส.ธนลภย์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าติดต่อผู้ปกครองได้หรือไม่?

น.ส.ธนลภย์เผยว่า ตนอยู่กับแม่เป็นหลัก ติดต่อแม่ยากมาก ติดต่อไม่ได้เลย ซึ่งตั้งแต่การถูกจับกุมที่ สน.พระราชวัง คราวนั้นก็คุยกับแม่แค่เรื่องคดีกับเรื่องเรียนเท่านั้นเพื่อทำการเลื่อนวันมอบตัวออกไปก่อน ส่วนพ่อนั้นไม่ได้ติดต่อมานานมากแล้ว 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามหยกว่า ที่ผ่านมาแม่รับรู้เรื่องราวของเรามาตลอดหรือไม่?

น.ส.ธนลภย์ตอบว่า ก็น่าจะรับรู้ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน

น.ส.ธนลภย์เผยต่อว่า หลังจากที่โดนจับคุณแม่ได้มอบหมายให้นายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือเก็ท เป็นผู้ปกครองของตน ซึ่งเป็นการมอบหมายผ่านทางโทรศัพท์ โดยเหตุการณ์ใน สน.พระราชวัง เกิดขึ้นช่วงเย็น ลากยาวถึงดึก จึงไม่มีเวลาในการทำอะไร ตอนเช้าก็ต้องถูกส่งตัวไปที่ศาลแล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถ้าหากโรงเรียนขอให้ปฏิบัติตามกฎโรงเรียนเพื่อจะได้เข้าเรียน ยินยอมหรือไม่?

น.ส.ธนลภย์กล่าวว่า ต้องหาจุดร่วมกันคนละครึ่งที่เหมาะสม เรื่องการแต่งชุดถ้าขอให้อยู่ในหลักว่าเรียบร้อย คุณก็บอกมาว่าไม่เรียบร้อยตรงไหน เราก็พร้อมปรับแก้เสมออยู่แล้ว 

คิดว่าชุดนักเรียนเป็นอำนาจนิยมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีการพยายามแก้ไขมาหลายสมัยแล้ว ตั้งแต่สมัยนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ที่มีการเรียกร้อง แต่คนก็ยังไม่เห็นด้วย เราก็เรียกร้องในแบบของตัวเอง ซึ่งก็มีหลายๆ คนไม่เห็นด้วยอยู่เหมือนกัน” น.ส.ธนลภย์กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดเห็นอย่างไรหากโรงเรียนยื่นข้อเสนอให้แต่งชุดนักเรียน จึงกลับไปเรียนได้?

น.ส.ธนลภย์กล่าวว่า แสดงว่าการที่ไล่ตนออกเป็นเพราะเครื่องแต่งกายและเรื่องทรงผม ซึ่งไม่ใช่เรื่องการมอบตัว ควรมาคุยกันด้วยข้อเท็จจริงมากกว่า 

ผู้สื่อข่าวถามว่าในท้ายที่สุดถ้าโรงเรียนบอกว่าเป็นเพราะการมอบตัวไม่สำเร็จ ทำให้ไม่ได้เข้าเรียน?

น.ส.ธนลภย์กล่าวว่า โรงเรียนจะคิดคำพูดตนเอง ตนก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะสู้ต่อ จะไม่หยุด ซึ่งอาจไม่ใช่โรงเรียนนี้ถ้าหากไม่ให้เรียนจริงๆ และจะศึกษาต่อไป

หนูเหลือเวลาเพียงแค่ 3 ปี ในระบอบการศึกษาไทยในชั้นมัธยมศึกษา มันก็แค่ 3 ปีเท่านั้น” น.ส.ธนลภย์กล่าวทิ้งท้าย 

ด้าน น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือหนอนบุ้ง นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ในฐานะผู้ปกครองของหยก กล่าวเสริมว่า เรื่องนี้ตนแล้วแต่หยก เพราะโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่เขาสอบเข้าได้ มีเพื่อนๆ อยู่ในนั้น ท้ายที่สุดถ้าน้องจะกลับไปใส่ชุดนักเรียนก็แล้วแต่หยก แต่ถ้าหยกยืนยันว่าสิ่งนี้คืออำนาจนิยม ตนก็จะยืนเคียงข้างหยกไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

เราทุกคนล้วนเคยถูกระบบโรงเรียนกดขี่เหมือนกัน นักเรียนหลายๆ คน ที่คุยกันก็อยากจะได้เสรีภาพในสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเขา เสรีทรงผม ไม่แน่รัฐบาลเปลี่ยนผ่านไป กฎตรงนี้อาจถูกยกเลิกก็ได้ หลายๆ คนอาจตาสว่างว่าจริงๆ แล้วหยกก็สู้เพื่อทุกคน ถ้าอยากให้การศึกษาไปได้ไกลกว่านี้ เราต้องมองให้กว้างว่าในโลกที่ไร้พรมแดน ประเทศนานาชาติที่การศึกษาดี ประเทศมีคุณภาพมันเป็นอย่างไร เข้าใจหยกว่าทำไมถึงสู้เรื่องนี้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้บีบรัดเขาอยู่ตอนนี้ ไม่ให้เขาสู้ตอนนี้ จะให้เขาสู้ตอนไหน

หากย้อนกลับไปตัวเราเองก็อยากต่อสู้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราไม่กล้าหาญเท่าเขา” น.ส.เนติพรกล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 15 มิถุนายน 2566

 

เกี่ยวข้องกัน

นักวิชาการ เตือนสติสถานศึกษาปรับชุดความคิด แนะ ‘อ่อนโยนกับชีวิตหยก’ มองแต่แง่ลบ เจอปัญหาไม่รู้จบ

กรณี น.ส.ธนลภย์ หรือ หยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี โพสต์ข้อความช่วงกลางดึกวันที่ 13 มิถุนายน ว่าถูกไล่ออกจากโรงเรียน จากการย้อมสีผมและแต่งชุดไปรเวทไปโรงเรียน พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้งว่า จากนี้ไปตนคือบุคคลภายนอก ก่อนวันถัดมา 14 มิ.ย. น.ส.ธนลภย์ได้ปีนข้ามรั้วโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเพื่อเข้าไปเรียนนั้น 

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า มองว่าปัจจุบัน และอนาคตสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องเรียนรู้และปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะตราบใดที่ยังยึดระเบียบ กฎเกณฑ์ และอำนาจนิยมอยู่ ก็จะเผชิญกับเด็กที่เดินหน้าท้าทายกระบวนการอำนาจนิยมที่มีอยู่ให้สั่นคลอนอยู่เสมอ และไม่ใช่แค่กรณีของหยก แต่รวมถึงนิสิต นักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย ถ้าสถานศึกษาเข้าใจบริบทของเด็ก เข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็จะเห็น และรู้ว่าจะใช้ระบบเดิม มาปฏิบัติ และมาครอบเด็กต่อไปอีกไม่ได้แล้ว 

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อมีเด็กกลุ่มนี้อยู่ สถานศึกษาจะต้องปรับท่าที ชุดความคิด และมองเด็กกลุ่มนี้แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะปรับตัวแล้ว จะต้องปรับระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งตนไม่ได้ชี้นำว่าจะสถานศึกษาจะต้องตามใจเด็ก แต่สถานศึกษาควรจะเคลื่อนตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงของเด็กรุ่นใหม่ แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าสถานศึกษาและระบบการศึกษาก้าวไม่ทันแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของเด็ก 

นายสมพงษ์กล่าวว่า กรณีหยก ถ้าโรงเรียนเข้าใจปัญหา รู้จักบริบท ความนึกคิดของเด็ก โรงเรียนต้องกลายเป็นพื้นที่ที่อ่อนโยนกับชีวิตของหยก นอกจากอ่อนโยนแล้ว ต้องให้โอกาสและคืนชีวิตการเรียนรู้ให้กับเด็ก ไม่ใช่ผลักให้เด็กเป็นบุคคลภายนอก หรือบอกว่าเด็กไม่มีผู้ปกครองพามารายงานตัว สิ่งที่โรงเรียนทำกับหยก ทำให้เห็นว่าเรากำลังใช้ระเบียบ กฎเกณฑ์ อำนาจนิยม และใช้ผู้ใหญ่มาจัดการเด็กที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น 

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ระบุว่า สิทธิเสรีภาพนั้น สิทธิเสรีภาพคงต้องคำนึงว่าเราอยู่ในองค์กรใด และต้องให้ความเคารพต่อระบบและระเบียบของโรงเรียนนั้น ตนมองว่าที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระจายอำนาจบริหารจัดการให้แก่สถานศึกษาแล้ว ดังนั้น จึงเป็นอำนาจของผู้บริหารที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร ถ้าโรงเรียนให้ความสำคัญกับเด็ก รักเด็กทุกคน และพร้อมที่ให้โอกาสกับเด็กจริง ก็สามารถให้โอกาสหยกเข้ามาเรียนได้ 

ผมไม่ปฏิเสธว่าเราต้องเคารพระเบียบ กฎเกณฑ์ แต่ก็จะมีเด็กบางคนที่เขาเข้ากับระบบ เข้ากับระเบียบ กฎเกณฑ์ที่มีอยู่ไม่ได้ ผู้บริหารมีอำนาจที่จะผ่อนคลายระเบียบ กฎเกณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่หรือ ถ้าสามารถยืดหยุ่นได้ ก็จะทำให้เด็กรู้สึกว่าโรงเรียนเป็นที่พึ่งของเขา เชื่อว่าผู้อำนวยการและครูจะสามารถทำความเข้าใจกับเด็ก และผู้ปกครองส่วนใหญ่ว่า ทำไมถึงผ่อนปรนให้กับหยก ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนจะยอมรับ และสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถึงแม้จะมีความแตกต่างก็ตาม” นายสมพงษ์กล่าว 

นายสมพงษ์กล่าวต่อไปว่า มองว่าสถานศึกษาควรจะมองกลุ่มนักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่มีความคิดแตกต่างจากคนอื่น เป็นกลุ่มคนที่จะทำให้บรรยากาศในสถานศึกษามีชีวิต มีความเคลื่อนไหว มีนวัตกรรม มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าสถานศึกษายังมองเด็กเหล่านี้ในด้านลบ มองเป็นพวกสร้างปัญหา มองว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับคนอื่น และมองเด็กด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร ยืนยันได้เลยว่าสถานศึกษาจะเผชิญกับปัญหาไม่รู้จบ เพราะอย่าลืมว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้มีแค่ 5-6 คน แต่มีเต็มถนน ดังนั้น สถานศึกษาควรเข้าใจและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของเด็กด้วย 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

คุณปลื้ม’ สะท้อนปม ‘น้องหยก’ ถ้าจะใช้อำนาจบังคับให้ร.ร. ‘สยบยอม’ คือ เผด็จการเอกนิยม

 

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ “คุณปลื้ม” พิธีกร และผู้ดำเนินรายการข่าว โพสต์เฟซบุ๊ก “M.L. Nattakorn Devakula” กรณีน้องหยก โดยระบุว่า

นักเรียนมีสิทธิ โรงเรียนก็มีสิทธิ นักเรียนมีสิทธิที่จะไม่ยอมรับกฎของโรงเรียน โรงเรียนก็มีสิทธิที่จะไม่ต้อนรับ เช่นนี้จึงเป็นความเท่าเทียมและเสมอภาค ถ้าจะใช้อำนาจ “บังคับ” ให้โรงเรียนต้อง “สยบยอม” ก็คือจะเป็นเผด็จการเอกนิยม นำเอาตนเองมาเป็นที่ตั้ง

 

ถ้ามี “เสรีภาพ” เพียงผู้เดียวคนอื่นไม่มี “เสรีภาพ” นั้น เเท้ที่จริงก็จะกลายเป็นอภิสิทธิชน สรุปก็คือผู้ซึ่งมีสิทธิพิเศษกำลังกลายเป็นอภิสิทธิชนผู้อยู่เหนือกฎ เป็นเผด็จการที่ใช้อำนาจกดดันขู่บังคับผู้อื่นให้สบบยอม”

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มิถุนายน 2566 

 

เกี่ยวข้องกัน

นพ.อิราวัต เขียนถึง ‘หยก’ ในฐานะ ‘หมอและพ่อคน’ 

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายแพทย์อิราวัต อารีกิจ หรือ หมออั้ม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึง นางสาวธนลภย์ หรือ หยก นักเรียนที่ระบุว่าตนถูกไล่ออก อย่างไรก็ตาม ต่อมา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เผยแพร่แถลงการณ์เปิดเผยข้อมูลว่า นางสาวธนลภย์ ไม่มีชื่อเป็นนักเรียนในปีการศึกษา 2566 เนื่องจากไม่ได้มอบตัวพร้อมผู้ปกครองภายในวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงทำสีผม ไม่แต่งชุดนักเรียน และปฏิเสธการร่วมกิจกรรมต่างๆ ตามกฎระเบียบ 

นายแพทย์อิราวัต เผยแพร่ข้อเขียน ดังนี้

หยก

หนูไม่ได้ผิด ที่คิดต่าง คิดนอกกรอบ
ไม่ได้ผิด ที่มีความคิดอ่านเป็นของตนเอง
ตราบใดที่ไม่ไปล่วงล้ำ หมิ่นประมาท
หรือล่วงละเมิดใคร..

สิ่งที่ผิด ไม่ใช่หนู แต่คือ “สถานที่” แ

#เสรีภาพ เป็นสิ่งที่ดี
แต่ต้องมาพร้อมกับ #สิทธิ
สิทธิทั้งของตัวเราเอง และของผู้อื่น

พวกเราต่างกันตรงไหนรู้ไหม?

พวกเราต่างกันตรง #หน้าที่ ของเรา
ความต่างนี้ ทำให้สิทธิและเสรีภาพ บางอย่าง
มันแตกต่างออกไป ในแต่ละบทบาท
ในแต่ละบริบทของ #สังคม

ถ้าในสังคมนั้นๆ เขาไม่เลือกหนู
คนในสังคมนั้น ไม่เป็นดั่งใจหนู

สิ่งที่หนูทำได้ คือ #เลือกสังคมของหนูเอง

เลือกคนรอบข้าง ที่ส่งเสริมตัวหนูทุกด้าน
เลือกสังคมที่ชีวิตหนู #ก้าวต่อไปได้
โดยไม่กระทบสิทธิ ไม่ละเมิดหน้าที่ใคร

มันมีอีกหลายวิธี ที่หนูจะทำไปพร้อมๆกันได้
แต่ไม่ใช่ในที่ที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น
เขาทำอีกแบบ สังคมที่คิดและปฏิบัติอีกแบบ

ซึ่งแน่นอน เขาก็มีสิทธิ์ ที่จะไม่ทำตามใจหนู
และแน่นอน ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะคิดต่างจากหนู

ราชสีห์ ไม่มีทางเติบโตได้ในท้องทะเล
แต่สิ่งมีชีวิตอื่นๆนั้น ยังเติบโตได้ดีในทะเลแห่งนี้
และนี่ก็คือสิทธิเสรีภาพ ของพวกเขาเช่นกัน

ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดไม่ได้ ก็ต้องปรับวิธีคิด
ถ้าทั้งเปลี่ยนและปรับวิธีคิดแล้ว ก็ยังทำไม่ได้
ก็ต้องเปลี่ยนสังคมรอบข้างแทน..

แม้มันจะไม่ง่าย แต่ก็โทษใครไม่ได้

มองหาทุ่งหญ้ากว้างๆ แทนทะเลที่คลื่นลมแรง
ซึ่งแน่นอน เวลาของเรา กำลังหมดลงเรื่อยๆ
หวังว่าวันหนึ่ง เมื่อชีวิตของหนูตกผลึกแล้ว
หนูจะเข้าใจบทความบทนี้..

ที่เจ้าของบทความ เค้าพูด เค้าเขียน
ในฐานะของหมอ และพ่อคน’

ที่มา ; มติชนออนไลน์  15 มิถุนายน 2566

 

 

 

เกี่ยวข้องกัน

หมอเดว’ สะท้อนปม เด็กถูก ร.ร.ปฏิเสธ แนะต้องแก้ด้วยสันติวิธี ไม่ใช้อารมณ์ 

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม และกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ได้โพสต์ผ่านเพจ “บันทึกหมอเดวระบุว่า 

มีผู้ใหญ่และสื่อสอบถามความเห็น กรณีเด็กที่ถูกโรงเรียนปฏิเสธ

วินัยในการอยู่ร่วมกัน เป็นสิ่งจำเป็น

การแก้ปัญหาที่ดีคือสันติวิธี ไม่ใช้อารมณ์ ให้เกียรติกันและกัน

การเคารพและปฏิบัติตามกติกา ที่มีส่วนร่วมออกแบบมาด้วยกันนั้น

ความเข้าใจจิตวิทยาพัฒนาการวัยรุ่น สำคัญกับการรับมือแก้ปัญหา

อำนาจนิยมของผู้ปกครองและผู้ใหญ่ ที่หลายครั้งเด็กๆหลายคนเจ็บปวดกับการใช้อำนาจนิยมของผู้ใหญ่ 

โดยที่ผู้ใหญ่ไม่เป็นต้นแบบที่ดี แต่บังคับเด็ก ออก ระบบระเบียบ โดยขาดการรับฟังด้วยสติ เปิดใจ ฟัง

สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่ไม่รุกล้ำคนอื่น จึงเป็นเหตุให้ต้องกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกัน ที่เราเรียกว่า วินัยในการอยู่ร่วมกัน นั่นเอง

ความสมดุล ของ การทำให้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และวินัยในการอยู่ร่วมเป็นไปได้ด้วยกันนั้น เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วม สังเกตุวิธิปฏิบัติได้ดังนี้

กฎขององค์กร บังคับใช้กับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น เช่น หากเรียกว่านี่เป็น #กฎของโรงเรียน ก็แสดงว่า ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ที่อยู่ในองค์กรต้องปฏิบัติร่วมกันเหมือนๆกัน

กฎของบุคคล เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเฉพาะ เวลาออกแบบกฎกติกา ต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เช่น กฎของนักเรียน ก็แสดงว่า ต้องดึงการมีส่วนร่วมจากเด็กทุกฝ่าย ไม่เพียงแต่สภานักเรียน แต่รวมทั้งกลุ่มเด็ก ที่อยู่ในรั้ว ไม่ได้เป็นสภานักเรียนแต่อาจจะเป็นเด็กหลังห้อง เด็กทุกกลุ่ม มาใช้หลักสุนทรียสนทนา (ด้วยหลักการ 5ให้ และ 5 ไม่) เพื่อกำหนดกติการ่วมกัน และเคารพ และปฏิบัติร่วมกัน 

 

ทั้งนี้ กฎกติกาที่ออกแบบต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งชาติ และ เป็นไปด้วยเจตนารมณ์ที่ใช้สติและความสันติสุขในการอยู่ร่วมกัน ก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันแบบสร้างสรรค์ ไม่ทำลายล้าง หรือ ไม่ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ใช้การพูดคุยดีๆ ตกลงกันดีๆมากกว่าการด่าทอ ที่หลุดอารมณ์ อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ 

จิตวิทยาพัฒนาการวัยรุ่น จากกราฟแท่ง ดำ แท่งขาว สะท้อนพฤติกรรม ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่

แท่งดำสะท้อนพฤติกรรมเสี่ยง ขณะอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม ก๊วน ที่ อยากเป็นที่สนใจ อยากดัง อยากเป็นเป้าสายตา

แท่งขาว สะท้อนพฤติกรรมที่ไม่มีความเสี่ยง เมื่ออยู่คนเดียว ไม่มีการสร้างภาพอยากดัง การยอมรับแบบผิดๆ การเป็นจุดสนใจใดๆ 

เมื่อนำพฤติกรรมเสี่ยงมาวัด จะพบว่า เด็กวัยรุ่น 13-16 ปี ช่วงวัยรุ่นตอนกลาง ต่อปลายนั้น เมื่อเด็กอยู่ตัวคนเดียว จะใช้สติ ความคิด มาคุยและพฤติกรรมจะมีความเสี่ยงลดลง ในขณะที่ หากอยู่เป็นกลุ่ม ก๊วน แก๊งค์ พฤติกรรมเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นมากๆ (แท่งสีดำ) ทั้งนี้อยู่ที่ทุนชีวิต (Braker ทุนชีวิต)ว่าจะแสดงออก ความเสี่ยงรุนแรงมาก เบา หนักต่างกันในแต่ละคน 

ขณะที่พออายุมากขึ้น ประสบการณ์ที่หล่อหลอม ขึ้นกับ ทุนชีวิต และระบบนิเวศน์ ที่ดี จะช่วยหล่อหลอมให้ ใจเย็นลง และใช้สติ ใช้เหตุผล มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ดีขึ้น เรื่อยๆ จน ทำให้ แท่งดำ (พฤติกรรมเสี่ยง ในขณะที่อยู่ในกลุ่ม ก๊วน แก๊งค์) ลดระดับความเข้มข้นลง เรื่อยๆ 

ย้ำว่า ขึ้นกับทุนชีวิต และระบบนิเวศน์ ที่ช่วยหล่อหลอม ทุนชีวิต

หากอยู่ในระบบ ทุนชีวิต ที่ย่ำแย่ แท่งดำ จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม 

ฉะนั้น การสร้างทุนชีวิต จึงมีความหมายต่อเด็กทุกคน 

ระบบพี่เลี้ยงในชุมชน โดยใช้จิตวิทยาพลังบวก และกระบวนการทุนชีวิต ทั่วประเทศ คือ คำตอบ ในการสร้างพลังบวก ( ไม่ใช่พร้อมบวก)

กรณีที่เกิดขึ้น หากกติกา นั้นเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมอย่างดีแล้ว  จำต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ร่วมกันออกแบบนั้น

โดยผู้ใหญ่ทุกคนต้องเข้าใจนะครับว่า 

กฎเกณฑ์นั้นร่างเพื่อทั้งโรงเรียนที่เรียกว่า กฎของโรงเรียน บังคับใช้แม้แต่ครูและผู้อำนวยการ ผู้บริหารด้วยกัน หรือว่า เป็นกฎเฉพาะนักเรียน หากเฉพาะนักเรียน 

โปรด อย่าลืม ว่า เด็กๆคือ องค์ประกอบสำคัญการมีส่วนร่วมในการออกแบบนั้นๆด้วย บนการตกลงร่วมกันด้วยสติ เหตุผลมากกว่าความคึกคะนอง และ ยอมรับได้ 

สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน ทั้งๆที่ออกกติกาการอยู่ร่วมด้วยกันเองแท้ๆ ก็จำเป็นที่ต้องมีการพูดคุย รับฟัง เข้าใจ และตกลงร่วมกัน (ด้วยหลักสุนทรียสนทนา) พร้อมกำหนดขั้นตอนหากไม่เคารพต่อกัน การตักเตือน  และ ถ้าถึงที่สุด จริงๆ ด้วยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และพรบ.คุ้มครองเด็กนั้น  ผู้ปกครองที่เด็กไว้วางใจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องจัดหาระบบการศึกษาที่เหมาะสมให้กับเด็กต่อไป (พรบ.คุ้มครองเด็ก 2546 เด็กหมายถึงบุคคลที่อายุน้อยกว่า 18ปีบริบูรณ์)” 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

 

สำรวจกฎ “เครื่องแบบนักเรียน” ทั่วโลก ทำไมหลายประเทศถึงต้องบังคับใช้

By  Atthasit Mueanmart 

 

เครื่องแบบนักเรียนเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันนานหลายปี โดยมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ที่ไม่เห็นด้วย แสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา แต่เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของเครื่องแบบนักเรียนและกุศโลบายเบื้องหลังกลับพบว่ามีเหตุผลที่น่าฟัง ต่อไปนี้เป็นเหตุผลบางประการที่ชุดเครื่องแบบนักเรียนมีความสำคัญ 

ความเสมอภาคและการบูรณาการทางสังคม : เครื่องแบบนักเรียนทำลายอุปสรรคทางชนชั้นระหว่างนักเรียนได้ เพราะส่งเสริมความรู้สึกเท่าเทียมกันของนักเรียนโดยขจัดความแตกต่างที่มองเห็นได้ในเสื้อผ้า เทรนด์แฟชั่น หรือภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคม เครื่องแบบนักเรียนคือสัญลักษณ์ของความเท่าเทียมกัน ลดการเน้นที่ทรัพย์สินทางวัตถุ และลดโอกาสที่จะถูกกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติจากการเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่ในแต่ละวัน นอกจากนี้ หากนักเรียนทุกคนสวมใส่สิ่งเดียวกัน อาจส่งเสริมความรู้สึกเป็นตัวตนของกลุ่ม และช่วยปกปิดความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างบุคคล นอกจากนี้ เครื่องแบบยังช่วยขจัด “การแต่งกายที่แข่งขันกัน” ซึ่งช่วยลดระดับความขัดแย้งและความว้าวุ่นใจ ผลที่ตามมาคือ เด็กๆ มีแนวโน้มที่จะประพฤติตัวไม่เหมาะสมน้อยลง และมีแนวโน้มที่จะมีสมาธิกับการเรียนรู้มากขึ้น 

ความเป็นระเบียบวินัยและรู้เรียน รู้เล่น : การสวมเครื่องแบบสามารถปลูกฝังระเบียบวินัยและมุ่งเน้นในหมู่นักเรียน เพราะเครื่องแบบมักเกี่ยวข้องกับบรรยากาศที่เป็นทางการและจริงจัง ช่วยให้นักเรียนแยกแยะความแตกต่างระหว่างเวลาเรียนและเวลาว่างได้ จึงช่วยสามารถเพิ่มสมาธิให้กับการศึกษาเล่าเรียนและส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลมากขึ้น 

เอกลักษณ์และจิตวิญญาณของโรงเรียน : เครื่องแบบนักเรียนช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและภาคภูมิใจในสถาบันการศึกษาของตน ในการสวมเครื่องแบบ นักเรียนจะเป็นตัวแทนของโรงเรียนของตนและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ใหญ่ขึ้น สิ่งนี้สามารถส่งเสริมจิตวิญญาณของโรงเรียนในเชิงบวกและความรู้สึกที่มีตัวตนร่วมกัน 

ความปลอดภัยส่วนตัวและการรักษาความปลอดภัยโดยรวม : เครื่องแบบสามารถเพิ่มความปลอดภัยและมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน เมื่อทุกคนในโรงเรียนสวมเครื่องแต่งกายที่สามารถระบุตัวตนได้ง่ายและรวดเร็ว การระบุตัวผู้บุกรุกหรือบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยจะกลายเป็นเรื่องง่าย เครื่องแบบนักเรียนจึงช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน 

การเตรียมตัวสู่ความเป็นมืออาชีพ : การสวมเครื่องแบบช่วยเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับความคาดหวังในโลกของการทำงาน สถานที่ทำงานหลายแห่งมีระเบียบการแต่งกายหรือชุดยูนิฟอร์ม และจากประสบการณ์นี้ในโรงเรียน นักเรียนจะพัฒนาความรู้สึกเป็นมืออาชีพ และเรียนรู้การแต่งกายที่เหมาะสมสำหรับบริบทต่างๆ  

สำหรับประเด็นของผู้ที่โต้แย้งหรือไม่เห็นด้วยกับเครื่องแบบนักเรีบน คือ การให้ลูกใส่ชุดนักเรียนอาจมีราคาแพงสำหรับพ่อแม่และผู้ปกครองมากกว่าการซื้อเสื้อผ้าปกติก็เป็นได้ เพราะบางโรงเรียนมีเครื่องแบบนักเรียนที่มาจากซัพพลายเออร์เพียงไม่กี่ราย หรือกระทั่งต้องซื้อจากโรงเรียนเท่านั้น เมื่อไม่มีการแข่งขัน ทำให้ราคาสูง และโรงเรียนหลายแห่งอาจกำหนดให้ส่วมใส่เครื่องแบบนักเรียนที่แตกต่างกันตามวาระโอกาสด้วย ทำให้บางครอบครัวที่มีรายได้ไม่เพียงพอ อาจประสบปัญหาในการซื้อเครื่องแบบนักเรียนที่มากเกินความจำเป็น 

ข้อโต้แย้งอีกประการหนึ่งที่ฝ่ายต่อต้านให้เหตุผลคือ การจำกัดการแสดงออกของนักเรียน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่มักต้องการแสดงอารมณ์และรสนิยมทางดนตรี แฟชั่น และศิลปะผ่านเสื้อผ้า หน้าผม และการเจาะหู เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังอ้างว่าเครื่องแบบนักเรียนไม่คำนึงถึงความหลากหลายทางเพศ เช่น หากเครื่องแบบกำหนดให้เด็กผู้หญิงสวมเฉพาะกระโปรง แต่ใส่กางเกงไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่ต้องการสวมกระโปรง และบางคนอาจไม่พอใจที่ถูกบอกให้สวมเสื้อผ้าแบบผู้หญิงตามธรรมเนียม  

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกหรือ ส่วนใหญ่” เลยก็ว่าได้ ที่โรงเรียนมักมีข้อบังคับให้นักเรียนสวมใส่เครื่องแบบนักเรียน ซึ่งนอกจากประเทศไทยแล้ว ต่อไปนี้คือตัวอย่างบางประเทศที่การสวมใส่เครื่องแบบนักเรียนเป็นเรื่องปกติ ภายใต้เหตุผลที่อาจจะคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันตามบริบทวัฒนธรรม 

สหราชอาณาจักร : มีการบังคับใช้เครื่องแบบนักเรียนอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียนประถมและมัธยมของรัฐบาลและเอกชนทั่วสหราชอาณาจักร ธรรมเนียมนี้เริ่มต้นขึ้นเพื่อให้โรงเรียนมีอัตลักษณ์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อีกทั้งมีขึ้นเพื่อให้นักเรียนมีความเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงฐานะหรือความมั่งคั่งของผู้ปกครอง ระนั้นก็โรงเรียนเอกชนไม่กี่แห่งในเซอร์เรย์ เคนท์ ลอนดอน และแฮมเชอร์ ได้นำนโยบายการไม่ใส่เครื่องแบบนักเรียนมาใช้ ด้วยเหตุผลที่ว่านักเรียนมีอิสระในการเลือกที่จะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ 

ออสเตรเลีย : เครื่องแบบนักเรียนเป็นเรื่องปกติในโรงเรียนของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในโรงเรียนของรัฐ อย่างไรก็ตาม นโยบายจะแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐและแต่ละโรงเรียน การที่โรงเรียนในออสเตรเลียหลายแห่งกำหนดให้นักเรียนสวมใส่เครื่องแบบเพราะเชื่อว่าส่งเสริมความรู้สึกของชุมชนและความสามัคคีในหมู่นักเรียน ตลอดจนลดการรังแกกันและสร้างสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เครื่องแบบนักเรีบนมักถูกมองว่าเป็นวิธีการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจของนักเรียน 

นิวซีแลนด์ : โรงเรียนมัธยมในนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่และโรงเรียนระดับประถมศึกษาและระดับกลางบางแห่งมีกฎบังคับให้นักเรียนต้องสวมเครื่องแบบนักเรียน โดยอยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการโรงเรียนในการกำหนดกฎเกณฑ์  

ในทางเทคนิคแล้ว กฎเครื่องแบบนักเรียนจะไม่ถูกบังคับใช้ทางกฎหมายหากละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนภายใต้กฎหมายว่าด้วยสิทธิแห่งนิวซีแลนด์ปี 1990 อย่างไรก็ตาม ศาลนิวซีแลนด์อาจมองว่ากฎเครื่องแบบนักเรียนส่วนใหญ่เป็นข้อจำกัดที่สมเหตุสมผล และทำให้โรงเรียนสามารถบังคับใช้กฎนี้ได้ 

ญี่ปุ่น : สำหรับเครื่องแบบนักเรียนหญิงหรือที่เรียกว่า เซฟุกุ” ที่มีต้นแบบมาจากเครื่องแบบทหารเรือสไตล์ยุโรป มีการใช้ครั้งแรกในญี่ปุ่นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แทนที่ชุดกิโมโนแบบดั้งเดิม โดยเครื่องแบบนักเรียนเป็นข้อบังคับในโรงเรียนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ทั้งโรงเรียนของรัฐและเอกชน ขณะเดียวกัน นักเรียนญี่ปุ่นมักจะสวมเครื่องแบบตามฤดูกาลและกิจกรรมที่แตกต่างกัน โดยผู้ปกครองจำนวนมากรายงานว่าต้องจ่ายเงินประมาณ 100,000 เยน (ราว 2,500 บาท) สำหรับเครื่องแบบนักเรียนสำหรับสวมใส่ในฤดูหนาว ฤดูร้อน และชุดกีฬา 
พึงทราบว่าชุดนักเรียนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของเยาวชนเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมของประเทศ เนื่องจากให้ความรู้สึกว่าช่วยปลูกฝังระเบียบวินัยและความเป็นชุมชนในหมู่เยาวชน
  

แม้เครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่นจะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่เมื่อเดือนเมษายน 2562 โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของรัฐในเขตนากาโนของโตเกียวเริ่มอนุญาตให้นักเรียนเลือกเครื่องแบบของตนโดยไม่คำนึงถึงเพศได้ ขณะที่ในปี 2566 นี้ โออิตะ จังหวัดในคิวชูจะอนุญาตให้สวมใส่เครื่องแบบนักเรียนที่หลากหลายเป็นครั้งแรก ทำให้นักเรียนสามารถเลือกเครื่องแบบที่ต้องการได้โดยไม่คำนึงถึงเพศเช่นกัน โดยสามารถเลือกได้ทั้งเบลเซอร์ กางเกงสแลค กระโปรง หรือกางเกงขาสั้น  

จำนวนโรงเรียนที่เสนอกางเกงสแลคเป็นทางเลือกให้กับนักเรียนหญิงเพิ่มขึ้นจากเพียง 49 แห่งในปี 2561 เป็น 832 รายในปี 2566 ตามรายงานของ Kanko ผู้ผลิตเครื่องแบบนักเรียนรายใหญ่ 

เกาหลีใต้ : เครื่องแบบนักเรียนที่เรียกว่า เกียบก” เป็นข้อบังคับในโรงเรียนของเกาหลีใต้ เครื่องแบบมักจะกำหนดเพศและแตกต่างกันไปตามโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย โดยนักเรียนต้องสวมเครื่องแบบไปโรงเรียนทุกวัน และค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค แต่โดยรวมแล้วราคาชุดนักเรียนของเด็กผู้หญิงอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 14,000 บาท) พร้อมอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เครื่องแบบนักเรียนของเด็กผู้ชายราคาประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7,000 บาท) ตามรายงานของ Korea Today 

อินเดีย : โรงเรียนหลายแห่งในอินเดียโดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนที่รัฐบาลช่วยเหลือมีนโยบายนี้เพราะเชื่อว่าการมีเครื่องแบบในโรงเรียนทำให้เด็กๆ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากวิถีชีวิตแบบใด นักเรียนจะมีความรู้สึกเป็นเอกภาพและเป็นหนึ่งเดียวโดยการสวมเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งมักจะประกอบด้วยเสื้อเชิ้ต กางเกง/กระโปรง และเน็คไท 

สิงคโปร์ : หลายโรงเรียนไม่เพียงแต่มีข้อบังคับเรื่องเครื่องแบบนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อบังคับที่เข้มงวดด้วย เช่น โรงเรียนมัธยมศึกษา Deyi ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เก่าแก่ของสิงคโปร์ นักเรียนต้องสวมเครื่องแบบนักเรียนที่กำหนดและไม่อนุญาตให้ดัดแปลงเครื่องแบบ (เช่น กางเกงขากระบอก) กระโปรงต้องคลุมเข่า นักเรียนทุกคนจะต้องสวมเครื่องแบบนักเรียนเมื่อไปโรงเรียนหรือทำกิจกรรมใดๆ ของโรงเรียน หรือเมื่อเป็นตัวแทนของโรงเรียน นักเรียนต้องสวมเครื่องแต่งกายของโรงเรียน ซึ่งมีทั้งชุดนักเรียนเต็มยศหรือเครื่องแบบกึ่งทางการเช่น เสื้อยืดพร้อมกางเกงขายาวหรือกางเกงขาสั้นสำหรับเด็กผู้ชาย หรือเสื้อยืดพร้อมกระโปรงสำหรับเด็กผู้หญิง หรือเครื่องแต่งกายที่ได้รับการรับรอง และนักเรียนต้องสวมเนคไทของโรงเรียนในวันอังคารหรือวันพฤหัสบดีระหว่างการประชุมของโรงเรียนและงานโรงเรียนที่กำหนด 

 

หากนักเรียนจำเป็นต้องสวมเสื้อแจ็คเก็ต คาร์ดิแกน หรือเสื้อกันหนาวแบบสวมทับจะต้องเป็นสีเข้ม/ขาว (เช่น น้ำเงิน ดำ เทา และขาว) โปรดทราบว่าไม่ควรมี โลโก้แบรนด์ โฆษณา หรือการออกแบบขนาดใหญ่ ใดๆ และนักเรียนต้องสวมถุงเท้าสีขาวล้วนกับรองเท้าสีขาวที่อาจมีลวดลาย/โลโก้ที่เรียบง่าย สีเข้ม/ขาว (เช่น สีน้ำเงิน สีดำ สีเทา และสีขาว) ผ้าบุด้านในควรเป็นสีอ่อนๆ (เช่น สีขาว สีเทาอ่อน เป็นต้น)

ในภาพรวม นักเรียนสิงคโปร์เข้าใจจุดประสงค์ของเครื่องแบบ ว่าเป็นการตอกย้ำความเท่าเทียมและเอกลักษณ์ของโรงเรียน และแน่นอนว่าทำให้เด็กๆ สะดวกไม่ต้องตัดสินใจว่าจะใส่ชุดอะไรในแต่ละวันที่ไปโรงเรียน แต่ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงในสิงคโปร์คือ จะปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนได้อย่างไร?

นักเรียนต้องการผ้าที่ไม่ทิ้งคราบเหงื่อ แต่หลายคนกล่าวว่าเสื้อนักเรียนยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน การเลือกใช้ผ้ายืดที่เคลื่อนไหวได้สะดวกก็น่าจะดีกว่า หรืออาจมีทางเลือกในการสวมชุดกีฬาที่ระบายอากาศดีได้ตลอดเวลา หรือการเปลี่ยนเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายเป็นเสื้อยืดโปโลที่ทำจากผ้าที่ดูดซับความชื้นอย่าง Coolmax สามารถช่วยให้นักเรียนรู้สึกสบายตัวและดูเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม มีหลายประเทศที่ไม่ได้บังคับใช้ใช้กฎเครื่องแบบนักเรียนอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านโยบายเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และบางโรงเรียนในประเทศเหล่านี้อาจยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการแต่งกายของตนเอง ต่อไปนี้คือบางประเทศที่ปกติจะไม่บังคับให้ใส่ชุดนักเรียน 

สหรัฐอเมริกา : แม้ว่าโรงเรียนเอกชนบางแห่งในสหรัฐอเมริกาจะมีนโยบายเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียน แต่โดยทั่วไปแล้วโรงเรียนของรัฐจะไม่บังคับใช้ ระเบียบการแต่งกายซึ่งระบุเครื่องแต่งกายที่ยอมรับได้โดยไม่ต้องมีเครื่องแบบเฉพาะ เป็นเรื่องปกติธรรมดาในโรงเรียนอเมริกัน 

แคนาดา : นโยบายเครื่องแบบนักเรียนในแคนาดาจะแตกต่างกันไปตามจังหวัดและเขตการศึกษา แม้ว่าโรงเรียนเอกชนบางแห่งอาจมีข้อกำหนดเรื่องเครื่องแบบ แต่โดยทั่วไปแล้วโรงเรียนของรัฐจะไม่บังคับใช้ 

สวีเดน : เครื่องแบบนักเรียนไม่ได้บังคับใช้ในสวีเดน และโดยทั่วไปแล้วโรงเรียนของรัฐจะไม่มีนโยบายบังคับเรื่องเครื่องแบบ ในทำนองเดียวกัน เครื่องแบบนักเรียนไม่ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายใน  

ฟินแลนด์ และโดยทั่วไปแล้วโรงเรียนของรัฐจะไม่มีนโยบายบังคับเรื่องเครื่องแบบ  

 

เดนมาร์ก ก็ไม่ต่างกัน เพราะเครื่องแบบนักเรียนไม่นิยมสวมใส่ในโรงเรียนเอกชนของเดนมาร์ก รวมถึงโรงเรียนของรัฐด้วย นักเรียนมีอิสระในการเลือกเสื้อผ้าของตนเองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยโรงเรียนของตน 

 

 นอร์เวย์ เช่นเดียวกับประเทศในแถบสแกนดิเนเวียอื่นๆ นอร์เวย์ไม่มีวัฒนธรรมหรือกฎระเบียบในการแต่งเครื่องแบบนักเรียนอย่างแพร่หลาย โรงเรียนของรัฐในนอร์เวย์มักไม่กำหนดให้นักเรียนสวมเครื่องแบบ 

เยอรมนี : เครื่องแบบนักเรียนไม่นิยมสวมใส่ในโรงเรียน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนเอกชนบางแห่งอาจมีนโยบายเครื่องแบบของตนเอง ในขณะที่โรงเรียนของรัฐโดยทั่วไปจะอนุญาตให้นักเรียนสวมชุดของตนเองได้ 

ที่มา ; SALIKA

เกี่ยวข้องกัน

หยก’ แจง 5 ข้อ ยัน ‘ไม่ได้ดื้อแพ่ง’ ชี้ สังคมไทยถึงเวลาเปลี่ยน อย่าฝังกลบความไม่ปกติ

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน น.ส.ธนลภย์ หรือหยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า

1. ตนไม่ได้เข้าเรียนตามเวลาที่ใจปรารถนา แต่ที่ตนเข้าห้องสายตอนนี้เพราะถูกกีดกันไม่ให้เข้าโรงเรียน มันยากลำบากมาก ตนเข้าคาบตามเวลาที่กำหนดตลอด คาบไหนออดดังแล้วก็รีบวิ่งขึ้นไปทันที,

2.ตนไม่ได้เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่ชอบ แต่เห็นว่าวิชาจริยธรรม เป็นวิชาที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งตนคิดว่าสอนกันมาแบบนี้ก็ไม่มีใครเป็นคนดีขึ้น จากการต้องฟังว่าเราต้องเป็นคนดี 

3. หนูไม่ได้ต่อต้านทุกกิจกรรมของโรงเรียน เหมือนกับในคุกบ้านปรานีเช่นกัน หนูไม่ท่องอาขยานก่อนกินข้าว แต่ถ้าต้องทำความสะอาดตรงกลางหนูก็ทำ เรื่องไหว้ครู ต่างๆ หนูเห็นว่าไม่มีประโยชน์กับเยาวชนและนักเรียน 

4. การกระทำนี้ ไม่ใช่หนูดื้อแพ่งโง่ๆ แต่หนูคิดว่า สิ่งที่ทำอยู่ในโรงเรียนในประเทศคือเรื่องไม่ปกติ เด็กหลายคนก็คงอยากแต่งตัวไปรเวตเหมือนกันแหละ แต่อาจจะถูกพ่อแม่ไม่ให้ สังคมไม่ให้ โครงสร้างที่กดทับ ถูกโรงเรียนกดทับ แล้วก็ไม่มีความสามารถที่จะเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เริ่มมาตั้งแต่ในชั้นเป็นเด็กแล้วคุณจะคาดหวังว่าเราจะมีผู้ใหญ่ที่โตไปเป็นผู้พิพากษาหรือข้าราชการ หรือคนมีตำแหน่งแล้วให้เค้ากล้าหาญที่จะหักคำสั่งของเจ้านายในเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรได้ยังไงกันคะ” 

5. สังคมไทยก็ต้องเปลี่ยนตอนนี้ ถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะเป็นตอนไหน ตนพูดในฐานะที่ตัวเองเป็นเยาวชนเพราะเปลี่ยนเพื่อให้หนูได้อยู่ต่อ ให้เพื่อนๆ ทุกคนได้ไปต่อพร้อมกัน การที่ผู้ใหญ่ชอบโลกแบบของผู้ใหญ่ก็คือเรื่องหนึ่ง แล้วพวกตนในฐานะเด็กมีถ้าอยากเปลี่ยนแปลงเราต้องทำยังไง การร้องขอดีๆ หลายสิบปีที่ผ่านก็ปรากฏชัดแล้วว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง

ในวันนี้ สิ่งที่หนูทำไม่ได้เป็นเรื่องฆ่าคนตาย เป็นการแสดงออกทางความคิดผ่านสัญญะ การแต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ทำให้หนูเรียนไม่ได้ สิ่งที่ทำให้เรียนไม่ได้คือโรงเรียนและบุคลากร เรื่องนี้เป็นบททดสอบของสังคมไทยทำให้เห็นว่า จะพิสูจน์อะไรอีก ถ้าตกลงแล้วสถานศึกษาหรือทัศนคติของสังคมไทย ว่าจะยังไง จะใช้วิธีปัดตกเขี่ยทิ้งกลบฝังคนที่อยากได้ความเปลี่ยนแปลงใช่ไหม” น.ส.ธนลภย์ระบุ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 17 มิถุนายน 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

กองร้อยน้ำหวาน เฝ้าเตรียมพัฒน์ฯ ‘หยก’ เดินเข้า ร.ร.ฉลุย ขอบคุณสังคมร่วมถกเถียง

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่หน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ น.ส.ธนลภย์ หรือหยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี แต่งกายด้วยชุดไปรเวตพร้อมกับยืนยันที่จะเข้าเรียน 

น.ส.ธนลภย์ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า ตนอยากจะชี้แจง เรียนการมอบตัวที่เสร็จสมบูรณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็ยืนยันว่าเสร็จสมบูรณ์เพราะสิทธิพื้นฐานการเรียนของเด็กต้องมาก่อน ทั้งนี้ตนได้ทำการจ่ายค่าเทอม และได้เรียนมา 1 เดือนแล้ว เดือนหน้าก็จะสอบอยู่แล้ว แต่ทางโรงเรียนกลับให้ออก

ส่วนที่หนูยืนยันเรียกร้องคือ เสรีทรงผม สีผม เพราะทรงผมของเรา สีผมของเราก็เป็นสิทธิพื้นฐานตามเนื้อตัว ร่างกายของเราอยู่แล้ว อย่างล่าสุดก็มี แฮชแท็กอาณาจักรฟ้าขาว ที่มีนักเรียนเสียชีวิตจากการถูกครูกดดันเรื่องเส้นผม ซึ่งเคสนี้ไม่ใช่เคสแรก และไม่ใช่เคสสุดท้ายถ้ากฎระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กฎระเบียบโรงเรียนยังกดดันนักเรียนต่อ

ส่วนเรื่องการแต่งกายก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อีกทั้งการแต่งกายก็ไม่ได้ส่งผลต่อการเรียน ที่หนูทำ หนูก็ยืนยันว่า ถึงจะแต่งไปรเวตหนูก็ยังเรียนได้ สำหรับพฤติกรรมต่างๆ ที่ตนไม่เข้าร่วม เพราะมองว่าพิธีกรรมเหล่านี้ เป็นการสืบทอดอำนาจนิยม สุดท้ายนี้การเปลี่ยนแปลงต้องมีจุดเริ่มต้น ถ้าไม่เริ่มวันนี้ จะเริ่มวันไหน ที่ผ่านมาสมัย 10 ปี ก็มีพี่เนติวิทย์ และ 2-3 ปีที่แล้ว ก็มีกลุ่มนักเรียนเลวที่ทำ ไม่ใช่หนูที่เป็นจุดเริ่มต้น มันเริ่มต้นมานานแล้ว เพียงหนูแสดงออกของหนูในเวลานี้ ที่ทุกคนมองว่ามันเร็วเกินไป” น.ส.ธนลภย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้ยืนยันที่จะเข้าเรียน น.ส.ธนลภย์กล่าวว่า เรายืนยันการเข้าเรียน เพราะว่าเรามีสิทธิมาที่นี่ ทาง กสม.ก็บอกว่าเรามีสิทธิเรียน วันนี้ตนจะมาเรียนปกติ 

สุดท้ายได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ แต่ทางโรงเรียนได้มีการทำประชาพิจารณ์เรื่องการแต่งกาย ทรงผม เพื่อทำกฎระเบียบใหม่ร่วมกัน จะยึดตามกฎระเบียบนั้นหรือไม่ หยกกล่าว ต้องเป็นกฎระเบียบที่นักเรียนมีส่วนร่วมจริงๆ เพราะกฎต้องเป็นที่สังคมยอมรับ และคนที่ได้ใช้ต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบ” น.ส.ธนลภย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับการแต่งชุดนักเรียน น.ส.ธนลภย์กล่าวว่า ก็ต้องรับตามนั้น ถ้านักเรียนทุกคนได้เลือกจริง ที่ตนไม่ได้ต้องการใส่ เพราะตนคิดว่า ใครอยากใส่ชุดนักเรียนก็ใส่ ใครอยากใส่ชุดไปรเวตก็ใส่ โดยยึดพื้นฐานตามความเหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะตอบอย่างไรกับกระแสสังคมตอนนี้ น.ส.ธนลภย์กล่าวว่า ขอบคุณที่มาโต้แย้งและมาถกเถียงกัน ส่วนจะฟ้องศาลปกครองเอาผิดโรงเรียนหรือไม่ ตนยังไม่อยากฟ้องเท่าไหร่

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีอะไรอยากฝากบอกพรรคก้าวไกลหรือไม่ น.ส.ธนลภย์กล่าวว่า “ก่อนที่พรรคก้าวไกลจะออกแถลงการณ์ หนูก็ปีนโรงเรียนมา 3 วันแล้ว ก็ค่อนข้างทำงานช้านิดนึง ส่วนการแต่งกายและทรงผมของนักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของก้าวไกลนะคะ”

ด้าน น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือหนอนบุ้ง นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ในฐานะผู้ปกครองของหยก กล่าวว่า เท่าที่ได้รับแจ้งมาจะมีพรรคก้าวไกล เข้ามาหารือกับโรงเรียนในเวลา 09.00 น.ในวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ หยกเดินเข้าประตูโรงเรียน โดยไม่ถูกขัดขวาง อย่างไรก็ตาม ตำรวจหญิงสังกัดอารักขาควบคุมฝูงชน หรือกองร้อยน้ำหวานจำนวนมากเข้าไปในพื้นที่โรงเรียนเช่นกัน 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2566

 

ข่าวเกี่ยวกัน

ผู้ปกครอง ยกธรรมนูญน.ร. แจงโรงเรียนสาธิตมธ. ‘มีเครื่องแบบ’ หวั่นเข้าใจคลาดเคลื่อน

สืบเนื่องจากกรณีในโลกออนไลน์มีการกล่าวถึงการแต่งกายของ นักเรียนโรงเรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า “ไม่มีเครื่องแบบ” ให้เสรีภาพแก่นักเรียนนั้น 

ล่าสุด เจ้าของเฟซบุ๊ก Kawin Kankeow ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นดังกล่าว โดยอ้างถึง “ผู้ปกครองน.ร.โรงเรียนสาธิตมธ.” ฝากข้อมูลมาประชาสัมพันธ์หวั่นมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน และทำให้ภาพพจน์โรงเรียนเสียหาย ว่าข้อเท็จจริงคือ

โรงเรียนนี้มีเครื่องแบบ เสื้อโปโล กางเกงขายาว ห้ามนุ่งสั้น รองเท้าต้องรัดหรือหุ้มส้น สีผมต้องได้รับความอนุญาตจากผู้ปกครอง เครื่องแบบจะใส่วันจันทร์กับพฤหัส ถ้าออกไปทำกิจกรรมภายนอก รร. หรือวันไหว้ครู ในห้องประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย เด็กผู้หญิงต้องใส่กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่าสีดำ เด็กผู้ชายสวมกางเกงยาวสีดำ 

วันอื่นๆ ใส่ตามกิจกรรมที่ทำ นักเรียนมีอิสระในการแต่งกายตามอัตลักษณ์ของตนเอง และการแต่งกายสอดคล้องกับวินัยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยให้นักศึกษาแต่งกายสุภาพเหมาะสมแก่กาละเทศะ หรือเสื้อนักเรียน

โดยระบุ ไว้อย่างละเอียด ดังนี้ “มีท่านผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝากข้อมูลมาให้ช่วยประชาสัมพันธ์แก้ไขข่าวที่กล่าวถึงโรงเรียนอย่างคลาดเคลื่อนโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียน ทำให้ภาพพจน์ของโรงเรียนเสื่อมเสีย ดังนี้ครับ 

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พยายามสร้างการศึกษาแบบตามความสามารถ เน้นผู้เรียนเป็นหลักและการทำงานเป็นทีม ยึดหลักสูตร สพฐ.และฟินแลนด์ ก่อนเข้าเรียน ต้องมีการเตรียมผู้ปกครองเข้าร่วมทำกิจกรรมครอบครัวสาธิตพร้อมลูก

ครู นักเรียน และผู้ปกครองเห็นชอบระเบียบข้อปฎิบัติด้วยกัน มีการตักเตือนได้ และที่สำคัญโรงเรียนนี้ปลูกฝังให้รักสถาบันฯ เด็กๆที่นี่ก่อนเข้าเรียนต้องทำกิจกรรมตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

โรงเรียนนี้มีเครื่องแบบ แต่เป็นเสื้อโปโล กางเกงขายาว ห้ามนุ่งสั้น รองเท้าต้องรัดหรือหุ้มส้น สีผมต้องได้รับความอนุญาตจากผู้ปกครอง เครื่องแบบจะใส่วันจันทร์กับพฤหัส ถ้าออกไปทำกิจกรรมภายนอก รร. หรือวันไหว้ครู ในห้องประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย เด็กผู้หญิงต้องใส่กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่าสีดำ เด็กผู้ชายสวมกางเกงยาวสีดำ

วันอื่นๆใส่ตามกิจกรรมที่ทำ นักเรียนมีอิสระในการแต่งกายตามอัตลักษณ์ของตนเอง และการแต่งกายสอดคล้องกับวินัยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยให้นักศึกษาแต่งกายสุภาพเหมาะสมแก่กาละเทศะ หรือเสื้อนักเรียน

ทั้งนี้ให้คํานึงถึงกาลเทศะความเหมาะสมเชิงสถานที่และโอกาสในการแต่งกาย ดังนี้

    (1) ให้สอดคล้องกับกาลเทศะ กิจกรรมในการเรียนรู้ ความปลอดภัย และสุขอนามัยเป็นสําคัญ
    (2) ให้นักเรียนแต่งกายเครื่องแบบนักเรียนตามที่โรงเรียนกําหนด
       (2.1) วันที่มีการทํากิจกรรมภายนอกโรงเรียน เช่น กิจกรรมทัศนศึกษา การแข่งขัน การรับรางวัล
       (2.2) ตามประกาศพิเศษของโรงเรียน ซึ่งได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการนักเรียนแล้ว
     (3) การแสดงสัญลักษณ์หรือข้อความหรือรูปภาพบนเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ สิ่งของต่าง ๆ ให้คํานึงถึงความเหมาะสม ไม่หยาบคาย และ ไม่พาดพิงหรือมีเนื้อหาสนับสนุนความรุนแรงหรือมีเนื้อหาละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เช่น การคุกคามทางเพศ การด่าทอผู้อื่น
     (4) การกระทําใด ๆ ที่อาจส่งผลต่อร่างกาย หรือสุขภาพ เช่น การเจาะ การสัก หรือการย้อมสี นักเรียนต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง
 

ที่มา  ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2566

 ข่าวเกี่ยวกัน

เรียนออนไลน์ 3 ปี ทำเด็กเก็บกด สุขภาพจิตเสีย-ก้าวร้าว-รุนแรง-เสียทักษะชีวิต

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยกรณีนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้กำชับให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ดูแลเรื่องพฤติกรรมเด็ก ซึ่งมีความผิดเพี้ยนไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทั้งความรุนแรงที่เด็กกระทำกับตัวเอง และความรุนแรงที่เด็กกระทำกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน จนถึงขั้นเสียชีวิต พบว่าปัญหาเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 นั้น ช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาด นักเรียนชั้นมัธยมจะต้องเรียนออนไลน์ ทำให้เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์ ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ซึ่งการระบาดของโรคโควิด-19 ไม่ได้ระบาดแค่ 1 ปี แต่ลากยาว 2-3 ปี ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กเสียเพิ่มขึ้น เด็กบางคนมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง เก็บกด และควบคุมการแสดงออกของตนยากขึ้น แต่ถ้าโรงเรียนเปิดปกติ เด็กจะรู้จักจังหวะ รู้จักชีวิต รู้จักการอยู่ร่วมกัน 

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อสถานศึกษากลับมาเปิดเรียนแล้ว พบปัญหาคือ เมื่อเด็กกลับมาเรียน เข้าสังคมไม่เป็น สบตาใครไม่ได้ ไม่มีทักษะการทำงานกลุ่ม ซึ่งสังคมไทยจะเจอปัญหาเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว การสูญเสียทักษะชีวิตต่อเนื่องยาวนาน 2-3 ปี ทำให้พบปรากฎการณ์ที่ชัดเจนคือ สุขภาพจิตของเด็กกลุ่มนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง แต่ไม่ได้ชดเชย และไม่ได้แก้ไขเพื่อให้เด็กกลับมามีพฤติกรรมเหมือนเดิมอย่างจริงจัง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่คิดกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรมเด็ก จะเห็นว่าเมื่อเปิดเทอม ก็ให้เด็กเรียนหนังสือ และไปยึดกฎระเบียบ ยึดการลงโทษ ตัดคะแนน ซึ่งผมคิดว่าการกระทำเหล่านี้ กำลังบีบคั้นเด็ก โดยไม่นึกถึงเลยว่าเด็กถูกกระทำจากนโยบายของรัฐมาถึง 3 ปีเต็ม ทำให้ทักษะชีวิต ทักษะทางอารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย และเมื่อยังยึดระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ทำให้เด็กอยู่ในภาวะที่พร้อมจะระเบิด และแสดงออกอย่างไม่เกรงใจ เราจึงเห็นเด็กไม่ค่อยอดทน และมีลักษณะการแสดงออกที่เกินความพอดี ซึ่งผมคิดว่าถ้าไม่แก้ปัญหานี้ สังคมไทยในอนาคตอาการน่าเป็นห่วง” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า ตนมองว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงสาธรณสุข (สธ.) ควรจะหารือร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน คือ วางกิจกรรมพัฒนาทักษะเด็ก เช่น มีกิจกรรมอะไรที่ทำให้เด็กกล้าแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์ เพื่อไปทำให้สภาวะจิตใจเด็กคลี่คลาย โดยอาจจะใช้วิชาศิลปะ พละ ดนตรี จัดกรรมกรรมให้เด็กเกิดความผ่อนคลาย เพราะยิ่งให้เด็กมุ่งแต่เรียน ยิ่งทำให้เด็กเก็บกดเพิ่มขึ้นไปอีก

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

อ.ครุศาสตร์ จุฬาฯ เขียน จม.ถึงผู้บริหารเตรียมพัฒน์ฯ ชี้ ให้ ตร.เข้าพื้นที่ ขัดแย้งหน้าที่ ขรก.ครู ที่ต้องไม่เลือกปฏิบัติ  

จากกรณีที่ น.ส.ธนลภย์ หรือหยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี แต่งกายด้วยชุดไปรเวต ยืนยันที่จะเข้าเรียน ซึ่งหยกเดินเข้าประตูโรงเรียน โดยไม่ถูกขัดขวาง โดยมีตำรวจหญิงสังกัดอารักขาควบคุมฝูงชน หรือกองร้อยน้ำหวานจำนวนมากเข้าไปในพื้นที่โรงเรียนด้วยนั้น 

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความระบุว่า “เรียน ผู้บริหาร ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ คณะครู และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน 

จากข่าวภาคเช้าที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชน ทราบว่ากำลังมีการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในพื้นที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการในเช้านี้ 

ท่านยังมีทางเลือกในการหาทางออกจากความขัดแย้งกรณีนักเรียนหญิงแสดงออกทางการเมืองผ่านการแต่งไปรเวท ทำสีผม เลือกเข้าเรียน/ไม่เข้าเรียนรายวิชา และเข้าร่วม/ไม่เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน อยู่นะครับ

การเลือกที่จะผลักเด็กออกจากโรงเรียน การปิดโอกาสสื่อสารสองทาง เจรจาหารือ และการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจัดการปัญหาแทนท่าน ไม่ใช่ทางออกที่ดี และแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนและผู้ตัดสินใจกำลังใช้อำนาจหน้าที่ (authority) ขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่และความรับผิดรับชอบของท่านเองในฐานะข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาที่ต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง โดยไม่เลือกปฏิบัติ

ยังมีเวลาและมีทางเลือกในการหารือรับฟัง ตัดสินใจร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งนี้ได้ 

ในฐานะผู้ใหญ่ที่ถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องมีวุฒิภาวะมากกว่า เท่าทันอคติของตนเองมากกว่า รอบคอบในการตัดสินใจมากกว่า 

 

ขอได้โปรดทบทวนท่าทีและวิธีการเพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่นำพาสังคมไปต่อได้ และแสดงให้เด็กและเยาวชน พ่อแม่ผู้ปกครอง และสังคม ได้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความขัดแย้งได้อย่างเคารพกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกัน

ด้วยความเคารพครับ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

ป้ายโผล่อาคารเรียน ‘เตรียมพัฒน์’ น.ร.แขวนร้อง ‘เสรีเครื่องแต่งกาย’ สนับสนุนหยก 

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน เพจ ไข่แมวชีส ได้โพสต์ภาพป้ายผ้าซึ่งมีข้อความว่า “เสรีเครื่องแต่งกาย” พาดขึงบนอาคารเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

โดยเพจระบุว่า ป้ายโผล่!! 19 มิย66 นักเรียนเตรียมพัฒน์ แขวนป้ายในโรงเรียน มีข้อความว่า“เสรี เครื่องแต่งกาย” ซึ่งหลังจากแขวนได้ไม่นาน ก็ถูกอาจารย์ยึดไป” 

ขณะเดียวกัน นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ภาพดังกล่าวด้วย ระบุว่า “เด็กเตรียมพัฒน์ฯ แขวนป้ายสนับสนุนหยก” 

และในวันเดียวกัน นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ระบุว่า  

 

ล่ม! ผู้อำนวยการไม่เจรจากับผู้อุปการะ ตัวแทนก้าวไกล และกรรมการโรงเรียนเพื่อช่วยให้ หยก กลับเข้ามาเรียน” 

ที่โรงเรียนแถลงว่าหยกขาดสถานภาพเป็นนักเรียน เพราะไม่มีผู้ปกครองมามอบตัวลงทะเบียนนั้นถือว่ากีดกันเลือกปฏิบัติ ผิดกฎหมายไทย และหลักสากล” 

ส่วนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Thirachai Phuvanatnaranubala - - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” มีดังนี้

เด็กเล็กในโรงเรียนอเมริกัน จะร้องเพลงชาติในห้องเรียนทุกเช้า โรงเรียนให้เด็กนักเรียนแต่งตัวตามสบาย

ผมเคยไปเรียนที่อังกฤษ โรงเรียนทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่นักเรียนไม่มีการแข่งแสดงฐานะ ไม่มีการให้ลูกใช้แบรนด์เนม ชุดที่เด็กแต่งไปโรงเรียน คือชุดธรรมดาแต่ละวันตามอยู่บ้าน การไม่ใช้เครื่องแบบ คือเพื่อไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัว 

แต่มีบางโรงเรียนที่ให้แต่งเครื่องแบบ คือโรงเรียนชั้นสูง ค่าเรียนแพงลิบ เช่น อีตัน ฮารโรว์ เด็กจบจากโรงเรียนระดับนี้ จะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นสูง เคมบริดจ์ ออกซฟอร์ด บางโรงเรียนชั้นสูงเหล่านี้ ต้องสมัครจองที่ตั้งแต่เด็กเกิด และจะสัมภาษณ์ผู้ปกครองอย่างเข้มข้น เพื่อคัดเลือกครอบครัวที่มีจุดเด่น นายกรัฐมนตรีอังกฤษส่วนใหญ่จะจบจากโรงเรียนระดับนี้ เครื่องแบบจึงกลายเป็นการสร้างจุดเด่น เพิ่มค่าใช้จ่าย สร้างจุดแตกต่าง

สังคมไทยที่ผู้ปกครองยังชอบเน้นการแสดงฐานะ อาจยังจำเป็นต้องใช้เครื่องแบบ เพื่อลดการอวดแข่งขัน ลดการทุ่มเงินเพื่อเสื้อผ้าเด็ก 

และขณะเดียวกัน แฟนเพจ “สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต” ได้ออกมาเผยแพร่แถลงการณ์โดยสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์กรภาคประชาชน นิสิต และนักศึกษา รวมทั้งสิ้น 50 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วม เรื่อง “เรียกร้องให้สถานศึกษาเคารพสิทธิ และเสรีภาพเหนือร่างกาย” 

โดยระบุว่า “สิทธิและเสรีภาพไม่เคยได้มาด้วยการร้องขอ แต่ได้มาจากการต่อสู้ของประชาชนผู้ตระหนักในอำนาจและอุดมการณ์ของตนเอง สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์กรเครือข่ายกว่า 50 องค์กร ขอเเถลงการณ์เรียกร้องให้สถานศึกษาเคารพสิทธิ เเละเสรีภาพเหนือร่างกาย” 

โดยเนื้อหาในแถลงการณ์ดังกล่าว ได้ระบุว่า จากกรณีการเรียกร้องให้สถานศึกษาเคารพสิทธิเสรีภาพเหนือร่างกาย โดยให้สามารถแต่งกาย ด้วยชุดไปรเวท หรือทําทรงผมใด ๆ เข้าเรียนในสถานศึกษาได้ ที่กําลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เป็นเหตุให้เกิดกระแส ทางสังคมอย่างหลากหลายถึงความเหมาะสม จนไปถึงการตัดสินว่าการอารยะขัดขืนโดยไม่สวมเครื่องแบบ และการย้อมสีผมเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวสุดโต่ง 

สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์กรนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ทั้งสิ้นจํานวน 50 องค์กร ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอยึดมั่นในหลักการสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล สนับสนุนให้นักเรียน จากทุกโรงเรียน ตลอดจนนิสิตนักศึกษาจากทุกมหาวิทยาลัย สามารถเลือกเครื่องแต่งกายรวมไปถึงทรงผมเข้าเรียน ได้อย่างเสรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 28 วรรคแรก บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่ 3 ความว่า บุคคลมีสิทธิ ในการดํารงชีวิตในเสรีธรรมและในความมั่นคงแห่งร่างกาย และไม่ควรมีกฎระเบียบ วินัย หรือจารีตใดอยู่เหนือสอง หลักการนี้ 

ดังนั้น สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์กรนักเรียน นิสิตและนักศึกษา ทั้งสิ้นจํานวน 50 องค์กร ขอเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจน สถานศึกษาทุกแห่ง แก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา โดยเปิดกว้างให้สามารถแต่งกาย ด้วยชุดไปรเวทเข้าเรียนในสถานศึกษา และแก้ไขกฎระเบียบของสถานศึกษาให้ปราศจากการบังคับเกี่ยวกับ การทําผม อาทิ ความยาว ทรงผม หรือสีผม โดยอยู่บนหลักการของการเคารพสิทธิเสรีภาพในทุกมิติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการที่ไม่มีใครต้องถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ให้เกิดพื้นที่แห่งการแสดงออกอย่างหลากหลาย และสร้างความตระหนักรู้ถึงการเคารพอัตลักษณ์อันแตกต่างของผู้อื่นต่อไป อันเป็นสิ่งที่สถานศึกษาควรบ่มเพาะ มากกว่าการปลูกฝังวินัยและจารีตอย่างที่เป็นมา

ท้ายที่สุดนี้ การเรียกร้องให้สถานศึกษาเคารพสิทธิเสรีภาพเหนือร่างกายของเราอยู่บนหลักการที่ว่าทุกคน ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของตนเอง หากสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานเช่นนี้ยังไม่ได้รับการรับรอง จากสถานศึกษาซึ่งเป็นสถาบันสําคัญในการสร้างพลเมืองของประเทศ เราก็มิอาจวางใจว่าการละเมิดสิทธิเสรีภาพอื่นๆ จะไม่เกิดขึ้น และความเป็นประชาธิปไตยอันเป็นหลักการสําคัญที่สุดของประเทศนี้ก็จะไม่มั่นคง 

 

ความอันตรายที่สุดของสังคมไทยเวลานี้ หาใช่รัฐที่สามานย์ฉ้อฉล หากแต่เป็นคนบางพวกที่ติดกับดักตนเอง 

ที่มา ; มติชนออนไลน์, เดลินิวส์ออนไลน์  วันที่ 19 มิถุนายน 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

กสม. แถลงการณ์ พร้อมเป็นตัวกลาง หาทางออกปม ‘หยก’ ยันเด็กต้องไม่ถูกตัดสิทธิการศึกษา 

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกแถลงการณ์เรื่อง สิทธิเด็กกรณี “หยก” ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาของรัฐ โดยระบุว่า กสม.ได้ติดตามสถานการณ์กรณี หยก เยาวชนวัย 15 ปี ประสบปัญหาการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หยกยังถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจ โดยได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเพื่อให้ได้เข้าเรียน ซึ่งได้เข้าเรียนเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว

ต่อมาโรงเรียนได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ยังไม่ได้บันทึกชื่อของหยกในระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (Data Management Center – DMC) เนื่องจากไม่มีผู้ปกครองมาดำเนินการมอบตัวตามเงื่อนไขที่กำหนด ทำให้ไม่มีสถานะเป็นนักเรียนของโรงเรียน 

 

กสม. ยืนยันสิทธิทางการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องประกันให้เด็กทุกคน อันสอดคล้องและเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม การพิจารณาและดำเนินการใดๆ ของโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ 

กสม.เห็นว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน ควรเร่งพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้หยกได้อยู่ในระบบการศึกษา สำหรับกรณีปัญหาเกี่ยวกับผู้ปกครองตามมาตรา 4 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 นั้น

กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวควรเข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับทีมสหวิชาชีพเพื่อดูแล คุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กเป็นการเร่งด่วน ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายควรช่วยกันทำให้สถานการณ์คลี่คลายและสร้างความเข้าใจต่อกันมากกว่าสร้างความขัดแย้ง และไม่ควรส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในโรงเรียน 

ทั้งนี้ กสม.พร้อมเป็นหน่วยงานกลางในการเปิดพื้นที่พูดคุยร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกเรื่องดังกล่าว โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก รวมทั้งประโยชน์ส่วนรวม และ จะประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกรณีของหยกอย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะเด็กทุกคนต้องไม่ถูกตัดออกจากระบบการศึกษาไม่ว่ากรณีใด 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

ผอ.สาธิตธรรมศาสตร์ มอง ‘หยก’ อารยะขัดขืนกติกาไม่เป็นธรรม ขอให้เห็นความผิดปกติใน ‘กฎระเบียบ’ ไม่ใช่อยากย้ายโรงเรียน หวังสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงให้ ‘นักเรียนทุกคน’ งงคนกดดันให้รับมาเรียน ไหนบอกตัวเองเคารพกฎกติกาโรงเรียน 

จากกรณีที่ น.ส.ธนลภย์ หรือ หยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี แต่งกายด้วยชุดไปรเวต ยืนยันจะเข้าเรียน ซึ่งหยกเดินเข้าประตูโรงเรียนโดยไม่ถูกขัดขวาง ทว่ามีตำรวจหญิงสังกัดอารักขาควบคุมฝูงชน หรือกองร้อยน้ำหวาน จำนวนมากเข้าไปในพื้นที่โรงเรียนด้วย

อย่างไรก็ดี ยังมีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจการสื่อสารและตีความการแสดงออกของ หยก” ผิดประเด็น โดยผลักไสให้ไปเรียน กศน.ที่ไม่ติดขัดเรื่องเครื่องแบบ รวมถึงชื่อของ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ถูกพาดพิง ด้วยเข้าใจว่า ไม่มีเครื่องแบบ” ให้เสรีภาพแก่นักเรียน กระทั่งผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสาธิต มธ.ออกมายืนยันว่า โรงเรียนนี้มีเครื่องแบบ 

ล่าสุด อธิษฐาน์ คงทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุทางเฟซบุ๊กถึงการแสดงออกของ หยก” เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ความว่า เราคิดว่าประเด็นของ น้องหยก เขาไม่ได้อยากย้ายโรงเรียนนะ การย้ายโรงเรียนไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ ไม่ได้จบปัญหานี้ เพราะกฎเดิมในระบบกระแสหลักไม่เปลี่ยนแปลง (จะยังคงมีนักเรียนอีกหลายคนที่ถูกทำโทษเรื่องการแต่งกาย ถูกทำให้อับอายหรือกดดัน) และประเด็นจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องการแต่งกาย หรือทรงผมด้วย (อย่าหลงประเด็นกันนะพวกเรา)

มันคือเรื่องของ การต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อเรียกร้องกติกาที่เป็นธรรมกับนักเรียนทุกคน (ถ้าเขาแค่อยากแต่งไปรเวตไปเรียนเพื่อตัวเองมันมีทางเลือกอื่นๆ ให้เขาทำได้โดยไม่ต้องเปลืองตัว ไม่ต้องถูกสังคมรุมประณามตัดสินได้อีกมากมาย) 

เราคิดว่าน้องเขากำลังใช้การฝ่าฝืนกฎการแต่งกายเป็นเครื่องมือการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในทางสันติวิธีเรียกว่า อารยะขัดขืน” คือต่อสู้แบบดื้อเพ่งเพื่อต่อต้านกฎหมาย หรือกติกาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้สังคมและผู้มีอำนาจหันมาฟัง หันมารับรู้และถกเถียงกันถึงความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ภายใต้กติกากฎระเบียบที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันปกติ และเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อร่วมกันสร้างกติกาใหม่ที่เป็นธรรมยิ่งกว่าเดิม (มีคนบอกว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้หยกตัดสินใจออกมาเรียกร้อง คือข่าวที่น้องนักเรียนคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะถูกบังคับให้ตัดผม) 

 

แทนที่จะชี้นิ้วโทษเด็กอายุ 15 แล้วไล่เขาไปโรงเรียนอื่น หรือมาสั่ง มากดดันให้โรงเรียนอื่นรับน้องเข้ามา (เรายังงงๆ ว่าคนพวกนี้เขามีอำนาจอะไรที่มาสั่งให้โรงเรียนอื่นรับ หรือไม่รับใคร ไหนบอกตัวเองเคารพกฎกติกาโรงเรียน??) 

ทำไมเราไม่เอะใจกับปัญหา แล้วหันมามองว่ามันมีความเป็นไปได้อื่นๆ อะไรได้อีกบ้างที่จะช่วยให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่ดี มีส่วนร่วมในการทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนได้จริงๆ

ท่าทีของน้องอาจจะดูแข็งกร้าวจี๊ดดใจ ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนปั่นป่วน เขย่าโลกแห่งความดีงามและความเชื่อว่าเด็กต้องเคารพและเชื่อฟังผู้ใหญ่ หลายคนมีความกลัวที่จินตนาการไปไกลว่าต่อไปเด็กๆ ทุกคนจะลุกขึ้นมาเรียกร้องทำตามใจตนเองไม่เคารพสิทธิคนอื่นไม่เคารพกติกาสังคม ฯลฯ มีความกลัว+ความโกรธอีกมายมายที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาจากเหตุการณ์นี้ และหลายสิ่งที่เรากลัวก็เป็นสิ่งที่เราคิดอนุมานเอาเองโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ดราม่าจึงบังเกิด 

เราเคยคุยกับครูที่ตั้งใจทำงานในระบบโรงเรียนรัฐหลายคน ครูหลายคนก็อึดอัดใจและมีความอิหยังวะกับระเบียบราชการ หรือธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่างที่ไม่ make sense และไม่เป็นธรรมกับครู (คือมันอาจจะดีในยุค 30-50 ปีก่อน แต่ตอนนี้มันอาจจะไม่ใช่แล้ว) แต่เขาก็ไม่กล้าพูด เพราะมันมีความเสี่ยงต่อหน้าที่การงานความมั่นคงหลายอย่างของชีวิต 

แต่สำหรับเด็กวัยรุ่นอย่างหยกเขากล้าที่จะแลกและไม่กลัวที่จะเสี่ยง (จำได้ว่าเราในวัยเท่าเขายังไม่กล้าขนาดนี้ ออกแนวเด็กดีเชื่องและเชื่อฟัง สมาทานกับสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกว่าดีจงทำตาม คือวันๆ ในวัยนั้นคิดแต่จะไปถึงโรงเรียนทันไหม ส่งการบ้านทันไหม จะสอบผ่านไหม เพื่อนจะคิดยังไง ครูจะด่าไหม จะได้เกรดดีไหม ไม่เคยรู้เรื่องโครงสร้างสังคมเรื่องความเป็นธรรมอะไรเลย เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกพูดถึง หรือถูกตั้งคำถามในโรงเรียน) 

ปล.นี่เพิ่งเรียนเรื่องทักษะวัฒนธรรมมา เขาชี้ให้เห็นอคติ/ความเชื่อของผู้คนว่ามันทำงานอัตโนมัติอย่างไร หลายครั้งคนคิดว่าสิ่งที่ตนคิดและอนุมานเอาคือ ความจริง+อคติที่มีอยู่เดิม (ทั้งด้านบวกด้านลบ) ทำให้ยิ่งปักใจเชื่อสุดๆ และตัวเราเองในฐานะคนทำงานต้องตระหนักรู้ตัว เราเองก็มีอคติไม่ต่างจากคนอื่นแต่ขอให้ทันตัวเอง อย่าปักใจเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองคิดถูกต้องที่สุด ก็ถือว่าได้ฝึกจิตฝึกใจ ฝึกวิชากับดราม่าของสังคมของจริงอ่ะเนอะ 

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2566

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น