
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และโฆษกศธ. เปิดเผยว่า ศธ.จัดงาน “EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024” และแถลงผลงานตามนโยบายของศธ. ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 ธันวาคมนี้ ที่ศธ. และพื้นที่บริเวณโดยรอบ สำหรับผลงานในรอบ 3 เดือน ภายใต้นโยบายเรียนดี มีความสุข ดังนี้
1. แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน มีหน่วยงานในสังกัดและในกำกับกระทรวงศึกษาธิการร่วมขับเคลื่อนดำเนินการ โดยให้สถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่การศึกษาสำรวจสภาพหนี้ครูและจัดกลุ่มครูตามภาระหนี้สิน จัดทำหลักสูตรเสริมสร้างวินัยทางการเงินในรูปแบบe-Learning และอนุมัติจัดสรรวงเงินให้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2567 จำนวน 200,000,000 บาท เพื่อช่วยบรรเทาภาวะหนี้สินของข้าราชการครู ให้สามารถนำไปชำระหนี้ซึ่งส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน อันจะทำให้คุณภาพการเรียนการสอนดีขึ้น ผู้เรียน เรียนดี มีความสุขตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ
2.เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้สำรวจจำนวนสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อใช้ในการเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบันมีสื่อ 117,852 สื่อ เพื่อเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลให้กับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินการจัดเสริมความรู้คู่บทเรียนด้วยวิทยากรออนไลน์ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการสอบ TGAT TPAT และ A-Level ตลอดเดือนธันวาคม 2566 – มีนาคม 2567 รวมทั้งในช่วงเดือนมกราคม 2567 ได้จัดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ให้แก่นักเรียนผ่านแพลตฟอร์มฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และจัดทำหลักสูตรการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CEFR)และหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะดิจิทัล ในรูปแบบ e-Learning เพื่อให้ครู บุคลากรทางการศึกษาและบุคคลทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
3. พัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำกรอบหลักสูตรการพัฒนาครูแนะแนวแกนนำและการ Coaching ที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นประโยชน์กับการแนะแนวนักเรียนในปัจจุบัน รวมทั้งจัดทำแนวปฏิบัติการจัดกิจกรรมแนะแนว กิจกรรมโฮมรูม และการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้านให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีพัฒนาการที่ดี และมีสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจที่ดีในทุกช่วงวัย
4. จัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรวิชาชีพในการประกอบอาชีพ กระทรวงศึกษาธิ
การได้หารือร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเกี่ยวกับการดำเนินงานและทิศทางการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ เพื่อเสริมสร้างโอกาสให้นักเรียนอาชีวศึกษาได้มีคุณวุฒิวิชาชีพ ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพที่เชื่อมโยง กับกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ Up-skill Re-Skill 1 หลักสูตร : 1 Certificate และประกาศนียบัตรวิชาชีพเฉพาะ (ปวพ.)5 สาขาอาชีพ รวมทั้งการพัฒนาฐานข้อมูลหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม
5. จัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษาและประเมินผลการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่าย กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแนวทางการสะสมหน่วยการเรียนรู้และการเทียบโอนผลการเรียนจากโรงเรียนนอกระบบสู่โรงเรียนในระบบ ดำเนินการยก (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง แนวทางการดำเนินงานระบบคลังหน่วยกิตการอาชีวศึกษา พ.ศ. …. และจัดทำ(ร่าง) คู่ มือแนวทางการดำเนินงาน ทบทวนระเบียบ ประกาศ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเทียบโอนผลการเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
6. 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายรวม 1,808 แห่ง เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา 901 แห่ง และระดับมัธยมศึกษา 907 แห่ง โดยจะประกาศรายชื่อโรงเรียนคุณภาพพร้อมทั้งเปิดตัวโครงการ และจัดประชุมชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการร ภายในเดือนธันวาคม 2566
7. มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีเข้มข้น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เน้นเพิ่มปริมาณผู้เรียนทวิภาคี ปวส. ร้อยละ 25 ปักหมุดจังหวัดทวิภาคีเข้มข้น 22 จังหวัดทั่วประเทศ ทำความร่วมมือกับศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาเพื่อสร้างธุรกิจ สร้างรายได้เพิ่ม พัฒนาเป็นผู้ประกอบการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินโครงการส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียน 6 โครงการ และฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นให้กับประชาชนทั่วไปตามความต้องการของชุม รวมถึงจัดทำแผนโครงการส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียนในโรงเรียน พื้นที่ชายแดนภาคใต้จำนวน 5 แห่ง และแผนการพัฒนาอาชีพสำหรับผู้เรียนหลักสูตรระยะสั้น 6 หลักสูตร
8.ปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้สื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นการประเมินวิทยฐานะผ่านระบบ DPA (Digital Performance.Appraisal) ให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นคำขอประเมินวิทยฐานะผ่านระบบ DPA รวมทั้งสิ้น 67,007 ราย โดยประเมินแล้วเสร็จ 63,429 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการประเมิน 3,578 ราย รวมถึงกำหนดแนวทางการปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เน้นตามสภาพจริง.ลดการทำเอกสาร.ขั้นตอนการประเมินไม่ซับซ้อนและเป็นธรรม โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน คำนึงถึงสภาพบริบทของสถานศึกษา และสอดคล้องกับการเรียนรู้ที่หลากหลายซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
9. ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น ลดขั้นตอน ลดเอกสาร เพิ่มความสะดวกให้ครูย้ายกลับภูมิลำเนาได้ง่ายขึ้นด้วยความโปร่งใส กระทรวงศึกษาธิการจึงได้พัฒนาระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matchingt System (TMS))โดยจะเปิดใช้งานเพื่อให้ครูได้ยื่นคำขอร้องย้ายสับเปลี่ยนได้ในช่วงระหว่างวันที่ 16-31 มกราคม เพื่อเป็นของขวัญในวันครู ปี 2567
10. จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)ขณะนี้สถานศึกษาต่าง ๆ ได้นำร่องการใช้แท็บเล็ต (Tablet) ในการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลายสำหรับการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการในการสนับสนุน จัดหาอุปกรณ์ในการช่วยจัดการเรียนการสอนและสนับสนุนจัดหาแท็บเล็ต (Tablet) ที่มีประสิทธิภาพ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณ ประจำปี 2567
เปิด 10 ผลงาน ศธ. ในรอบ 3 เดือน “บิ๊กอุ้ม” ขับเคลื่อน เรียนดี มีความสุข
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 25 ธันวาคม 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
ส่องการศึกษาไทย ปี 2567 มองผลงานรัฐบาล ‘เก่า-ใหม่’
ปี 2566 ผ่านไปอย่างทุลักทุเล เพราะเป็นปีที่ต้องฝ่าทั้งวิกฤต และความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่ในช่วงกลางปี และกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือน ในที่สุดพรรคเพื่อไทย (พท.) พลิกขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ได้ส่ง 2 รัฐมนตรีป้ายแดง “บิ๊กอุ้ม” พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ น้องชาย นายเนวิน ชิดชอบ ข้ามห้วยแบบสุดขั้ว จากบิ๊กเนมสีกากี มาเป็น “เสมา 1” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
ส่วน ครูเอ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” จากพรรคเดียวกัน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “ซ้อสมทรง” หรือ นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม่ทัพใหญ่ซุ้มบ้านใหญ่วังน้อย นั่ง “เสมา 2” เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.
แตะมือกับรัฐมนตรีในรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทีม 3 สาว นำโดย ครูเหน่ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.จากพรรคพลังประชารัฐ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตเสมา 2 จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ครูโอ๊ะ กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีตเสมา 3 จาก ภท.แม้จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2566 แต่ก็ถือว่าฝากผลงานไว้ไม่น้อย
ย้อนกลับไปไล่เรียงผลงานรัฐมนตรี ศธ. ทีมสาว สาว สาว ตัดเกรดเฉพาะ 8 เดือนแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2566 ถือว่าผ่านแบบคาบเส้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งครูเหน่งเป็นตัวแทน “บ้านใหญ่เทียนทอง” ต้องรักษาที่มั่นใน จ.สระแก้ว
ส่งผลให้งานการศึกษาช่วง 8 เดือนแรก “ดร็อปลง” โดยนโยบายต่างๆ ยังถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกราชการ ทั้งที่ควรจะต้องเป็นปีแห่งการฟื้นฟูการศึกษา ที่อยู่ในสภาวการณ์การเรียนรู้ถดถอย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19
เห็นได้ชัดเจนจากผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากลของเด็กไทย หรือ PISA 2022 ของนักเรียนไทยที่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี ทั้ง 3 วิชา คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน
แม้ครูเหน่งจะลงภาคสนามค่อนข้างบ่อย แต่ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย การแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องการเรียนรู้ ความรุนแรงในโรงเรียน หนี้สินครู ลดความเหลื่อมล้ำ การสอบคัดเลือกครู ผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึง ผู้บริหารการศึกษา ยังคงพบปัญหาเดิม ๆ แม้มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะลุยแก้ปัญหา แต่ก็เป็นไปแบบครึ่งๆ กลางๆ
โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมายสำคัญ อย่าง ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ที่ควรจะประกาศใช้ทันรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ต้องพับไป ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญที่คนแวดวงการศึกษารอมานานกว่า 9 ปี
ยังไม่นับรวมข่าวฉาว แหวนแลกตำแหน่ง ที่ครึกโครมไปทั่ววังจันทรเกษม แม้จะไม่มีการตรวจสอบว่า จริง หรือไม่จริง แต่งานนี้ทำเอาครูเหน่งเสียเครดิตไปไม่น้อย
ยิ่งในช่วง “รัฐบาลรักษาการ” ที่ระดมจัดทัพ แต่งตั้ง โยกย้าย ทำเอาพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในขณะนั้น ต้องออกโรงเตือนเรื่องมารยาท
ต่างจากครูโอ๊ะ กนกวรรณ แม้จะเจอมรสุมทางการเมืองตั้งแต่ปลายปี 2565 ต่อเนื่องปี 2566 แต่ก็มีผลงานชิ้นโบแดง ดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ได้สำเร็จ ยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ขยายฐานการจัดการศึกษา ครอบคลุมตั้งแต่ในครรภ์มารดาถึงตลอดชีวิต จนกลายเป็นขวัญใจชาว กศน.ถึงทุกวันนี้
ขณะที่คุณหญิงกัลยา ซึ่งอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ยาวกว่า 5 ปี และนานที่สุดในบรรดา 3 สาว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถผลักดันบอร์ด สมศ.หรือคณะกรรมการรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ที่ว่างเว้นมานานกว่า 7 ปีได้สำเร็จ การประเมินคุณภาพการศึกษาถูกลดทอนบทบาท จนแทบไม่เหลือความสำคัญ ส่วนหนึ่งเพราะทีมรักษาการ ทั้งบอร์ด และรักษาการผู้อำนวยการ สมศ.ไม่มีอำนาจในการบริหารอย่างเต็มที่
แต่ก็ยังมีผลงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะนโยบาย “โค้ดดิ้ง” ที่ผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติได้สำเร็จ พลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วย โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตร “ชลกร” รวมถึง นโยบายการศึกษาพิเศษ โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10 การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ เป็นต้น
ก่อนที่ทีม 3 สาว จะอำลาวังจันทรเกษตรอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ส่งไม้ต่อให้ทีม 2 หนุ่ม “บิ๊กอุ้ม-ครูเอ” สานงานต่อในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีกระต่าย
เปิดตัวมาด้วยมอตโต้ “เรียนดี มีความสุข” เน้นจัดการศึกษา 2 รูปแบบ คือ การเรียนสู่ความเป็นเลิศ และการเรียนเพื่อความมั่นคงในชีวิต ใช้มายแมพ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา เดินหน้าครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น แก้หนี้ครู จัดโครงการ 1 ครู/นักเรียน 1 แท็บเล็ต/โน๊ตบุ๊ก ซึ่งเป็นโยบายของ พท.
ขณะเดียวกันยังชูแนวทางลดภาระนักเรียน และผู้ปกครอง อาทิ เรียนทุกที่ทุกเวลา เรียนฟรี มีงานทำ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จัดทำ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ พัฒนาโรงเรียนคุณภาพต้นแบบอย่างน้อย 1 โรงเรียนในแต่ละอำเภอ หรือเขตพื้นที่การศึกษา ระบบแนะแนวการเรียน หรือโค้ชชิ่ง และเป้าหมายชีวิตพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นต้น
นโยบายส่วนใหญ่ ไม่แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมามากนัก แต่ “จุดเด่น” อยู่ที่ความเอาจริงเอาจังของเจ้ากระทรวงอย่างบิ๊กอุ้ม ที่แม้ไม่ค่อยออกหน้า แต่คอยขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง
ฉะนั้น แม้จะเข้ามาทำงานได้ 3 เดือน แต่เรียกได้ว่า ผลงานไม่ขี้เหร่
โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีเสมา 2 เป็นประธาน ถือว่ากำหนดแผนงานอย่างรวดเร็ว ทั้งมาตรการลดดอกเบี้ย เจรจาสถาบันการเงิน ชะลอฟ้องครู เงินเดือนคงเหลือต่อเดือนพอหักหนี้ ขอขยายมาตรการช่วยเหลือ ฯลฯ เดินหน้าขับเคลื่อนแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กับนโยบายรัฐบาล ปรับระบบประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพิ่มทางเลือกให้เหมาะสมกับความถนัดของครูและบุคลากรทางการศึกษามากขึ้น
แต่ที่ต้องกดไลค์ คือความรอบคอบในการดำเนินการโครงการแจกแท็บเล็ต หรือโน๊ตบุ๊ก ที่ไม่เร่งรีบ รวมถึง มีแผนการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบอินเตอร์เน็ต วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ความเหมาะสม ระหว่างแท็บเล็ต และโน๊ตบุ๊ก เพื่อความไม่ประมาท ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความเสียหาย กลายเป็นตำนานเหมือนโครงการที่ผ่านๆ มาก็ได้
ตัดเกรด 3 เดือนแรก ถือว่าทีมสองหนุ่มผ่านครึ่ง แว่วว่าปีมะโรงยังมีอีกหลายโครงการให้ต้องลุ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 1 อําเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ กำหนดโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายรวม 1,808 แห่ง แว่วว่าเตรียมจะเปิดตัวโครงการเร็วๆ นี้ รวมถึง การแก้ปัญหาคะแนน PISA ต่ำ ซึ่งครูอุ้มประกาศชัดว่าการประเมินรอบปี 2025 ผลคะแนนจะต้องสูงขึ้น
ข้ามฝั่งมาที่อุดมศึกษา ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ศุภมาส อิศรภักดี” อดีต ส.ส.หญิง 1 เดียวใน ภท.ที่คว้าเก้าอี้รัฐมนตรีมาครอง หลังเล่นการเมืองมากว่า 20 ปี จนได้คุมกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ถือเป็นรัฐมนตรีว่าการ อว.คนที่ 3 หลังควบรวมสำนักงานคณะกรรมการการอุดศึกษา (สกอ.) กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เข้าด้วยกัน
รัฐมนตรีผึ้งประกาศนโยบายสอดคล้องกับทีม 2 หนุ่มเสมาจากพรรคเดียวกัน คือ “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” ยึดนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง หัวใจสำคัญคือการลดภาระของนักศึกษา ผู้ปกครอง และการลดภาระของอาจารย์ผู้สอน จะทำให้นักศึกษามีความสุข ทั้งระหว่างเรียน และจบแล้วมีอาชีพ มีรายได้ รวมทั้ง ทำให้อาจารย์ผู้สอนมีความสุข ทำงานได้คล่องตัว
ช่วง 3 เดือนแรก ดูเหมือนจะเน้นงานเข้าร่วม ยังไม่มีผลงานเข้ารอบมากนัก แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรัฐมนตรีที่น่าจับตามมอง ให้คะแนนความพยายาม และมุ่งมั่น พัฒนาแก้ปัญหาการอุดมศึกษา
โดยเฉพาะการแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง กรณีการย้ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ออกจากพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเผือกร้อนทุกยุค ทุกสมัย
ส่วนงานพัฒนาด้านอุดมศึกษา ยังไม่ชัดเจน คงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ต้องเอาใจช่วยกันต่อไป
ทั้งนี้ คงต้องฝากความหวังด้านการศึกษาไทย ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา ไว้กับ “3 รัฐมนตรี” จาก ภท.ว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการศึกษาไทย พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 1 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ประเมินผลงาน 6 เดือน ‘บิ๊กอุ้ม-ครูเอ’ ให้ผ่านพัฒนาครู สอบตกคุณภาพเด็ก
ศ.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ครบรอบ 6 เดือนการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ ต้องถือว่าสอบตก ให้คะแนนอยู่ที่ 4.5 จากคะแนนเต็ม 10 แต่ยังสามารถซ่อมเสริมได้ โดยเฉพาะในส่วนของการพัฒนาการศึกษา ซึ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาล จะมีคีย์เวิร์ดสำคัญ ทั้งของรัฐบาลและของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เช่น การปฏิรูปการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดภาระครู ลดภาระนักเรียน เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นต้น และหากให้ประเมินผลงาน ในส่วนของการดูและคุณภาพชีวิต
ครู ก็ถือว่าสอบผ่าน มีผลงานชัดเจน ทั้ง ยกเลิกการอยู่เวร จ้างภารโรง ลดภาระในการจัดทำเอกสารเพื่อขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ แก้หนี้ครู และเตรียมแจกอุปกรณ์การสอนหรือแท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊ค การดำเนินการทั้งหมดนี้ทำให้ครูมีความพึงพอใจ
“ผลงานในส่วนของการสร้างขวัญและกำลังใจของครู ค่อนข้างมีความชัดเจน แต่งานอื่น ๆ ยังไม่เห็นผลงานเท่าที่ควร โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพเด็ก ที่ถือว่า ประสบปัญหาวิกฤตอย่างหนักแทบจะทุกเรื่อง ทั้ง ภาวะการเรียนรู้ถดถอยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จำนวนเด็กดร็อปเอาต์ ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 1,020,000 คน ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ที่ตกต่ำ เด็กอยู่ในภาวการณ์เรียนรู้ช้า และปัญหาใหญ่คือเรื่องความรุนแรงในเด็ก ที่ต้องเร่งแก้ไขโดยเร่งด่วน”ศ.สมพงษ์ กล่าว
ศ.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เรื่องปัญหาคุณภาพเด็ก น่าจะเป็นเรื่องที่วิกฤตมากที่สุด และยังไม่เห็นแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน ซึ่งส่วนตัวให้ผ่านในเรื่องการพัฒนาครู แต่เรื่องคุณภาพเด็กสอบตก ส่วนเรื่องการปฏิรูประบบการศึกษาก็ยังไม่ไปถึงไหน ดังนั้นหากต้องการพัฒนาการศึกษา รัฐบาลจะนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ เพราะสภาพการศึกษาปัจจุบัน มีความผุพัง ที่เกิดจากความด้อยประสิทธิภาพของระบบ ตอนนี้ปัญหาการศึกษาถาถมหนักกว่าเรื่องอื่น ๆ รัฐบาลควรจะต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องเหล่านี้ ส่วนกระแสปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น แม้พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ.จะสอบตกเรื่องการพัฒนาการศึกษา แต่ยังซ่อมเสริมได้ ดังนั้น ควรให้โอกาสพล.ต.อ.เพิ่มพูน ทำงานต่อเนื่อง เพราะรัฐมนตรีว่าการศธ. คนปัจจุบันพร้อมที่จะเรียนรู้ เหมือนน้ำครึ่งแก้ว พร้อมจะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แต่หากจำเป็นต้องเปลี่ยนก็ควรหาคนที่ทันยุคทันสมัย กล้าเปลี่ยน กล้าตัดสินใจ ไม่ทำให้การศึกษาเป็นเรื่องของการเมือง แต่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 25 มีนาคม 2567
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม กระทรวงศึกษาธิการแถลงผลงานช่วง 3 เดือน ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” พร้อมจัดงาน EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024 โดยมีความคืบหน้าสำคัญ 10 ด้าน ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้สินครูผ่านการสำรวจ แบ่งกลุ่มลูกหนี้ พัฒนาหลักสูตรวินัยการเงิน และจัดสรรเงินกู้ 200 ล้านบาท การขยายแพลตฟอร์มเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา สนับสนุนสื่อดิจิทัลกว่าแสนรายการ และจัดสอบภาษาอังกฤษตาม CEFR ฟรี รวมถึงพัฒนาหลักสูตร e-Learning สำหรับครูและประชาชน
ด้านการแนะแนว มีการจัดทำกรอบหลักสูตร Coaching และระบบดูแลสุขภาพจิตนักเรียน ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาระบบวัดผลวิชาชีพ (Skill Certificate) และระบบเทียบโอนผลการเรียนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนประหยัดเวลาเรียน นอกจากนี้ยังผลักดันโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ การเรียนอาชีวะทวิภาคีแบบเข้มข้น ส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน ปรับระบบประเมินวิทยฐานะครูผ่าน DPA และพัฒนาระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (TMS) รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์เรียน เช่น แท็บเล็ต โดยประสานเรื่องงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างรอบคอบ
ข้อสอบ
ก. การควบคุมกำกับแบบรวมศูนย์
ข. การบริหารเชิงพื้นที่ (Area-based Management)
ค. การใช้นโยบายเชิงรับตามภารกิจประจำ
ง. การใช้แรงจูงใจทางวัตถุเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพครู
2. ระบบ DPA (Digital Performance Appraisal) ช่วยลดภาระเอกสารและประเมินตามสภาพจริง ผู้บริหารควรใช้แนวทางใดเพื่อเพิ่มคุณภาพผลลัพธ์ของระบบนี้มากที่สุด?
ก. เน้นตรวจสอบเอกสารให้เข้มงวดขึ้น
ข. จัดอบรมให้ครูกรอกข้อมูลอย่างถูกต้องเท่านั้น
ค. พัฒนา “ระบบ coaching ส่งเสริมสมรรถนะ” ควบคู่กับการประเมิน
ง. ให้สถานศึกษาจัดส่งไฟล์หลักฐานเพิ่มจากเดิม
3. การขยายแพลตฟอร์มเรียนฟรี และจัดสอบ CEFR ไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำแบบใดมากที่สุด?
ก. ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของบุคลากร
ข. ความเหลื่อมล้ำเชิงเศรษฐกิจของผู้เรียน
ค. ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพครู
ง. ความเหลื่อมล้ำของการจัดการงบประมาณเขตพื้นที่
4. หากผู้บริหารต้องตัดสินใจคัดเลือกโรงเรียนเข้าร่วม “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” ปัจจัยใดควรเป็นเกณฑ์สำคัญที่สุดตามเป้าหมายโครงการ?
ก. จำนวนครูมากกว่าค่าเฉลี่ย
ข. ความพร้อมด้านกายภาพเพียงอย่างเดียว
ค. ศักยภาพเป็นต้นแบบและสามารถขยายผลในอำเภอ
ง. ผลสอบระดับชาติสูงตลอด 3 ปี
5. กระทรวงศึกษาธิการดำเนินโครงการ Learn to Earn เพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างเรียน หากสถานศึกษาต้องออกแบบโครงการย่อย สิ่งใดควรพิจารณาเป็นลำดับแรก?
ก. ความสามารถในการทำกำไรของโครงการ
ข. ความสอดคล้องกับทักษะอาชีพในพื้นที่และศักยภาพผู้เรียน
ค. ความนิยมของผู้ปกครอง
ง. ความพร้อมของอาคารสถานที่ที่มีอยู่
คลิกเฉลย >>>