
บทความโดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ
ความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมไอทีได้สร้างนวัตกรรมนำโลกธุรกิจมายาวนานหลายทศวรรษ เพราะความซับซ้อนของระบบอันทันสมัยเปลี่ยนโฉมธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิงและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างมหาศาล
ถึงจะมีเส้นทางธุรกิจที่ดูหวือหวาและท้าทายมาก แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วปัจจัยแห่งความสำเร็จของธุรกิจเหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากการทำธุรกิจดั้งเดิมเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบใดก็ล้วนต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญที่ไม่แตกต่างกันนั่นก็คือ
ประการแรก ต้องหมั่นเรียนรู้จากความผิดพลาดเดิม เพราะความล้มเหลวถือเป็นอุปสรรคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การล้มแล้วเดินต่อไปอย่างแข็งแกร่งได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราได้เรียนรู้จากการล้มครั้งที่ผ่านมาได้ดีเพียงใด และการที่จะก้าวได้เร็วแค่ไหนก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่ผิดพลาดแบบเดิมซ้ำอีก การทบทวนปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจึงสำคัญเป็นประการแรก
ประการที่สองคือต้องมีแรงบันดาลใจ ซึ่งการเดินตามความฝันนั้นเป็นสิ่งที่ได้ยินมามากและเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การทำงานให้สำเร็จจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแรงบันดาลใจ เช่นเดียวกับการจุดไฟในตัวเพื่อเริ่มเดินเครื่องซึ่งต้องอาศัยไฟจากภายในตัวของเราไม่ใช่ไฟจากคนนอก
แรงบันดาลใจมาพร้อมกับการลงมือทำอย่างจริงจัง เพราะบางคนมีแรงบันดาลใจที่ดีแต่ยังไม่กล้าพอที่จะก้าวไปตามฝันนั้น การตัดสินใจเดินก้าวแรกไปตามแรงบันดาลใจของตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำไปพร้อมๆ กัน เราจึงต้องคิดอยู่เสมอว่าไม่มีใครบงการชีวิตเราได้ มีแต่เพียงตัวเราเองเท่านั้นที่ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น
ประการที่สามจึงหนีไม่พ้นความเพียรพยายาม ภาษิตโบราณในหลายๆ ประเทศก็ล้วนพูดถึงความพยายามไว้คล้ายๆ กัน เช่นเดียวกับภาษิตไทยที่ว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ซึ่งเป็นภาษิตที่ยังคงใช้ได้ผลมาจนถึงทุกวันนี้
เพราะความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นมาได้จากความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะทำให้ความต้องการของตัวเองบรรลุผล นวัตกรรมทุกอย่างที่เราเห็นความสำเร็จอย่างงดงามนั้นล้วนมีความพยายามอยู่เบื้องหลังมากมายที่เกิดขึ้นเพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย
สตาร์ทอัพแต่ละรายก็ล้วนต้องบาดเจ็บกับความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า บริษัทยาก็ต้องพบกับความล้มเหลวมากมายหลายครั้งกว่าจะได้ตัวยาที่ต้องการ ซึ่งทั้งหมดนั้นมีหลายคนล้มเลิกไปเสียกลางคันเพราะมีความพยายามไม่มากพอ เราจึงไม่รู้จักเขาและไม่เคยได้ยินชื่อเขา แต่เราจะคุ้นเคยกับชื่อของคนที่ประสบความสำเร็จโดยที่อาจไม่รู้เลยว่าเขาต้องใช้ความเพียรพยายามมากเพียงใดเพื่อมาถึงจุดนี้ได้
ประการที่สี่ ต้องเสาะแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ พยายามคิดหาทางทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็น “เป็นไปได้” เพราะในขณะที่คนส่วนใหญ่คิดเหมือนๆ กันว่าเป็นไปไม่ได้ พวกเขาก็พร้อมจะทำงานแบบเดิม ใช้วิถีชีวิตเดิมๆ จึงไม่มีทางสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาได้
ตรงกันข้ามกับคนที่พยายามมองหาสิ่งใหม่ มองหาหนทางที่ทำให้เขาและคนอื่นๆ ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นซึ่งแน่นอนว่ามาเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดขึ้นได้สำเร็จ แต่หากเขาคิดได้ทะลุข้อจำกัดเดิมๆ ก็ย่อมทำให้เขามีโอกาสทำสำเร็จได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ความยากลำบากที่จะเอาชนะอุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้นจะทำให้เขาหาทางเอาชนะแต่ละด่านได้มากขึ้นจนยิ่งทำให้เขาแก่กล้าและมีความพร้อมสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จแบบทันทีทันใดแต่ถึงวันหนึ่งหากเขามีความพร้อมมากพอ ก็จะผลักดันให้เขาบรรลุสิ่งที่ต้องการได้ในท้ายที่สุด
ประการสุดท้ายต้องรู้จักความหมายที่แท้จริงของ “ความสำเร็จ” เพราะไม่มีความสำเร็จใดได้มากโดยง่าย ไม่มีเส้นทางใดโปรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะเอื้อมมือเด็ดดอกกุหลาบที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ยังต้องเจ็บตัวเพราะหนามแหลมรอบตัว
ความสำเร็จจึงไม่อาจได้มาเพราะความคิดที่กระหายแต่ชัยชนะ หากแต่เป็นการให้และการปรารถนาดีกับผู้คนรอบข้างจนเป็นรากฐานให้ทุกคนสนับสนุนเราจนประสบความสำเร็จในที่สุด เช่นเดียวกับการคิดร้ายกับผู้อื่นก็ไม่ได้ทำให้เราประสบความสำเร็จ แต่การชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นต่างหากที่อาจทำให้เราเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น
โชคชะตาและความสำเร็จ
การมีจังหวะชีวิตที่ดีกว่าคนอื่นต้องอาศัยความมุมานะ ขยัน อดทน รักการเรียนรู้ ช่วยเหลือตนเองโดยไม่รอคอยแต่โชคชะตาฟ้าดินแต่เพียงอย่างเดียว
ในการประสบความสำเร็จจากหลายๆ คน คำตอบหนึ่งที่มักได้ยินเสมอคือ “ความโชคดี” ซึ่งอาจฟังดูถ่อมตัวเกินจริง เพราะเราเห็นได้ชัดว่าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่แล้วล้วนมาจากความมุ่งมั่น ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่บ่มเพาะมานาน ฯลฯ มากกว่าจะเป็นเพียงแค่โชคช่วยเท่านั้น
แต่สำนวนจีนโบราณยังกล่าวเอาไว้ว่า เป้าหมายสู่ความสำเร็จนั้นยังมีเรื่องของการ “อยู่ถูกที่ถูกเวลา” ซึ่งอาจมีความหมายใกล้เคียงกับโชคช่วยอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น คนเก่งที่ความสามารถมากมายหากเกิดและอาศัยอยู่ในประเทศที่มีภัยสงครามยาวนานไม่หยุดหย่อน ก็ยากที่จะมีชีวิตที่มั่นคงได้
แต่ถ้าหากถือกำเนิดในประเทศที่ดีพร้อม แต่เป็นจังหวะเวลาที่ประเทศนั้นต้องพบกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ ก็อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน
การเกิดในที่ๆ ดีมีความอุดมสมบูรณ์ และเกิดในจังหวะเวลาที่เหมาะสมจึงเอื้อให้คนแต่ละคนมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่เท่ากัน
ทั้งสองตัวแปรนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์เดินดินอย่างเราไม่สามารถควบคุมให้เกิดขึ้นไปตามที่เราต้องการได้ หากจะว่าโชคช่วยก็อาจเป็นไปได้ แต่ในโลกของความเป็นจริงเราก็จะพบคนจำนวนมากที่เกิดมาถูกที่ถูกเวลาแต่กลับไม่มีความสำเร็จใดๆ เป็นชิ้นเป็นอัน
ตรงกันข้ามกับคนที่เกิดมา “ผิดที่ผิดเวลา” เช่นเกิดในสถานที่ๆ แร้นแค้น หรือเกิดในเวลาที่มีภัยพิบัติครั้งใหญ่ แต่กลับแสวงหาความสำเร็จเป็นของตัวเองได้ ซึ่งสำนวนจีนโบราณก็กล่าวไว้ว่าลิขิตฟ้าจะเปิดโอกาสให้คนที่ช่วยเหลือตัวเองเท่านั้น
การมีจังหวะชีวิตที่ดีกว่าคนอื่นจึงต้องอาศัยความมุมานะ ขยัน อดทน รักการเรียนรู้ ฯลฯ ซึ่งก็คือการช่วยเหลือตนเองโดยไม่รอคอยแต่โชคชะตาฟ้าดินแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
การพร่ำบ่นว่าทำไมจึงไม่มีโอกาสดีเท่ากับผู้อื่น หรือทำไมความโชคดีถึงไม่เกิดขึ้นกับตัวเองบ้าง ก็คงต้องพิจารณาก่อนด้วยว่าเรามีความเพียรพยายามสร้างความสำเร็จด้วยตัวเองขึ้นมาหรือยัง
การเฝ้ามองความสำเร็จของชีวิตคนอาจสั้นเกินกว่าจะวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง เพราะช่วงชีวิตของคนเรานั้นแสนสั้น แต่หากมองในองค์กร ในธุรกิจ ในหน่วยงานที่มีความเป็นมายาวนานนับสิบนับร้อยปีเราจะเห็นความเด่นชัดมากขึ้น
เพราะบริษัทที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนมีอายุหลาบสิบปีหรือเกินหนึ่งร้อยปีนั้นล้วนต้องผ่านช่วงเวลาที่ “ผิดที่ผิดเวลา” อยู่ไม่น้อยเพราะไม่มีใครที่จะโชคดีได้ตลอดเวลา บางครั้งจึงต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และรอคอยให้ทุกอย่างคลี่คลายแล้วเติบโตต่อไป
องค์กรธุรกิจชั้นนำของโลกจึงปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่น GE ที่เริ่มจากธุรกิจด้านหลอดไฟฟ้า ปรับตัวจนกลายเป็นสถาบันอุตสาหกรรมครบวงจร
เช่น อุตสาหกรรมสถาบันการเงิน อุตสาหกรรมเอ็นจิเนียริ่ง อุตสาหกรรมเครื่องยนต์การบิน อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ อุตสาหกรรมด้านพลังงาน เป็นต้น ในทุกวันนี้ หรือในบ้านเราเองก็จะเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เริ่มต้นจากธุรกิจด้านการเกษตร แต่ทุกวันนี้ขยายตัวไปยังธุรกิจโทรคมนาคม การขนส่งและค้าปลีกได้สำเร็จ
ถ้าเราเห็นคุณค่าของการที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา และไขว่คว้าพยายามหาโอกาสให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกล
ความสุขและความสำเร็จ
เทคโนโลยีมีบทบาทต่อการเรียนรู้ของเด็กในยุคปัจจุบันจนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว แต่การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปก็อาจส่งผลร้ายในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะพ่อแม่รุ่นใหม่ที่ให้อิสระกับลูกในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจนเกินพอดี
เพราะอัตราการใช้โซเชียลมีเดียของไทยนั้นสูงติดอันดับโลกมานานหลายปี สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่ใช้เวลาในโลกออนไลน์มากเกินไป จนส่งผลถึงเด็กรุ่นใหม่ที่อาจปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง เพราะมัวแต่ใช้ชีวิตในโลกออนไลน์เป็นหลัก
เช่นเดียวกับพ่อแม่ก็ล้วนใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากขึ้น การใช้ชีวิตที่บ้านของแต่ละครอบครัว จึงเป็นเหมือน “จอใครจอมัน” คือต่างใช้ชีวิตแยกกันในโลกออนไลน์แม้จะอยู่ในบ้านหลังเดียวกันก็ตาม ซึ่งนั่นทำให้คุณค่าของครอบครัวลดลงทีละน้อยๆ
เช่นเดียวกับความสุขของครอบครัวที่อาจลดลงไปโดยเราไม่รู้สึกตัว เพราะเมื่อเรามัวใส่ใจแต่เรื่องของคนบนโลกออนไลน์ เราก็ย่อมไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว คนเป็นพ่อแม่จึงต้องใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้นและตัวเองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกก่อนที่จะสอนลูก
ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักให้ดี นับตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิตคู่ด้วยกันใหม่ ๆ เพราะเมื่อตกลงปลงใจแต่งงานกันแล้ว คำว่าครอบครัวไม่ได้มีความหมายแค่สามี-ภรรยาอีกต่อไป แต่เป็นครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นและมีลูกที่เราต้องฟูมฟักเลี้ยงดูเขาไปอีกตลอดชีวิตด้วย
แต่การจะสร้างอนาคตที่ดีให้กับลูก จะไปคาดหวังว่าลูกจะมีความสุขด้วยการป้อนทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้กับเขาเพียงแค่นั้นไม่ได้ เพราะความสุขของลูกล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ทั้งนั้น
เพราะเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทำร้ายกัน หรือมีประวัติใช้ความรุนแรงในครอบครัว เด็กย่อมเกิดมาโดยมีแผลในใจที่ยากจะลบเลือนและส่งผลต่ออนาคตของเขาอย่างแน่นอน
การปลูกฝังให้ลูกใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข จึงต้องเริ่มที่ตัวพ่อแม่ก่อนเสมอ เพราะเมื่อครอบครัวเป็นสุข ความรักและความห่วงใยใส่ใจก็จะถูกถ่ายทอดมาถึงลูก สร้างให้เขาเป็นเด็กที่มองโลกในแง่บวก มองเห็นโอกาสมากกว่าปัญหา จึงย่อมมีอนาคตดีขึ้นเมื่อเทียบกับเด็กที่ขาดโอกาสเหล่านี้
ลองคิดถึงพ่อแม่ที่มองทุกอย่างในแง่ลบ บ่นทุกเรื่องทุกอย่างที่พบเจอ ไม่เคยพอใจกับคู่ชีวิต ชอบเปรียบเทียบลูกตัวเองกับเด็กอื่นที่เก่งกว่า ฯลฯ เด็กๆ ก็ย่อมซึมซับนิสัยเหล่านี้เข้าไปทีละน้อยๆ จนกลายเป็นคนคิดลบ มองเห็นแต่ปัญหาและข้อจำกัดจึงแทบจะไม่มีโอกาสในการเติบโต
การเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนคิดบวกจึงเป็นสิ่งแรกที่พึงต้องทำหากคิดจะสร้างอุปนิสัยที่ดีให้กับลูก เพราะการเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นการปลูกฝังความคิดที่ดีที่สุด อย่าอ้างว่าไม่มีเวลาหรือไม่มีโอกาส เพราะการจัดสรรเวลาให้กับลูกเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่อาจมีอย่างอื่นมาทดแทนได้
ไม่ต่างอะไรกับการคิดที่จะรักษาลูกที่ป่วยอยู่โดยที่ตัวเราเองก็ป่วยด้วย หนทางที่ดีที่สุดคือการรักษาตัวเองให้ดีที่สุดจนมีกำลังมากพอที่จะมารักษาลูก เช่นเดียวกับการสาธิตการใช้หน้ากากออกซิเจนฉุกเฉินบนเครื่องบินที่เจ้าหน้าที่ต้องย้ำทุกครั้งว่าสวมให้ตัวเอง ก่อนจะสวมให้เด็กเสมอ
คำถามจากเด็กยุคใหม่ว่าทำไมต้องกตัญญู ทำไมต้องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ฯลฯ จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเราใส่ใจเลี้ยงดูลูกอย่างอบอุ่น และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขาสม่ำเสมอ
ด้วยการจัดสรรเวลาให้เหมาะสม ตัดกิจกรรมทั้งหลายที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น การใช้เวลากับโซเชียลมีเดียอย่างเปล่าประโยชน์ เปลี่ยนเป็นการปลูกฝังความคิดที่ดี และบ่มเพาะให้เขาเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ เป็นเด็กที่มีความสุขในครอบครัวที่มีความสุข ซึ่งนั่นจะเป็นของขวัญที่เขาต้องการมากที่สุด
ช่องว่างของความสำเร็จ
แม้ในยามวิกฤติก็ยังหาทางออกได้เสมอหากรู้จักตัวเองดีพอ
โอกาสของธุรกิจเอสเอ็มอียังมีอยู่เสมอ แม้ในยามวิกฤติเราก็ยังเห็นผู้ประกอบการหลายรายไปได้ดี โดยเฉพาะด้านสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพจิต
ตามด้วยธุรกิจ “อัจฉริยะ” ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับการทำธุรกิจเดิมๆ เช่น Smart Farming, Smart Office, Smart Furniture ฯลฯ และที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนที่แล้วก็คือธุรกิจด้านความสวยงาม
ต่อกันในธุรกิจที่ 5 ที่น่าจะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กคือ "ธุรกิจท่องเที่ยวและบันเทิง" เพราะไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เน้นการทำงานจริงจังและเต็มที่ แต่เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ให้ความสำคัญเต็มที่ไม่แพ้กัน
ธุรกิจที่เน้นด้านท่องเที่ยว สันทนาการและการผ่อนคลายจึงมีแนวโน้มจะไปได้ดีมาก โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลังที่ทุกประเทศมีแนวโน้มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 การท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
วันหยุดในเทศกาลต่างๆ เราจึงเริ่มเห็นคนเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งแต่เดิมมีแต่กลุ่มผู้มีรายได้สูงเท่านั้น แต่ทุกวันนี้เราจะเห็นนักท่องเที่ยวทุกระดับ รวมถึงประเทศท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทยเช่นเกาหลี ญี่ปุ่น ที่เราตั้งตารอให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม
ที่สำคัญการใช้เงินเพื่อท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่เน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีและน่าประทับใจจึงมีแนวโน้มที่จะใช้เม็ดเงินเพื่อการพักผ่อนมากกว่าคนรุ่นเก่า
เช่นการใช้บริษัทวางแผนการท่องเที่ยวที่ทำหน้าที่มากกว่าบริษัททัวร์ คือปรับรูปแบบการท่องเที่ยวให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม ทั้งตั๋วเครื่องบิน สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหารที่เน้นความพิเศษเฉพาะกลุ่ม
ธุรกิจด้านสันทนาการต่างๆ ก็มีแนวโน้มคล้ายกันคือใช้บริษัทแพลนเนอร์มารับผิดชอบงานมากขึ้นเพื่อความราบรื่นและสร้างประสบการณ์ที่ไม่มีใครเหมือนจากเดิมที่เราเห็นแค่เวดดิ้งแพลนเนอร์ก็มีงานอื่นๆ อีกมากที่ต้องใช้บริษัทวางแผนบริหารจัดการเช่นกัน
ธุรกิจที่ 6 คือ "ด้านการค้าขาย" จะเป็นอะไรก็ได้แต่ต้องมี “บุคลิก” ที่ชัดเจน ทั้งสินค้าบริการและร้านอาหาร ที่เราอาจรู้สึกว่ามีการแข่งขันสูง มีรายใหญ่เป็นเจ้าตลาดมีสาขามากมาย แต่สังเกตให้ดีว่ามีร้านเล็กหลายร้านที่อยู่รอดได้และยังคงขายได้ดีเพราะมีความโดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง
อย่างเช่นชานม ชาไข่มุกที่มีร้านเปิดขายนับหมื่นรายแต่เรากลับเลือกกินของร้านใดร้านหนึ่งเพราะมีการจัดร้านที่เหมาะกับตัวเรา หรือร้านอาหารมากมายแต่ถ้าจะกินแกงกะหรี่ก็ต้องมาที่ร้านนี้เท่านั้น ฯลฯ ซึ่งนั่นก็คือบุคลิกของร้านที่เราสร้างขึ้นมาเองได้
ธุรกิจทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงการยกตัวอย่างมาเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น เพราะในเวลานี้ถือเป็นโอกาสทองของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่จะสามารถแข่งกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้โดยใช้โซเชียลมีเดีย
อย่างเช่นอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ซึ่งการที่ร้านค้ามีบุคลิกที่ดี มีความเฉพาะตัว หากถูกใจลูกค้ากลุ่มหนึ่งเขาย่อมแชร์ประสบการณ์ของตัวเองให้เพื่อนฝูงได้รู้จักผ่านโซเชียลมีเดียแน่นอน
การจัดร้าน หรือการใส่ใจกับแพ็คเกจสินค้า การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย แม้กระทั่งการตั้งชื่อสินค้าจึงมีความสำคัญมากกับการดึงดูดให้ลูกค้าบอกต่อ ซึ่งเป็นหนทางให้ธุรกิจเล็ก ๆ ยังคงมีช่องว่างทางการตลาดได้เสมอ ขอเพียงเราต้องหาโอกาสดังกล่าวให้เจอ
แม้ในยามวิกฤติทั้งความซบเซาของเศรษฐกิจและภาวะสงคราม แต่เราก็ยังหาทางออกได้เสมอหากเรารู้จักตัวเองดีพอ และต้องมองให้ออกว่าความสำเร็จนั้นไม่ได้มีแค่มิติเดียวเสมอไป
เส้นทางสำเร็จเฉพาะตัว
การเรียนรู้จากผู้คนรอบข้างยังคงเป็นแนวทางการเรียนรู้ที่ดีที่สุดไม่ต่างอะไรกับการอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม ขอแค่อย่ายอมแพ้ ตั้งมั่นในความฝัน และมุ่งมั่นทำมันให้สำเร็จให้ได้
ความเป็นตัวตนของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราเองไปเสียทั้งหมด แม้จะได้รับดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดจากพ่อและแม่ แต่ความเป็น “เรา” ยังขึ้นอยู่กับเพื่อนฝูง โรงเรียน สังคมรอบข้าง ฯลฯ ในวัยเด็ก จวบจนโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เริ่มทำงานก็ซึมซับแนวคิดต่างๆ จากเจ้านาย คู่ค้า ลูกค้า ฯลฯ จนค่อย ๆ หล่อหลอมให้ตัวเรากลายเป็นตัวของตัวเองจนถึงทุกวันนี้
ผมเองก็เช่นเดียวกัน การเรียนรู้จากผู้คนรอบข้างยังคงเป็นแนวทางการเรียนรู้ที่ดีที่สุดไม่ต่างอะไรกับการอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม ในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ได้เรียนรู้จาก Mr. CHEE Chin Leong ผู้บริหารบริษัท Silverlake Axis ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านบริการธนาคารและสถาบันการเงินชั้นนำของโลกจากมาเลเซีย
ซิลเวอร์เลคเป็นหนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์จากอาเซียนเพียงไม่กี่แห่งที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกเทียบเคียงซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ เยอรมันนี อินเดีย ด้วยการขยายฐานลูกค้าซึ่งเป็นธนาคารและสถาบันการเงินกว่า 400 แห่งทั่วโลก โดยในประเทศไทยก็มี 4-5 แห่งที่เป็นลูกค้ารายสำคัญ
ซิลเวอร์เลคก่อตั้งโดย Mr. Goh Peng Ooi เมื่อปี 1998 หลังจากสะสมประสบการณ์ทำงานกับไอบีเอ็มมาอย่างยาวนาน โดยเขาเล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีคอร์แบงค์กิ้งที่จะเป็นรากฐานในการทำธุรกรรมของธนาคารในอนาคต
Mr. Chee เคยร่วมงานกับ Mr. Goh มาก่อนตั้งแต่เริ่มทำงาน IBM หลังจบการศึกษา เพราะพื้นฐานการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และการบัญชีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Adelaide ในออสเตรเลียถือเป็นใบเบิกทางชั้นดี
เส้นทางชีวิตของฉีในวัยเด็กก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปเสียทีเดียว แม้จะเป็นเด็กเรียนเก่งจนได้ร่ำเรียนในโรงเรียนชั้นนำของมาเลเซียแต่ก็ไม่ได้มีทุนทรัพย์มากพอที่จะมีโอกาสได้ร่ำเรียนในต่างประเทศเนื่องจากครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเพียงพอ
แต่ด้วยความที่มีเพื่อนที่ดีรายล้อม ฉีจึงได้จุดประกายความคิดที่จะไปเรียนมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียตามเพื่อนคนหนึ่ง และเขาก็ทำได้สำเร็จโดยแบ่งเบาภาระทางบ้านด้วยการขอทุนการศึกษาและสมัครทำงานในร้านอาหารจีนจนไม่ต้องใช้เงินจากทางบ้านอีกต่อไป เพราะช่วงแรกที่พ่อของเขาส่งเงินมาให้เป็นค่าใช้จ่ายในออสเตรเลียนั้นคิดเป็นครึ่งหนึ่งของเงินที่พ่อเขาหาได้เลยทีเดียว แล้วยังต้องเลี้ยงพี่และน้องขอเขาอีก
หลังจบการศึกษา ตามเส้นทางของนักบัญชีทำให้ฉีเริ่มต้นทำงานในฐานะนักตรวจสอบบัญชีในสิงคโปร์ก่อนจะได้รับคำแนะนำว่าทักษะด้านการสื่อสารของเขานั้นน่าจะเหมาะกับงานขายและการตลาดมากกว่าเขาจึงเปลี่ยนมาร่วมงานกับ IBM ในที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ทฤษฎีหรือวิชาการที่รวบรวมมาจากอดีต แต่เป็นความคิดเชิงตรรกะ หรือ Logical Thinking เพื่อให้เรานำไปใช้ในอนาคต
และที่ IBM นี้เองทำให้เขาได้พบกับโกะ ซึ่งแยกออกมาก่อตั้งซิลเวอร์เลคในภายหลัง ซึ่งฉีได้ตามมาเป็นหนึ่งในผู้บริหารยุคบุกเบิก และร่วมผลักดันจนบริษัทกลายเป็นองค์กรธุรกิจระดับโลกในปัจจุบัน ซึ่งการทำงานในสายงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เพราะการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ของธนาคารถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้เวลาพิจารณายาวนานมาก แต่ฉีก็อดทนรอและให้บริการอย่างมุ่งมั่น ซึ่งนั้นก็คือความคิดเชิงบวกที่ทำให้เขาค่อย ๆ ขยายฐานลูกค้าในภูมิภาคนี้
ความสำเร็จของฉีจึงเป็นรากฐานสำคัญให้ซิลเวอร์เลคเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่ได้รับการยอมรับในประเทศไทย บทเรียนชีวิตที่ได้จากเขา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น แม้ชีวิตจะมีข้อจำกัดก็ดิ้นรนขวนขวายจนหาทางไปเรียนต่อในต่างประเทศได้ด้วยตัวเอง และสร้างฝันของตัวเองจนมีวันนี้ได้สำเร็จ
เขาจึงเป็นบุคคลตัวอย่างอีกท่านหนึง ที่ทำให้เราเห็นว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จ และมีทางเดินของตัวเองได้เช่นเดียวกัน ขอแค่อย่ายอมแพ้ ตั้งมั่นในความฝัน และมุ่งมั่นทำมันให้สำเร็จให้ได้
ความสำเร็จเพื่อส่วนรวม
สำหรับคนอายุราวๆ 60-70 ปีการได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสังคมเกษตรเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม มาจนถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่กลายมาเป็นรากฐานของโลกดิจิทัลอย่างเอไอที่กำลังตื่นตัวกันอยู่ทุกวันนี้ ย่อมรู้สึกว่าตนเองนั้นโชคดีที่ได้ซึมซับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายได้ทั้งชีวิต
แต่สำหรับคนหนุ่มสาว ผมเชื่อว่าเขาโชคดียิ่งกว่า เพราะได้เห็นการปฏิรูปสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เคยใช้เวลา 1-2 ชั่วอายุคนเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ทำให้คนรุ่นใหม่มีความร่วมสมัย และมีวิถีชีวิตที่คนรุ่นเก่าไม่เคยคาดคิดว่าจะกลายเป็นจริงได้
เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและส่งผลกระทบได้รวดเร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้น แม้ว่าคนรุ่นใหม่อาจได้อานิสงส์จากความก้าวหน้าดังกล่าว แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีคนอีกเป็นจำนวนมากตอบรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ไม่ดีนัก
นั่นจึงกลายเป็นที่มาที่หลายคนไม่มีความสุขเท่าที่ควรถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีรอบตัวช่วยยกระดับให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ช่วยให้หารายได้ได้สะดวกสบายมากขึ้น แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยยังคงค้นหาตัวเองไม่เจอว่าอะไรคือความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง
การมีเงินมีทอง มีบ้านหลังใหญ่ มีรถยนต์ราคาแพงใช้ จึงกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทุกคนอยากทำตามอย่างกัน ผลก็คือเราเห็นข่าวคราวมากมายของคนที่ประสบความสำเร็จในลักษณะดังกล่าว คือร่ำรวยเหลือล้น แต่เป็นการได้มาซึ่งเงินทองจากการเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อโกง การทำธุรกิจสีเทา ไปจนถึงเป็นแก๊งค์มาเฟียข้ามชาติ
ความสำเร็จของปัจเจกชนจึงไม่ควรวัดกันที่วัตถุ เพราะการร่ำรวยโดยแก่งแย่ง เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ไปจนถึงการฉ้อโกงจนเข้าสู่การเป็นอาชญากรนั้นย่อมเป็นการทำร้ายสังคมที่เราอาศัยอยู่โดยตรง นั่นคือเป็นการใช้ชีวิตเพื่อตอบสนองวัตถุแต่ไม่ทำให้สังคมรอบข้องตัวเราเองนั้นดีขึ้นเลย
แต่หากเราวัดความสำเร็จกันด้วยการสร้างคุณค่าให้สังคมโดยรวม คือการมีชีวิตอยู่ของเรานั้นทำให้สังคมดีขึ้น ทำให้คนรอบข้างมีความสุขมากขึ้น ไปจนถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลกดีขึ้นก็ย่อมทำให้เรามองเห็นคุณค่าของตัวเองได้เด่นชัดมากขึ้นเช่นกัน
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงโด่งดัง เพียงแค่รับผิดชอบหน้าที่การงานของตัวเองอย่างเต็มที่ มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ
นั่นก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้แล้ว เพราะงานทุกตำแหน่งล้วนเปิดโอกาสให้เราช่วยเหลือและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้คนรอบข้างได้ทั้งนั้น
การมุ่งความสนใจแต่ความสำเร็จทางวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใหญ่โต บ้านหลังใหญ่ รถหรู ฯลฯ หากเจอปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน ก็ย่อมรับความกดดันจนก่อให้เกิดความเครียดสะสม ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งกายและใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่หากผลงานของเรามีส่วนช่วยให้คนรอบข้างมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือมีส่วนทำให้โลกเรามีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น แม้จะเจอปัญหาและอุปสรรคเราก็ยังรู้สึกมีพลัง และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานของเราให้สำเร็จเพราะเรารู้ว่ายังมีผู้ที่ได้ประโยชน์จากผลงานของเราอีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร หน้าที่รับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน หากคิดถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้งและตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ก็มีส่วนผลักดันให้สังคมดีขึ้นได้ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งที่ทุกคนมีโอกาสทำได้เท่าเทียมกัน
ด้วยโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เราจะเห็นภาวการณ์ลดลงของประชากรรุ่นใหม่อย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัด หรือการสมัครเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยขนาดเล็กหลายแห่งที่ลดลงทุกปี
ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนบุคลากรที่ป้อนเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในบางสาขาไม่พอเพียงที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ้ำร้ายด้วยไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ทำให้เยาวชนยุคปัจจุบัน ไม่ค่อยสนใจทำงานประจำ
ด้วยค่านิยมทำงานอิสระเช่นเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เป็นยูทูบเบอร์ ติ๊กตอกเกอร์ ฯลฯ ทำให้เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากเสพติดโซเชียลมีเดียและคิดที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนนี้เป็นหลัก ทั้งในแง่การทำงานและการเข้าสังคม
แม้จะมีเด็กรุ่นใหม่จำนวนมากประสบความสำเร็จ แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ล้มเหลวเพราะฝันเฟื่องเกินไป นั่นคือมีฝันที่อยากได้เม็ดเงินโฆษณาก้อนโต แต่ไม่มีความพยายามและความคิดสร้างสรรค์มากพอที่จะสร้างความแตกต่างจากผู้อื่นได้
ผลที่เกิดขึ้นคือเรามีเด็กรุ่นใหม่เป็นจำนวนมากที่ควรจะเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเพื่อเป็นกำลังขับเคลื่อนประเทศ แต่กลับหลุดออกไปจากระบบเพราะค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไป แม้จะไม่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางใหม่ ก็ไม่ยอมกลับเข้าระบบตามปกติเพราะยังคงยึดติดกับภาพมายาที่อาจไม่เป็นจริงได้
โลกธุรกิจใหม่ในทุกวันนี้จึงขาดคนรุ่นใหม่มารับช่วงจากคนรุ่นเก่า จากเดิมที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมรับช่วงต่อกันเหมือนวิ่งผลัด 4 x 100 ซึ่งควรเป็นจำนวนอนันต์คือมีคนรับช่วงต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ตอนนี้กลับต้องสะดุดลงเพราะเด็กรุ่นใหม่จำนวนมากมองเห็นเป้าหมายไม่เหมือนคนรุ่นเก่า
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับพนักงานในระดับไวท์คอลล่าร์ แต่ระดับแรงงานก็ไม่แตกต่างกันเพราะเราแทบจะไม่เห็นคนไทยในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในโรงงานเลย กลับกลายเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา พม่า ลาว เข้ามามากมายนับล้านคน
ในขณะที่คนไทยในวัยทำงานปฏิเสธการทำงานในภาคอุตสาหกรรมหลัก เพราะไม่เชื่อในระบบเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน เพราะเขาไม่เห็นว่าทำงานหนักไปแล้วเขาจะได้อะไร นอกเหนือจากภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่มากขึ้น
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว งานที่ต้องทำมากขึ้นนั้นไม่ได้หมายถึงรายได้และผลตอบแทนที่เขาได้เป็นหลัก แต่ยังเป็นเรื่องของการยกระดับให้คนในสังคมได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น หรืออาจให้ผู้อื่นได้ทำงานที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้นได้ด้วย
การทำงานของเขาจึงมีผลต่อผู้คนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่ความคิดเหล่านี้กลับขาดหายไปจากสังคมและคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้รับรู้ข้อมูลในมิติเหล่านี้เท่าที่ควรจึงทำให้เขาหายไปจากระบบแรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างมาก
เพราะโลกยุคปัจจุบันหันมายกย่องคนที่สำเร็จในเชิงวัตถุ แข่งขันกันที่บ้านหลังโต รถสปอร์ตราคาแพง กับธุรกิจหลายร้อยล้านพันล้าน จนหลงลืมไปแล้วว่าธุรกิจที่เติบโตเป็นบริษัทระดับโลกได้ทุกวันนี้ก็ล้วนถือกำเนิดมาจากธุรกิจเล็กๆ ด้วยกันทั้งนั้น
อย่างที่เรารับรู้กันทั้งแอ๊ปเปิ้ล ไมโครซอฟท์ ทั้งสตีฟ จ็อบส์และบิล เกตส์ ก็ล้วนก่อตั้งจากโรงรถภายในบ้าน ไม่มีใครถือกำเนิดมาเป็นธุรกิจร้อยล้านพันล้านได้ทันที และการเปลี่ยนแปลงธุรกิจในทุกวันนี้ก็เปิดโอกาสให้กับธุรกิจใหม่เติบโตขึ้นมาแข่งกับยักษ์ใหญ่ในตลาดโลกได้เสมอ
คุณค่าความสำเร็จ
ความสลับซับซ้อนของสมองมนุษย์เป็นเรื่องท้าทายที่สุดในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพราะเรายังศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับมันได้อีกมากมายมหาศาล แต่องค์ความรู้ของเราในวันนี้บอกให้รู้ว่าสติปัญญาของเราขึ้นอยู่กับการทำงานประสานกันของเซลล์ประสาทนับพันล้านเซลล์ในสมองเป็นหลัก
การตั้งใจเรียนรู้หรือลงมือทำอะไรบางอย่างเซลล์ประสาทจะทำงานอย่างหนักในการเชื่อมโยงแต่ละเซลล์เข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย ดูเผินๆ อาจเหมือนวงจรไฟฟ้าที่แต่ละเซลล์กำลังพยายามเชื่อมต่อกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว นั่นคือความรู้ใหม่ๆ กำลังถูกสร้างขึ้นในสมองเรานั่นเอง
การคิดแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่อาจสร้างความรู้ได้มากเท่ากับการลงมือทำ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้สมองของเราทำงานอย่างหนักเพื่อหาทางแก้ไขและเมื่อเจอปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันไปก็จะยิ่งทำให้เรายิ่งสร้างฐานความรู้ให้กับตัวเองได้เพิ่มขึ้นกว่าการคิดเพียงอย่างเดียวหลายเท่า
คนทั่วไปที่มีความรอบรู้ ติดตามข่าวสารใหม่ๆ อยู่เสมออาจรู้สึกเฉยๆ กับความสำเร็จของหลายๆ คนเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาเนื่องจากตัวเอง “รู้มาตั้งนานแล้ว” และอาจคิดเลยเถิดไปด้วยว่าหากตัวเองได้ลงมือทำจริงต้องทำได้ดีกว่าแน่นอน เพราะมีความรู้มากกว่า เรียนหนังสือเก่งกว่า หรือไม่ก็เก่งกลยุทธ์มากกว่า
แต่ก็ป่วยการ เพราะคนจำนวนมากชอบ “คิดมากกว่าทำ” และการที่ไม่ได้ลงมือทำนั้นขาดโอกาสในการสังเคราะห์ความรู้จนเทียบไม่ได้กับคนที่ลงมือทำจริงๆ ที่มักเจออุปสรรคต่างๆ มากกว่าที่คนทั่วไปอ่านเจอในบทสัมภาษณ์อย่างเทียบกันไม่ติด
การไม่กล้าลงมือทำจึงเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนเก่งและคนที่มีศักยภาพจำนวนมากไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตัวเองต้องการในชีวิต อาจเป็นกับดักของคนเรียนเก่งที่ทำให้กังวลมากกว่าคนทั่วไปเมื่อต้องลงมือทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง
เพราะความเก่งที่มีทำให้หลงคิดว่าตัวเองจะต้องได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมกว่าคนอื่นๆ หรืออาจมองทะลุว่าต้องใช้ความรู้ด้านอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้งานของตัวเองสำเร็จได้อย่างโดดเด่น จึงได้แต่เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ลงมือทำสักทีเพราะกลัวไม่สมบูรณ์แบบ
ในขณะที่คนทั่วไปอาจไม่ได้มองลึกซึ้งขนาดนั้น แต่กระโจนใส่สิ่งตัวเองอยากทำเลยโดยหวังไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในภายหลัง ซึ่งอุปสรรคที่เขาเจอและจัดการแก้ไขได้สำเร็จก็อาจเป็นการบุกเบิกและฝ่าฟันกฏกติกาจนเกิดการแก้ไข สร้างโอกาสให้กับคนที่ตามมาอีกได้ด้วย
เหมือนกับการลุยป่าเพื่อมุ่งสู่ปลายทางที่ตัวเองต้องการ แน่นอนว่าเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวางจนเราต้องออกแรงถางป่า ตัดกิ่งไม้รายทาง เพื่อให้เดินต่อไปได้
แต่ยิ่งทำมากเข้าๆ นอกจากเราจะเดินเข้าออกได้สะดวกแล้ว เส้นทางนั้นก็ขยายตัวใหญ่ขึ้น เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมเดิน จนมันอาจกลายเป็นถนนลูกรัง หรือเติบโตเป็นถนนหลักให้คนรุ่นต่อไปในอนาคต
ความสำเร็จแม้เป็นเรื่องเล็กน้อยจึงมีคุณค่าทั้งต่อตัวผู้ลงมือทำเองรวมไปถึงสังคมที่อาจได้ประโยชน์ทางอ้อม เทียบไม่ได้กับการคิดแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งอาจทำให้เราหยุดนิ่งอยู่กับที่มานานหลายปีโดยไม่รู้ตัว
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ12 ก.พ.2562