
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นโรงเรียนวัดรางบัว และโรงเรียนวัดนวลนรดิศ เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อตรวจความพร้อมในการเปิดเรียนวันแรก หลังปิดการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดชองเชื้อโรคไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) เมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา
นายณัฏฐพล กล่าวว่า ได้รับทราบว่าทุกโรงเรียนมีความมั่นใจ และมีความพร้อมในการบริหารจัดการรับมือกับวิกฤตินี้ เนื่องจากทุกๆ โรงเรียนได้ผ่านประสบการณ์มาก่อนหน้าแล้ว โดยโรงเรียนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และนครปฐม มีการควบคุมด้วยจำนวนนักเรียนที่ต้องไม่เกิน 25 คนต่อห้อง ซึ่งสามารถทำให้ผู้บริหารโรงเรียนสามารถจัดการเรื่องการเว้นระยะห่างได้อย่างเรียบร้อย
อีกทั้งทุกโรงเรียนยังให้ความสำคัญต่อความเข้มงวด ในเรื่องการใส่หน้ากาก การล้างมือ การตรวจอุณหภูมิ และการเว้นระยะห่าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ทุกๆ คน ได้แก่ ผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ต้องมีความเข้าใจ เพราะวันนี้เรายังอยู่ในช่วงที่กำลังมีการแพร่ระบาดของ Covid-19 แม้จะเปิดเรียนแล้วก็ตาม
“กระทรวงศึกษาธิการ มั่นใจว่า มาตรการการแบ่งแยกโซนทั่วประเทศนั้น ทำให้โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ โดยในส่วนของผู้ปกครอง หรือนักเรียนบางส่วน ที่ยังไม่มั่นใจ และยังไม่ประสงค์จะมาโรงเรียน ทางโรงเรียนก็จะส่งใบงาน หรือแบบฝึกหัดให้นักเรียนทำที่บ้านได้ ยอมรับว่าเป็นภาระหนักสำหรับคุณครูและโรงเรียน รวมถึงคุณภาพของการศึกษา แต่เราก็ต้องพยายามขับเคลื่อนตรงนี้ไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นนักเรียนจะได้รับการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร แนวทางนี้เป็นการแก้ไขปัญหาในช่วงที่มีวิกฤติอยู่ ณ ปัจจุบัน แต่ผมมั่นใจว่า ถ้าพวกเราร่วมมือกัน เราก็จะผ่านวิกฤตินี้ไปได้”นายณัฏฐพล กล่าว
ส่วนเสียงสะท้อนเรื่องการเรียนผ่านระบบออนไลน์นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องนี้มีเสียงสะท้อนมาในสองรูปแบบ บางส่วนบอกว่าการเรียนผ่านออนไลน์ทำให้พวกเขาได้รับความรู้มากขึ้น ขณะที่บางส่วนต้องการกลับมาเรียนที่โรงเรียน เพราะได้ความรู้มากกว่า ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงต้องนำข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้มาประมวลอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตโอกาสการเรียนแบบผสมผสานระหว่างการเรียนออนไลน์ กับการเรียนที่โรงเรียน ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถึงแม้จะไม่มีวิกฤติก็ตาม
“การเรียนผ่านออนไลน์นั้น เราต้องขยายไปให้ทั่วทั้งประเทศ เพราะผลจากการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ทั้งด้านวิชาการและทักษะด้านต่างๆ เราสามารถเรียนรู้ผ่านออนไลน์เพิ่มเติมและเป็นส่วนเสริมได้ ขณะเดียวกันการเรียนการสอนในโรงเรียนก็ยังคงต้องใช้เป็นตัวหลัก โดยมีคุณครูเป็นสื่อกลาง เพื่อสร้างสังคมในโรงเรียนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน”
นายณัฏฐพล ยอมรับว่า ปัจจุบันโรงเรียนในกรุงเทพมหานครนั้น มีการกระจุกตัวของนักเรียนในบางโรงเรียน เนื่องจากเป็นเรื่องค่านิยม ซึ่งทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนให้ความสนใจและมุ่งไปสู่โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ จำเป็นต้องสร้างโอกาสในโรงเรียนมัธยม ซึ่งวันนี้ในหลายๆ โรงเรียนมีความพร้อมเรื่องสถานที่ เพียงแต่การจัดการเรียนการสอนอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้หมดโอกาสในการสร้างความสนใจให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการ กำลังจะทำการยกระดับโรงเรียนชุมชนประจำในกรุงเทพมหานคร
“โรงเรียนในกรุงเทพมหานคร มีโอกาสได้รับการสนับสนุนในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบดิจิทัลเทคโนโลยี ในเรื่องของคนที่จะมีโอกาสเข้ามาสอน หรือผสมผสานในการสอนภาษาเพิ่มเติม รวมถึงกระบวนการที่จะยกระดับความรู้ของนักเรียนในวิชาสาขาต่างๆ ดังนั้นเราจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทางด้านการศึกษาให้มีความน่าสนใจ หลังจากนั้นก็จะเป็นโอกาสในการดึงผู้สนับสนุนเข้ามาร่วม” รมว.ศึกษาธิการ ย้ำ
วันนี้จากการได้พูดคุยกับนักเรียน ได้เห็นเรื่องสำคัญของการศึกษา คือ เรื่องหลักสูตรวิชาที่ยังเป็นปัญหา โดยเนื้อหาหลักสูตรจากนี้ไป ต้องมองไปถึงอนาคตของเด็ก โดยเฉพาะเรื่องความสนใจในทักษะต่างๆ และความสามารถเฉพาะตัวของเด็กๆ เพราะหลักสูตรในวันนี้ นำเอามาตรฐานการศึกษามาคอบความสามารถของเด็กทุกๆ คน เพื่อที่จะพยายามวัดความเท่าเทียมกัน
“ประเด็นนี้ผมเข้าใจ แต่เมื่อเด็กเข้ามาถึงมัธยมต้นและมัธยมปลายแล้ว ความต้องการก็มีความแตกต่างกันไป ทั้งความสามารถ ทักษะ รวมถึงอนาคตของเด็กก็จะแตกต่างกันไป ผมมั่นใจว่า แม้เราสร้างความยืดหยุ่นด้านการศึกษา เราไม่ได้เสียคุณภาพทางการศึกษาแน่นอน แต่จะได้คุณภาพทางการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น เพราะเด็กจะได้รับการสนับสนุนเฉพาะทางตามทักษะความสนใจ และความสามารถของเขา อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องผลักดัน ให้เกิดทันหลักสูตร ปี 2565 ซึ่งจะได้เห็นในเร็วๆ แต่สุดท้ายต้องมีความยืดหยุ่นของการศึกษา ” นายณัฏฐพล กล่าว
ขณะเดียวกัน ในวันนี้ตนยังได้เห็นอีกเรื่องหนึ่ง คือ การที่โรงเรียนจะเป็นนิติบุคคล ที่จะทำให้โรงเรียนมีโอกาสดึงความสามารถเฉพาะทางของตัวเองออกมา ให้เห็นถึงความโดดเด่น เพื่อเสนอแนวทางการสนับสนุน แต่ยังมีความกังวลว่า หากทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบกติกาของกระทรวงศึกษา อาจทำให้โอกาสในการที่จะคิดฝันตามแนวทางของโรงเรียนตัวเองอาจจะมีข้อจำกัดอยู่
ส่วนภาพรวมของแผนการศึกษาจังหวัด โรงเรียนในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรนั้น นายณัฏฐพล กล่าวว่า ต้องหารือกันทั้งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้พอมองเห็นตัวเลขชัดเจน เพียงแต่ว่าวันนี้ ต้องพยายามสร้างโอกาสให้กับนักเรียนทุกคน ได้รับคุณภาพอย่างเต็มที่ เพราะหากมีโรงเรียนขยายโอกาสเกิดขึ้น อาจจะเป็นการไปตัดโอกาสของโรงเรียนมัธยมอื่นๆ ซึ่งต้องไปหารือกับทางกทม.
“ผมมั่นใจว่า เราสามารถหารือและทำความเข้าใจกันได้ โดยการตัดสินใจเลือกความต้องการของแต่เลือกพื้นที่ เป็นปัจจัยหลักว่า พื้นที่หรือเขตนั้นๆ ต้องการด้านการศึกษามากน้อยแค่ไหน อย่างไร ซึ่งจะทำให้การวางแผนสะดวกและชัดเจนมากขึ้น เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทย หรืองบจากกระทรวงศึกษาธิการ ก็เป็นงบประมาณที่มาจากรัฐเหมือนกัน เพราะมีเป้าหมายต้องการให้โรงเรียนมีคุณภาพ และตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ” นายณัฏฐพล กล่าว
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมเปิดเรียนหลังสถานการณ์โควิด-19 พบว่าโรงเรียนมีความพร้อมจากประสบการณ์เดิม โดยจำกัดจำนวนนักเรียนไม่เกิน 25 คนต่อห้อง และใช้มาตรการเข้มงวด เช่น สวมหน้ากาก ล้างมือ ตรวจอุณหภูมิ และเว้นระยะห่าง พร้อมทั้งจัดทางเลือกเรียนที่บ้านสำหรับผู้ไม่มั่นใจ แม้จะเพิ่มภาระครูและกระทบคุณภาพบางส่วน
การเรียนออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด จึงควรพัฒนาเป็นรูปแบบผสมผสาน (Blended Learning) โดยให้โรงเรียนเป็นฐานหลักและใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนเสริม นอกจากนี้ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำจากค่านิยมเลือกโรงเรียนดัง ทำให้ต้องยกระดับโรงเรียนชุมชน เพิ่มทรัพยากร บุคลากร และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเท่าเทียม
ด้านหลักสูตร ควรปรับให้ยืดหยุ่น สอดคล้องความสนใจและศักยภาพผู้เรียน โดยเฉพาะระดับมัธยม เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะทาง ไม่ยึดมาตรฐานเดียว ขณะเดียวกันแนวคิดให้โรงเรียนมีสถานะนิติบุคคลจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวและสร้างเอกลักษณ์ แต่ต้องลดข้อจำกัดเชิงระบบ สุดท้าย การวางแผนการศึกษาควรอิงบริบทพื้นที่และความต้องการผู้เรียน เพื่อให้เกิดคุณภาพและตอบโจทย์สังคม
มาตรการจำกัดนักเรียนไม่เกิน 25 คนต่อห้อง มีวัตถุประสงค์หลักคือข้อใด
ก. ลดภาระครู
ข. เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ค. เว้นระยะห่างทางสังคม
ง. ลดค่าใช้จ่ายโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด
แนวทางจัดการศึกษาที่เหมาะสมในอนาคตตามบทความคือข้อใด
ก. เรียนออนไลน์ทั้งหมด
ข. เรียนในโรงเรียนเท่านั้น
ค. เรียนแบบผสมผสาน
ง. เรียนด้วยตนเอง
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าควรผสมออนไลน์กับออนไซต์
ปัญหาการกระจุกตัวของนักเรียนเกิดจากสาเหตุใด
ก. งบประมาณ
ข. ค่านิยมเลือกโรงเรียน
ค. หลักสูตรยาก
ง. ครูไม่เพียงพอ
เฉลย: ข
เหตุผล: ผู้ปกครองนิยมโรงเรียนดัง
ผลกระทบของการจัดการเรียนทางเลือก (เรียนที่บ้าน) คือข้อใด
ก. ลดคุณภาพการศึกษาเล็กน้อย
ข. เพิ่มคุณภาพทันที
ค. ไม่มีผลกระทบ
ง. ลดจำนวนนักเรียน
เฉลย: ก
เหตุผล: ยอมรับว่ามีผลต่อคุณภาพและภาระครู
แนวทางพัฒนาโรงเรียนชุมชนควรเน้นสิ่งใด
ก. ลดนักเรียน
ข. เพิ่มการสอบ
ค. เพิ่มทรัพยากรและความน่าสนใจ
ง. ปิดโรงเรียนเล็ก
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อดึงดูดผู้เรียนและลดความเหลื่อมล้ำ
หลักสูตรในอนาคตควรมีลักษณะอย่างไร
ก. ตายตัว
ข. ยืดหยุ่นตามผู้เรียน
ค. เน้นท่องจำ
ง. ใช้มาตรฐานเดียว
เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน
เหตุผลสำคัญของการใช้ครูเป็นสื่อกลางคือข้อใด
ก. ลดเทคโนโลยี
ข. สร้างสังคมการเรียนรู้
ค. ลดเวลาเรียน
ง. เพิ่มคะแนนสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: โรงเรียนมีบทบาทด้านสังคม
ข้อใดสะท้อนการบริหารเชิงนโยบายได้ดีที่สุด
ก. ใช้มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
ข. ตัดสินใจตามพื้นที่
ค. ลดงบประมาณ
ง. เพิ่มการสอบแข่งขัน
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นบริบทพื้นที่และความต้องการ
การให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลมีประโยชน์หลักคือข้อใด
ก. ลดครู
ข. เพิ่มความคล่องตัว
ค. ลดนักเรียน
ง. ลดวิชาเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ทำให้บริหารจัดการและพัฒนาเอกลักษณ์ได้
แนวคิดสำคัญที่สุดในการจัดการศึกษาช่วงวิกฤติคือข้อใด
ก. ความรวดเร็ว
ข. ความร่วมมือ
ค. ความเข้มงวด
ง. ความประหยัด
เฉลย: ข
เหตุผล: การร่วมมือทุกฝ่ายช่วยผ่านวิกฤติได้