สมาชิกเข้าสู่ระบบ

คณะรัฐมนตรีประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุมเชื้อไวรัสโควิด-19

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่าวันนี้ (24 มี.ค.) เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะแถลงการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อแก้ไขการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 

สำหรับสาระสำคัญของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีทั้งหมด 19 มาตรา เฉพาะมาตราที่สำคัญ ดังนี้

 

มาตรา 4 ในพระราชกำหนดนี้ สถานการณ์ฉุกเฉินหมายความว่า สถานการณ์อันกระทบ หรือ อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือ เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือ อาจทำให้ประเทศ หรือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือ การกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบ หรือ การสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน การคุ้นครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือ การป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง 

มาตรา 5 วรรคสอง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราว ๆ คราวละไม่เกินสามเดือน 

มาตรา 5 วรรคสาม เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือ เมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ หรือ สิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น 

มาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ 

มาตรา 9 ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือ ป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด

    (1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ เป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น

    (2) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

    (3) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

    (4) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

    (5) ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ

    (6) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด 

มาตรา ๑๑ ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมื่อมีประกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ให้นายกรัฐมนตรี มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย

    (๑)   ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า จะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ เท่าที่มีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการหรือร่วมมือกระทำการใด ๆ อันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรง

    (๒)   ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

    (๓)   ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งยึดหรืออายัดอาวุธ สินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้นเพื่อการกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน

    (๔)   ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที

    (๕)   ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจสอบจดหมาย หนังสือ สิ่งพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด ตลอดจนการสั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อหรือการสื่อสารใด เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษโดยอนุโลม

    (๖)   ประกาศห้ามมิให้กระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน

     (๗)   ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดออกไปนอกราชอาณาจักร เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การออกไปนอกราชอาณาจักรจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประเทศ

    (๘)   ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งการให้คนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักร ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

    (๙)   ประกาศให้การซื้อ ขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธ สินค้า เวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจใช้ในการก่อความไม่สงบหรือก่อการร้าย ต้องรายงานหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายกรัฐมนตรีกำหนด

    (๑๐)   ออกคำสั่งให้ใช้กำลังทหารเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจระงับเหตุการณ์ร้ายแรง หรือควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบโดยด่วน ทั้งนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ โดยการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหารจะทำได้ในกรณีใดได้เพียงใด ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่ากรณีที่มีการใช้กฎอัยการศึก

เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรงตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็ว 

มาตรา 18 ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

คลิกอ่าน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

 

ที่มา ; ฐานเศรษฐกิจ

สรุปสาระสำคัญ 

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤต เช่น การระบาดของโควิด-19 โดยให้อำนาจฝ่ายบริหารดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามมาตรา 4 “สถานการณ์ฉุกเฉิน” หมายถึง เหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัย หรือความสงบสุขของประเทศอย่างรุนแรง

มาตรา 5 กำหนดให้การประกาศใช้มีระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน และสามารถขยายได้ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และต้องยกเลิกเมื่อสถานการณ์สิ้นสุด

มาตรา 6 กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อกำกับดูแลการแก้ไขปัญหา

มาตรา 9 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนด เช่น ห้ามออกนอกเคหสถาน ห้ามชุมนุม ควบคุมสื่อ การใช้เส้นทาง และการอพยพประชาชน

มาตรา 11 ในกรณีร้ายแรง ให้อำนาจเพิ่มเติม เช่น การจับกุม ควบคุมตัว ตรวจค้น ยึดทรัพย์ ควบคุมการสื่อสาร และใช้กำลังทหาร

มาตรา 18 กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนด จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารสถานการณ์วิกฤต โดยต้องใช้อย่างสมดุลระหว่างความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ข้อใดอธิบายความหมายของ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ได้ถูกต้องที่สุด
ก. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะภัยธรรมชาติ
ข. เหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยของรัฐ
ค. เหตุการณ์ที่เกิดเฉพาะในต่างประเทศ
ง. เหตุการณ์ที่ประชาชนไม่พอใจรัฐบาล

เฉลย: ข
เหตุผล: ครอบคลุมทั้งความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อย

 

ข้อ 2

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งหนึ่งมีระยะเวลาไม่เกินเท่าใด
ก. 1 เดือน
ข. 2 เดือน
ค. 3 เดือน
ง. 6 เดือน

เฉลย: ค
เหตุผล: มาตรา 5 กำหนดไม่เกิน 3 เดือน

 

ข้อ 3

ผู้มีอำนาจขยายระยะเวลาสถานการณ์ฉุกเฉินคือใคร
ก. รัฐสภา
ข. ศาลรัฐธรรมนูญ
ค. นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบ ครม.
ง. ผู้ว่าราชการจังหวัด

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

 

ข้อ 4

ข้อใด “ไม่ใช่” อำนาจตามมาตรา 9
ก. ห้ามออกนอกเคหสถาน
ข. ห้ามชุมนุม
ค. ยึดทรัพย์สินโดยทันที
ง. ควบคุมการใช้เส้นทาง

เฉลย: ค
เหตุผล: ยึดทรัพย์เป็นอำนาจในมาตรา 11

 

ข้อ 5

การจัดตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ในมาตราใด
ก. มาตรา 4
ข. มาตรา 5
ค. มาตรา 6
ง. มาตรา 9

เฉลย: ค
เหตุผล: ระบุโครงสร้างการบริหาร

 

ข้อ 6

ข้อใดสะท้อนหลักการสำคัญของการใช้ พ.ร.ก. นี้
ก. จำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ
ข. ใช้อำนาจเพื่อรักษาความมั่นคงควบคู่สิทธิประชาชน
ค. เน้นการลงโทษเป็นหลัก
ง. ใช้เฉพาะในภาวะสงคราม

เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องสมดุลระหว่างความมั่นคงและสิทธิ

 

ข้อ 7

ในสถานการณ์ร้ายแรง (มาตรา 11) เจ้าหน้าที่สามารถทำสิ่งใดได้
ก. ยกเลิกกฎหมายทั้งหมด
ข. จับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย
ค. ยุบสภา
ง. ปิดประเทศถาวร

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นอำนาจเฉพาะเพื่อควบคุมสถานการณ์

 

ข้อ 8

ผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดตามมาตรา 9 มีโทษอย่างไร
ก. จำคุกไม่เกิน 1 ปี
ข. ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ค. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท
ง. ไม่มีโทษ

เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นบทลงโทษตามมาตรา 18

 

ข้อ 9

หากสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดแล้ว ต้องดำเนินการอย่างไร
ก. ปล่อยไว้โดยอัตโนมัติ
ข. นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิก
ค. ให้ศาลตัดสิน
ง. ให้ประชาชนลงประชามติ

เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องมีประกาศยกเลิกอย่างเป็นทางการ

 

ข้อ 10

ในบริบทการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารควรนำหลักการใดไปใช้
ก. ใช้อำนาจสั่งการโดยไม่รับฟัง
ข. ควบคุมสถานการณ์โดยไม่สื่อสาร
ค. บริหารความเสี่ยง ควบคู่การคุ้มครองสิทธิผู้เรียน
ง. หยุดการเรียนการสอนทันทีทุกกรณี

เฉลย: ค
เหตุผล: สอดคล้องการประยุกต์ใช้เชิงบริหารในสถานการณ์วิกฤต

 
 

ความเห็นของผู้ชม