สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูปมโนทัศน์ เรียนจากชีวิต เลิกแยกส่วนท่องจำ

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง  “ชีวิตกำพล วัชรพล ชี้ทิศทางอนาคตประเทศไทย” ในงาน  “๑๐๐ ปี ชาตกาล กำพล วัชรพล”  ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยระบุว่า ความพยายามปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเพราะเป็นการปฏิรูปองค์กร ไม่ปฏิรูปมโนทัศน์ (Concept) โดยจะเห็นว่าการศึกษาไทยในรอบร้อยปีที่ผ่านมาใช้มโนทัศน์ที่ผิดจนทำให้ประเทศไทยอ่อนแอ

คอนเซปต์ที่ใช้ในการศึกษาไทยมาร้อยกว่าปีเน้นการท่องวิชา เอาวิชาเป็นตัวตั้งเรียนวิชาอะไร สอบวิชาอะไร เรียนจบได้ปริญญาวิชาอะไรเอาวิชาเป็นตัวตั้ง เทียบกับการเรียนรู้ของคุณกำพลไม่เหมือนกันเพราะคุณกำพลเรียนรู้มาจากชีวิต และความเป็นจริงของชีวิตเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จากการทำงาน ต่างจากคนอื่นที่เรียนจากตำราแต่คุณกำพลเอาสถานการณ์จริงเป็นตัวตั้งศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ กล่าว

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ กล่าวว่า ตรงกับหลักการทางพระพุทธศาสนา ซึ่ง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เคยพูดไว้นานมาแล้วว่าการศึกษาไทยผิดเพราะแยกส่วน ชีวิตก็อย่างหนึ่ง วิชาก็อย่างหนึ่ง แต่หลักการทางพุทธศาสนาชีวิต การศึกษาเป็นตัวเดียวกัน และอะไรที่คิดแบบแยกส่วนจะนำไปสู่วิกฤติเสมอ ที่ผ่านมาการศึกษาไทยเน้นการท่องวิชา ไม่ได้เน้นความจริงของชีวิตและสังคม ทำให้รอบร้อยปีที่ผ่านมาหรือ 4-5 เจนเนอเรชั่นที่ผ่านมาคนไทยทั้งประเทศรู้แต่วิชา ไม่รู้ความจริง

ทั้งนี้ ความจริงกับวิชาไม่เหมือนกัน คนที่จบการศึกษามาแบบรู้วิชา ไม่รู้ความจริงของชีวิต ทำอะไรก็ไม่ถูก มีตำแหน่งทางราชการก็ทำไม่ถูกเพราะไม่รู้ความจริง ซึ่งเสาอโศกมีข้อความจารึกเป็นภาษามคธแปลว่า ความจริงมีชัยเหนือทุกสิ่ง ซึ่งคนไทยเรียนไม่รู้ความจริงต่างจากคุณกำพล ที่เรียนจากชีวิตจริง รู้จักผู้คน ต้องพิมพ์หนังสือยังไง ตัดสินใจอะไร หรืออะไรขายได้ไม่ได้ ทำให้คุณกำพลเก่งเพราะเรียนรู้แบบไม่ท่องวิชา หากไปดูการศึกษาไทยแบบท่องวิชาสร้างความยากจนให้กับทุกฝ่าย ทั้ง คนเรียน ครู ผู้ปกครอง จนหมด แต่คุณกำพล เรียนรู้จากความจริงชีวิตทำให้หายจน

อย่างไรก็ตาม การเรียนมี 6 ระดับ เริ่มจาก 1.จำ คือ จำได้ 2.ใจ คือ เข้าใจ 3. ใช้  คือ  ทำเป็น 4. วิ คือ วิเคราะห์ 5. สัง คือ สังเคราะห์ และ 6. ประ คือ ประเมิน ซึ่งการศึกษาไทยอยู่ในขั้นที่ 1 คือ จำ แต่การศึกษาของคุณกำพลไปถึงระดับสูงสุดคือ ขั้นประเมินตัดสินใจ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูปมโนธรรมเอาชีวิตสถานการณ์จริงเป็นตัวตั้ง โดยมีตัวอย่างจากคุณกำพลที่สะท้อนให้เห็นว่าเรียนแล้วเก่งอย่างไร ประสบความสำเร็จอย่างไร

ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ในพระไตรปิฏกมีคำว่า หงายของที่คว่ำหรือ อุตตานีกโรติ การศึกษาไทยที่ผ่านมาเป็นแบบคว่ำถูกครอบไว้ มีแต่นักเรียน ครูใอยู่ในห้องท่องหนังสือไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่รู้ความจริง  แต่หากหงายของที่คว่ำเปิดให้ไปเชื่อมโยงกับเรื่องต่างๆได้ ซึ่งการปฏิรูปหากไม่ปฏิรูปมโนทัศน์ก็จะไม่สำเร็จ หากไปปฏิรูปองค์กรก็จะนำไปสู่การทะเลาะกัน ดังนั้น ต้องเรียนรู้จากชีวิต ซึ่งจะสามารถสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ประชาธิปไตย จิตใจ วัฒนธรรม

ทั้งนี้ จากกรณีของคุณกำพล ถือเป็นการเรียนรู้จากการทำงาน Work-based learning ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยภาคธุรกิจต้องข้ามามีบทบาทร่วมด้วย เพราะ10 ปากว่าไม่เท่าตาเห็น 10 ตาเห็นไม่เท่ามือคลำ เพราะภาคธุรกิจเริ่มบ่นว่าคนจากระบบการศึกษาทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ เพราะเรียนมาโดยท่องหนังสือ ปัจจุบันเรามีสถานประกอบการ 3-4 แสนแห่ง แต่ละแห่งประสบความสำเร็จได้เพราะ อดทน รับผิดชอบ เหมาะกับการเป็นสถานฝึกอบรม ซึ่งเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยมีรายได้ไปด้วย เป็นวิธีของ Work-based learning

ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบทำเพราะ 73 % เสี่ยงตกงานเนื่องจากเริ่มมีการนำโรบอท เอไอ มาใช้ หลักสูตรการศึกษาปรับตัวไม่ทัน วิธีการแก้ไขคือทำ Work-based learning หากไม่ปรับตัวก็เจ๊งศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ กล่าว 

ที่มา ; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 29 ธันวาคม 2562

สรุปสาระสำคัญ 

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ชี้ว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยล้มเหลวเพราะมุ่งปรับโครงสร้างองค์กร แต่ไม่เปลี่ยน “มโนทัศน์” การเรียนรู้ ซึ่งตลอดร้อยปีที่ผ่านมาเน้นการท่องจำวิชาเป็นหลัก แยก “วิชา” ออกจาก “ชีวิต” ส่งผลให้ผู้เรียนรู้แต่เนื้อหาแต่ไม่เข้าใจความจริงของสังคมและการดำรงชีวิต ทำให้ขาดทักษะการทำงานและการตัดสินใจที่ถูกต้อง ตรงกันข้ามกับแนวทางของกำพล วัชรพล ที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการทำงาน (Work-based learning) ทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งและประสบความสำเร็จ

การเรียนรู้มี 6 ระดับ ได้แก่ จำ เข้าใจ ใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมิน แต่การศึกษาไทยยังติดอยู่ระดับ “จำ” ขณะที่โลกปัจจุบันต้องการทักษะขั้นสูง โดยเฉพาะในยุคที่ AI และหุ่นยนต์เข้ามาแทนแรงงานจำนวนมาก

แนวทางปฏิรูปที่แท้จริงคือ “หงายของที่คว่ำ” เปิดการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง บูรณาการกับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมดึงภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียน “เรียนไปทำงานไป” มีรายได้ และพัฒนาทักษะชีวิตจริง อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาเหตุหลักที่การปฏิรูปการศึกษาไทยไม่ประสบความสำเร็จคือข้อใด
ก. ขาดงบประมาณ
ข. ขาดครูคุณภาพ
ค. ไม่ได้ปฏิรูปมโนทัศน์การเรียนรู้
ง. หลักสูตรล้าสมัย
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ชัดว่าปัญหาคือไม่เปลี่ยน “แนวคิด” การเรียนรู้

 

ข้อ 2

ลักษณะสำคัญของการศึกษาไทยในอดีตคือข้อใด
ก. เน้นการปฏิบัติจริง
ข. เน้นการท่องจำวิชา
ค. เน้นการวิจัย
ง. เน้นการสร้างนวัตกรรม
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น “วิชาเป็นตัวตั้ง” และการท่องจำ

 

ข้อ 3

แนวคิดของกำพล วัชรพล แตกต่างจากระบบเดิมอย่างไร
ก. เรียนจากต่างประเทศ
ข. เรียนจากตำราเฉพาะทาง
ค. เรียนจากชีวิตจริงและการทำงาน
ง. เรียนผ่านออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้ประสบการณ์จริงเป็นฐานการเรียนรู้

 

ข้อ 4

ข้อใดแสดงถึงปัญหาของผู้เรียนในระบบเดิมได้ชัดที่สุด
ก. ขาดโอกาสเรียนต่อ
ข. ไม่รู้ความจริงของชีวิต
ค. ไม่มีเทคโนโลยี
ง. ขาดภาษาอังกฤษ
เฉลย: ข
เหตุผล: รู้วิชาแต่ไม่เข้าใจชีวิตจริง

 

ข้อ 5

ระดับการเรียนรู้ขั้นสูงสุดคือข้อใด
ก. จำ
ข. เข้าใจ
ค. วิเคราะห์
ง. ประเมิน
เฉลย: ง
เหตุผล: เป็นขั้นตัดสินใจบนฐานความเข้าใจลึก

 

ข้อ 6

แนวคิด “หงายของที่คว่ำ” หมายถึงอะไร
ก. เปลี่ยนตำราเรียน
ข. เปิดการเรียนรู้สู่ชีวิตจริง
ค. เพิ่มเวลาเรียน
ง. ลดวิชาเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เปลี่ยนจากการปิดกั้นในห้องเรียนสู่โลกจริง

 

ข้อ 7

Work-based learning มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. เรียนเฉพาะทฤษฎี
ข. เรียนในห้องเรียนเท่านั้น
ค. เรียนควบคู่การทำงานจริง
ง. เรียนผ่านอินเทอร์เน็ต
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นประสบการณ์ตรงจากการทำงาน

 

ข้อ 8

เหตุใดภาคธุรกิจจึงควรมีบทบาทในการศึกษา
ก. เพื่อเพิ่มกำไร
ข. เพื่อสร้างการแข่งขัน
ค. เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานจริง
ง. เพื่อควบคุมโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับโลกงาน

 

ข้อ 9

ผลกระทบจาก AI และหุ่นยนต์ต่อแรงงานคือข้อใด
ก. เพิ่มตำแหน่งงาน
ข. ลดความจำเป็นแรงงานบางส่วน
ค. เพิ่มค่าแรง
ง. ไม่มีผลกระทบ
เฉลย: ข
เหตุผล: เสี่ยงตกงานสูงถึง 73%

 

ข้อ 10

แนวทางปฏิรูปการศึกษาที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนวิชา
ข. ปรับโครงสร้างองค์กร
ค. เน้นสอบแข่งขัน
ง. เชื่อมโยงการเรียนกับชีวิตจริง
เฉลย: ง
เหตุผล: เป็นการเปลี่ยนมโนทัศน์ตามข้อเสนอหลักของบทความ

 
 

ความเห็นของผู้ชม