สมาชิกเข้าสู่ระบบ

4 เทรนด์การศึกษา ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับระบบการศึกษาทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปิดโรงเรียน การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอน การเรียนออนไลน์ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้การเรียนรู้ของเด็กนักเรียนต้องหยุดชะงัก จนเกิดเป็นภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ กลุ่มนักเรียนยากจนมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบด้านรายได้ของครอบครัวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา 

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ฝังรากลึกมาเป็นเวลายาวนานถูกสะท้อนภาพให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิมนำไปสู่ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกนอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งติดตามช่วยเหลือให้เด็กทุกคนได้กลับมาเรียนอีกครั้งอย่างเท่าเทียม รวมถึงการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียทางการศึกษาไปมากกว่านี้ 

นอกเหนือจากปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ต้องจับตามองแล้ว ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค อนุกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และรักษาการรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) ได้วิเคราะห์เทรนด์การศึกษาที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 รวมถึงทิศทางการศึกษาในปีนี้ที่จะมีบทบาทสำคัญในอนาคต โดยเปิดเผยว่า ประเด็นที่น่าสนใจของแวดวงการศึกษาหลังจากสถานการณ์คลี่คลายคือ การเยียวยาสุขภาพจิตใจของเด็กและการฟื้นฟูความรู้ถดถอยที่เกิดในช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่วงการศึกษาทั่วโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโจทย์ในครั้งนี้ 

1.สุขภาพจิตใจของเด็ก เรื่องสำคัญที่ผู้ใหญ่ไม่ควรมองข้าม
การเรียนออนไลน์ผ่านหน้าจอเป็นเวลานานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ไม่เพียงแต่สร้างความเบื่อหน่ายและทำให้ผลการเรียนของเด็กนักเรียนแย่ลง แต่ยังส่งผลในด้านอารมณ์และสังคม (Social-Emotion) เนื่องจากไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตในสังคมอย่างที่ควรจะเป็นตามช่วงวัย ทำให้เด็กเกิดภาวะเครียด วิตกกังวล ไปจนถึงภาวะอารมณ์ดิ่ง นอกจากนี้ ในเด็กกลุ่มเปราะบางยังต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัว เช่น พ่อแม่ตกงาน พ่อแม่ติดโควิด ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ส่งผลไปถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การกิน การนอน หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดความเสี่ยงมีอาการซึมเศร้า หรือเสี่ยงมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมได้
 

สำหรับประเทศไทยในช่วงปี 2563 – 2564 ที่ผ่านมา ผลการประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยโดยกรมสุขภาพจิตพบว่า ร้อยละ 28 มีภาวะเครียดสูง ร้อยละ 32 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าร้อยละ 22 มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย สะท้อนให้เห็นว่าเด็กไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับความเครียด ความกังวล และภาวะซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการสำรวจสภาพจิตใจของเด็กอยู่เสมอและการเยียวยาสุขภาพจิตใจของเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการจัดหานักจิตวิทยาโรงเรียนเพื่อคอยช่วยเหลือเด็กๆ ซึ่งประเทศไทยถือว่ายังมีจำนวนไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับสัดส่วนของนักเรียน 

2. K-Shaped Recovery ที่กำลังก่อตัวในวงการศึกษา
ในแง่ของเศรษฐกิจยุคหลังโควิด-19 เรากำลังเข้าสู่ยุคที่บางธุรกิจสามารถปรับตัวได้และเติบโตอย่างก้าวกระโดด เช่น ธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ แต่ในทางกลับกันบางกลุ่มมีแนวโน้มการเติบโตแบบดิ่งลง เพราะไม่สามารถปรับตัวได้ต้องปิดกิจการไป หรือที่เรียกว่าการฟื้นตัวรูปตัว K (K-Shaped Recovery) เช่นเดียวกับด้านการศึกษา เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย เด็กที่มีความพร้อมในการเข้าถึงการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นด้านครอบครัว สภาพแวดล้อมที่มีความพร้อม อุปกรณ์การเรียน สถานศึกษาและครูที่มีศักยภาพ จะเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เด็กบางกลุ่มอาจปรับตัวได้ช้ากว่า เนื่องจากอุปสรรคความยากจน สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ หรือชีวิตได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่น พ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียน รวมถึงกลุ่มที่กำพร้าพ่อแม่จากโควิด ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะได้ผลกระทบในระยะยาวอย่างรุนแรง จึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะการฟื้นตัวแบบ K-Shape ในระบบการศึกษาไทย และต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือเด็กนักเรียนเพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำที่จะเกิดขึ้น
 

3.อสม.การศึกษา บทบาทสำคัญของชุมชนเติมเต็มการเรียนรู้
ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 มีเด็กนักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาการเรียนรู้ผ่านระบบทางไกล โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ผู้ปกครองหลายครอบครัวไม่สามารถควบคุมหรือช่วยเหลือบุตรหลานในการเรียนรู้ได้ กลไกสำคัญที่เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือเด็กนักเรียนเหล่านี้ในช่วงเวลาวิกฤตคือ อาสาสมัครการศึกษา (อสม.การศึกษา) ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยเชื่อมโยงกับพื้นที่ชุมชน อสม.การศึกษา จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการเรียนรู้ให้กับเด็กนักเรียนในชุมชน เช่น ช่วยดูแลเรื่องอุปกรณ์การศึกษา ปรับจูนสัญญาณโทรทัศน์ หรือเป็นตัวเชื่อมทางด้านภาษาระหว่างครูและนักเรียนเนื่องจากบางพื้นที่เป็นชนเผ่า อาสาสมัครซึ่งเป็นคนในพื้นที่ช่วยสื่อสารเจตนารมณ์ของโรงเรียน หรือช่วยสอนหนังสือในกรณีที่ครูเข้าถึงพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึง นับเป็นอีกหนึ่งกลไกในการเติมเต็มช่องว่างทางการเรียนรู้ของเด็ก และแม้ว่าโรงเรียนจะกลับมาเปิดเรียนตามปกติ แต่บทบาทของชุมชนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องผลักดันต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการศึกษา โดยเฉพาะการติดตามเด็กในชุมชนที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบ รวมถึงช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกไปแล้วให้มีโอกาสกลับมาเรียนอีกครั้งและได้รับการพัฒนาทักษะเพื่อสร้างอาชีพต่อไปได้

4. ยุคของการศึกษาทางเลือก และการสร้างสรรค์นวัตกรรม
การเรียนออนไลน์ของเด็กนักเรียนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้ปกครองหลายคนมองเห็นความสำคัญของการเรียนแบบ Home School มากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์และมาตรการที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พ่อแม่หลายคนรู้สึกไม่คุ้มค่าที่ต้องจ่ายค่าเทอมแพงแลกกับการเรียนที่บ้าน สิ่งที่น่าสนใจคือภาครัฐจะมีแนวทางเข้าไปช่วยเหลือพ่อแม่หรือเด็กกลุ่มนี้เท่าเทียมกับเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างไร นอกจากการศึกษาทางเลือกที่มีบทบาทมากขึ้นแล้ว อีกเรื่องที่ได้เห็นกันมากขึ้นในช่วงโควิดคือ นวัตกรรมการศึกษาที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ทั้งโรงเรียนและครูผู้สอนต่างคิดค้นนวัตกรรมและออกแบบสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้เพื่อนำมาช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพ เช่น การแต่งตัวเพื่อดึงดูความสนใจจากเด็ก การใช้แนวทางแบบครูหลังม้า การใช้รถพุ่มพวงทางการศึกษา หรือนวัตกรรมกล่องการเรียนรู้ (Learning Box) สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มอิสระและความยืดหยุ่นของกระทรวงศึกษาธิการในการสนับสนุนการบริหารจัดการของสถานศึกษา และคาดว่าในอนาคตจะสามารถผลักดันให้ทุกโรงเรียนสามารถสร้างนวัตกรรมการศึกษาที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กตามสถานการณ์ต่อไปได้
 

สรุปได้ว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการฟื้นฟูเยียวยาทั้งด้านความรู้วิชาการและด้านสุขภาพกายและใจของเด็ก แต่ประเทศไทยยังคงมีโจทย์ใหญ่ทางการศึกษาที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างทัดเทียมให้กับเด็กและเยาวชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจหลักในการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ของ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่กำหนดแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาในเป้าหมายหลัก 5 ด้าน (5 Big Rocks) ได้แก่

          1. การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา

          2. การปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนรับศตวรรษที่ 21

          3. การปฏิรูปการผลิตพัฒนาครู

          4. การปฏิรูปอาชีวศึกษา

          5. การปฏิรูปบทบาทการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา

 

อย่างไรก็ดีการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่ไม่สามารถสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้นและยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 

ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรม ของ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้ใน 4 ช่องทาง ดังนี้

·      เว็บไซต์ https://www.thaiedreform2022.org 

·      เฟซบุ๊กแฟนเพจ https://web.facebook.com/Thaiedreform2022 

·      ยูทูบช่อง ‘thaiedreform2022’

·      ทวิตเตอร์ https://twitter.com/Thaiedreform22

 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  15 กุมภาพันธ์ 2565

เกี่ยวข้องกัน

เร่งบิ๊กร็อก 2 กระตุ้นแอคทีฟเลิร์นนิ่ง 

ดร.วิวัฒน์ ชูโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย "โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” หนุนพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้จากการใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่เป็นฐาน (PBL) พร้อมเชื่อมโยงกับอารยธรรมในท้องถิ่น สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ตอกย้ำเป้าหมายของกิจกรรมปฏิรูปการศึกษาในการพัฒนาบิ๊กร็อกที่ 2 จัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ-แอคทีฟเลินนิ่ง รับความเปลี่ยนแปลงของโลก นำร่องโครงการใน 102 สถานศึกษา ค้นหาแนวทางที่ชัดเจนมีประสิทธิภาพก่อนจะขยายผลที่อื่นต่อไป ตั้งเป้าสร้าง “อารยเยาวชนไทย” มีทักษะทั้งปัญญา-จิตใจเป็นพลังสำคัญของชาติ 

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเผยว่า โครงการอารยเกษตรสืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย "โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตเป็น “อารยเยาวชนไทย” ที่มีทักษะด้านวิชาการความรู้ มีจิตใจใฝ่คุณธรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้และสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติ พร้อมนำแนวคิด “การใช้ปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง” (Problem-Based Learning: PBL) มาประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละโรงเรียน โดยอาศัยความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการค้นหาอารยธรรมในพื้นที่ที่มีมาแต่ดั้งเดิม สู่การสร้างกระบวนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างโรงเรียนและชุมชนจนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ และสามารถนำไปพัฒนาเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ อาทิ

          1. หลักสูตรผู้ประกอบการอารยเกษตร สร้างทักษะการเป็นเจ้าของกิจการให้สามารถสร้างอาชีพและรายได้ด้วยตนเอง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาการว่างงานในภาวะปัจจุบัน

          2. หลักสูตรปฏิบัติการอารยเกษตร เปิดวิชาที่ผู้เรียนสนใจขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปต่อยอดเป็นทักษะอาชีพ

ดร.วิวัฒน์ กล่าวเสริมว่า โครงการดังกล่าวมีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของบริบทสังคมและโลกได้ส่งผลให้กระบวนการเรียนรู้รูปแบบเดิมที่เน้นการเรียนการสอนจากเนื้อหาในตำราไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องเป้าหมายของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) ภายใต้กิจกรรมการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 หรือ บิ๊กร็อกที่ 2 ที่กำลังเร่งดำเนินการขยายผลไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้เรียนได้เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตนเอง ได้ฝึกทักษะในหลายมิติจากการเรียนรู้ในสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจและประสบการณ์จริงให้กับผู้เรียน โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญคือผู้เรียนและชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ทั้งนี้ สพฐ. ได้ดำเนินการคัดเลือกสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 จำนวน 102 โรงเรียน 

ล่าสุดคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการอารยเกษตรฯ เครือข่ายอารยลุ่มน้ำลี้ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ลำพูน เขต 2 พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานโครงการจิตอาสาพระราชทาน เพื่อศึกษาตัวอย่างแนวทางพัฒนาระบบการเรียนการสอนที่ถูกปรับให้เข้ากับบริบทของชุมชนและอารยธรรมท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพบว่า “สิ่งสำคัญก่อนที่จะขยายผลต่อยอดไปยังสถานศึกษาในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ จำเป็นต้องสร้างโมเดลต้นแบบที่ชัดเจน โดยตัวแปรที่จะนำไปสู่ความสำเร็จคือ ผู้อำนวยการโรงเรียน กรรมการสถานศึกษา คณะครู นักเรียนและผู้ปกครอง ต้องเกิดความรู้ความเข้าใจในบริบทและอารยธรรมของพื้นที่ของตนเอง เพื่อที่จะเชื่อมโยงศักยภาพในพื้นที่กับกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับบริบทชุมชนได้ จนสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังต้องอาศัยการดำเนินงานร่วมกันของเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันเสริมสร้างเยาวชนให้เติบโตไปเป็นพลังของชาติ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยเฉพาะการสนับสนุนของศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ที่เป็นพลังสำคัญอยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนโครงการมาตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดการปฏิรูปการศึกษา” ดร.วิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  15 กุมภาพันธ์ 2565

สรุปสาระสำคัญ

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบการศึกษา ทำให้เกิด “ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้” และขยายความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนที่เข้าถึงการศึกษาได้ยากขึ้น เกิดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบจำนวนมาก ประเด็นสำคัญหลังโควิดคือการฟื้นฟูทั้งด้านวิชาการและสุขภาพจิตของผู้เรียน ซึ่งพบว่าเด็กจำนวนมากมีภาวะเครียด เสี่ยงซึมเศร้า และปัญหาทางสังคม

แนวโน้มสำคัญคือ “K-Shaped Recovery” ที่เด็กบางกลุ่มฟื้นตัวเร็วจากความพร้อม ขณะที่กลุ่มเปราะบางยิ่งถดถอย จำเป็นต้องมีมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ บทบาทของชุมชนผ่าน “อสม.การศึกษา” ช่วยเติมเต็มการเรียนรู้และติดตามเด็กกลุ่มเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน การศึกษาทางเลือกและนวัตกรรม เช่น Home School และการจัดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ มีบทบาทเพิ่มขึ้น สะท้อนความยืดหยุ่นของระบบการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษาจึงมุ่ง 5 ด้านหลัก ได้แก่ ความเสมอภาค การเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 การพัฒนาครู อาชีวศึกษา และงานวิจัย โดยเน้น Active Learning และ Problem-Based Learning เชื่อมโยงบริบทชุมชน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะชีวิตและพึ่งพาตนเองได้ อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

ข้อสอบ

ข้อ 1

ข้อใดอธิบาย “ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้” ได้ตรงที่สุด
ก. การเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี
ข. การเรียนรู้ลดลงจากการหยุดชะงักของการศึกษา
ค. การเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน
ง. การเพิ่มจำนวนครูผู้สอน

เฉลย: ข
เหตุผล: ภาวะถดถอยหมายถึงความรู้และทักษะลดลงจากการหยุดเรียนหรือเรียนไม่เต็มประสิทธิภาพ

ข้อ 2

ปัจจัยใดส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากที่สุดในช่วงโควิด
ก. หลักสูตรไม่ทันสมัย
ข. ขาดแคลนครู
ค. ความยากจนและการเข้าถึงทรัพยากร
ง. การสอบแข่งขัน

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าครอบครัวรายได้น้อยเข้าถึงการศึกษาได้ยาก

ข้อ 3

แนวคิด K-Shaped Recovery สะท้อนสิ่งใด
ก. ทุกคนฟื้นตัวเท่ากัน
ข. การฟื้นตัวแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม
ค. การฟื้นตัวช้าในทุกกลุ่ม
ง. ไม่มีผลต่อการศึกษา

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการฟื้นตัวแบบแยกขั้ว บางกลุ่มดีขึ้น บางกลุ่มแย่ลง

ข้อ 4

ข้อใดเป็นแนวทางแก้ปัญหาสุขภาพจิตนักเรียนที่เหมาะสมที่สุด
ก. เพิ่มการสอบ
ข. ลดเวลาเรียน
ค. จัดนักจิตวิทยาโรงเรียน
ง. เพิ่มการบ้าน

เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นแนวทางตรงจุดตามบทความ

ข้อ 5

บทบาทสำคัญของ “อสม.การศึกษา” คือข้อใด
ก. จัดสอบแทนครู
ข. บริหารโรงเรียน
ค. เชื่อมโยงชุมชนกับการเรียนรู้
ง. กำหนดหลักสูตร

เฉลย: ค
เหตุผล: ทำหน้าที่ช่วยเหลือและเชื่อมประสานในพื้นที่

ข้อ 6

เหตุใด Home School จึงได้รับความสนใจมากขึ้น
ก. ค่าใช้จ่ายต่ำเสมอ
ข. โรงเรียนปิดและความไม่แน่นอน
ค. ครูไม่มีคุณภาพ
ง. ไม่มีหลักสูตร

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นผลจากสถานการณ์โควิดและข้อจำกัดของโรงเรียน

ข้อ 7

ข้อใดสอดคล้องกับ Active Learning มากที่สุด
ก. ฟังบรรยายอย่างเดียว
ข. ท่องจำเนื้อหา
ค. ลงมือปฏิบัติจริง
ง. ทำข้อสอบปลายภาค

เฉลย: ค
เหตุผล: Active Learning เน้นการลงมือทำ

ข้อ 8

เป้าหมายหลักของการปฏิรูปการศึกษา (Big Rocks) คือข้อใด
ก. เพิ่มงบประมาณ
ข. ลดจำนวนโรงเรียน
ค. ยกระดับคุณภาพและความเสมอภาค
ง. ยกเลิกการสอบ

เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นแกนหลักของการปฏิรูปทั้งระบบ

ข้อ 9

แนวคิด Problem-Based Learning เน้นสิ่งใด
ก. การท่องจำ
ข. การแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง
ค. การสอบแข่งขัน
ง. การเรียนออนไลน์

เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้

ข้อ 10

ข้อใดเป็นปัจจัยความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา
ก. ครูเท่านั้น
ข. นักเรียนเท่านั้น
ค. ความร่วมมือทุกภาคส่วน
ง. เทคโนโลยีเท่านั้น

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความย้ำว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ความเห็นของผู้ชม