
เมื่อวันที่ 21 กันยายน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่าที่ประชุมเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเพื่อใช้เป็นเงื่อนไข ในการลดระยะเวลาการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะสำหรับสายงานการสอน และสายงานบริหารสถานศึกษา จำนวน 3,490 โรงเรียน จาก 4 ปี เหลือ 3 ปี และขณะนี้ได้มีคณะกรรมการลงไปกลั่นกรองวิทยฐานะของครูในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ถือเป็นขวัญกำลังใจให้กับครูในพื้นที่ห่างไกลที่ยากลำบาก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการคืนอัตรากำลังของ ศธ. ทั้งระบบกว่า 18,546 อัตรา โดย ก.ค.ศ.ได้คืนอัตรากำลังกลับไปให้หน่วยงานต้นสังกัด เพื่อทำการบรรจุแต่งตั้งแล้ว
น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบเห็นชอบปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงาน การสอนในสถานศึกษา และเพื่อให้สถานศึกษามีครูครบชั้น ครบวิชา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สถานศึกษาสามารถกำหนดให้มีจำนวนครูในการจัดการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนขั้นพื้นฐานได้อย่างเหมาะสม ให้ปรับจำนวนอัตราครูขั้นต่ำในเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกระดับมัธยมศึกษาเพื่อให้สถานศึกษา เกิดความยืดหยุ่นต่อการจัดครูของสถานศึกษาที่เป็นไปตามความต้องการตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานและหลักสูตรสถานศึกษาตามความต้องการจำเป็น และเพิ่มความคล่องตัวในการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูในสถานศึกษา โดยการปลดล็อก เรื่อง การเรียงลำดับครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกระดับประถมศึกษา แต่สถานศึกษายังคงได้ครูครบวิชา ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และหลักสูตรสถานศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงานการสอนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ.ต่อไป
“ที่ประชุมยังเห็นชอบการย้าย และบรรจุแต่งตั้ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จำนวน 75 ราย และอนุมัติบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (สพท.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 77 ราย มีผลวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ขณะเดียวกันที่ประชุมยังให้ชะลอการจัดสอบรองผู้อำนวยการ สพท. และผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปดำเนินการปรับแก้หลักเกณฑ์การสรรหาฯให้สอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของศธ. พ.ศ. … ที่กำลังจะประกาศใช้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบ การปรับแก้ส่วนการปรับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ใหม่) หรือเกณฑ์ PA เพื่อให้สอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่ง คสช.ฉบับใหม่ แต่ยังคงเปิดให้ยื่นขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามเกณฑ์ใหม่ ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้เช่นเดิม” น.ส.ตรีนุชกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 21 กันยายน 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2565 เมื่อวันพุธที่ 21 กันยายน 2565 โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการลดระยะเวลาการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะสำหรับสายงานการสอน และสายงานบริหารสถานศึกษา
สืบเนื่องจาก ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 มีมติมอบ สำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษฯ เพื่อนำไปใช้ในการลดระยะเวลาตามเงื่อนไขคุณสมบัติเฉพาะสำหรับผู้ขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ (ว 4/2564) ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ยากลำบาก ซึ่ง ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษตามหลักเกณฑ์นี้โดยให้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
– โดยหลังจากนี้ ก.ค.ศ. จะประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ประจำปี 2565 จำนวน 3,490 แห่ง (สังกัด สพฐ. 2,633 แห่ง กศน. 842 แห่ง และ สอศ. 15 แห่ง) พร้อมทั้งนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ระบบ DPA เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถใช้เงื่อนไขสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษมามาลดระยะเวลาจาก 4 ปี เหลือ 3 ปี ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 นี้
2. เห็นชอบ แนวทางการดำเนินการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะผ่านระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการกำหนดให้มี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
สืบเนื่องจากที่รัฐสภาลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 ซึ่งจะต้องโอนอำนาจการบริหารงานบุคคลจาก กศจ. ไปยัง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา จึงกระทบต่อโครงสร้างของระบบ DPA ที่ออกแบบไว้ ซึ่งเดิม กศจ. เป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติผลการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ แต่เมื่อ พรบ. ดังกล่าวประกาศใช้ อำนาจส่วนนี้จะไปอยู่ที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ ดังนั้น ก.ค.ศ. จึงได้วางแนวทางในการดำเนินการเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สพม. และ สพป. สามารถดำเนินการในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะผ่านระบบ DPA ได้โดยไม่กระทบสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ระบบจะเปิดใช่อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 นี้ โดยแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้นั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ส่วนราชการ และสถานศึกษาทั่วประเทศ เข้ามาลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ DPA ภายในวันที่ 30 กันยายน 2565 โดยเมื่อระบบ DPA เปิดใช้งานในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัด สามารถส่งคำขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะเข้ามาในระบบ DPA ได้ตามปกติ ซึ่งทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะทำการส่งคำขอ และตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้ออกแบบโครงสร้างการดำเนินการไว้ ซึ่งระหว่างนี้ทีมพัฒนาระบบจะปรับปรุงระบบ DPA เพื่อให้รองรับอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ และเมื่อมีการแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะสามารถดำเนินการต่อโดยโอนอำนาจจาก กศจ. ไปให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่พิจารณาอนุมัติและออกคำสั่งในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะได้เต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ กรณีของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สอศ. กศน. สศศ. และ สป. สามารถดำเนินการตามระบบ DPA ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565
3. อนุมัติ การกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่
จากที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดและแก้ไขเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เพิ่มขึ้น 20 แห่ง ทำให้ปัจจุบันมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวม 245 เขต นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ขอกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการและส่งเสริมการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและในภาพรวมของ สพฐ. โดยขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาอนุมัติการกำหนดกรอบอัตรากำลังดังกล่าว สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
นอกจากนี้ ได้อนุมัติแนวทางการจัดบุคลากรลงกรอบอัตรากาลังที่ ก.ค.ศ. กำหนดใหม่ โดยให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไปตั้งจ่ายในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) โดยแต่งตั้งบุคคลไปดำารงตำแหน่งในตำแหน่งเดิม ระดับเดิม ตามกรอบอัตรากำลัง ที่ ก.ค.ศ. กำหนดใหม่ ทั้งนี้ ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด
4. เห็นชอบ การขออนุมัติปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สืบเนื่องจากที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ว 23/2563) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงานการสอนในสถานศึกษา และเพื่อให้สถานศึกษามีครูครบชั้น ครบวิชา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษาขนาดเล็กที่จะมีครูครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ อันจะส่งผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเรียนรู้ สามารถอ่านออกเขียนได้ (Literacy) และมีทักษะในการคิดวิเคราะห์และคำนวณ (Numeracy) รวมทั้งจะสามารถพัฒนาผู้เรียนได้ครบทั้ง 4 ด้าน (4H) คือ ด้านการคิดวิเคราะห์ (Head) ด้านจิตใจและค่านิยม (Heart) ด้านทักษะการทำงาน (Hands) และมีสุขภาพอนามัยที่ดี (Health)
ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการบริหารอัตรากำลังดังกล่าว จึงเห็นชอบให้มีการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงานการสอนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ต่อไป
5. อนุมัติ การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2565จำนวนทั้งสิ้น 18,546 อัตรา ดังนี้
ทั้งนี้ ให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ที่ได้รับการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 6 อัตรา จำนวน 4,576 อัตรา และจำนวน 228 อัตรา ตามลำดับเพื่อรองรับการบรรจุบุคคลตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามมติ ครม. และที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้เป็นไปตามข้อตกลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับส่วนราชการนั้น ๆ
6. อนุมัติ ขยายเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัจจุบันต่อไปอีก เป็นระยะเวลา 1 ปี กรณีครบระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 4 ปี จำนวน 4 ราย
7. อนุมัติ การย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 75 ราย
8. อนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 77 ราย
คำสั่งย้ายและบรรจุแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ปี 2565
ที่มา ; กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.