
สัญญาณบ่งชี้โรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์ มักใช้เวลาหลายปีก่อนที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการให้เห็นอย่างชัดเจน ในช่วงเวลานั้นผู้ป่วยอาจมีสัญญาณบ่งชี้ที่คุณสามารถสังเกตเห็นได้
ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's Society) ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า สัญญาณเหล่านี้อาจไม่สามารถเห็นได้ชัดเจน เพราะมักมีความคล้ายคลึงกับอาการของโรคอื่น ๆ แต่การตรวจพบโรคอัลไซเมอร์ได้เร็ว จะสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นานขึ้น
โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเฉพาะในประเทศไทยมีผู้ป่วยถึงกว่า 6 แสนคนในปี 2558 ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข มีตัวบ่งชี้ซึ่งเป็นแนวโน้มว่าจะเป็น คือ
1.มากกว่าแค่ขี้ลืม
อาการหลงลืมเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะเมื่อคุณมีอายุมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่สัญญาณของโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อมชนิดอื่น ๆ เสมอไป
การสูญเสียความทรงจำต่างหากที่เป็นเรื่องน่ากังวลและเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกเริ่มของโรคอัลไซเมอร์
เมื่อความทรงจำระยะสั้นได้รับผลกระทบจากโรคนี้ มันจะส่งผลให้คนคนนั้นลืมว่าเพิ่งทำอะไรมาเมื่อ 10 นาทีที่ผ่านมา หรือหลงลืมบทสนทนาที่เพิ่งผ่านพ้นไป
ปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำยังสามารถทำให้ผู้ป่วยพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ และมีปัญหาในการนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น รวมถึงทำกิจกรรมประจำวันที่คุ้นเคย เช่น การทำอาหาร หรือใช้บัตรเครดิตซื้อของได้ยากลำบากขึ้น
2.เมื่อการชงกาแฟเป็นเรื่องยากขึ้น
กิจกรรมธรรมดา ๆ อย่างการชงกาแฟ หรือ เล่นโทรศัพท์มือถือ ที่อาจดูเหมือนไม่ซับซ้อนหรือต้องใช้ความคิด สามารถกลายเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับผู้มีอาการโรคอัลไซเมอร์ในช่วงแรก
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักจะเริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ ก่อนที่มันจะพัฒนาขึ้นจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ผู้ป่วยหรือคนรอบข้าง อาจสังเกตสัญญาณเหล่านี้ได้ เมื่อเห็นว่าพวกเขาลำบากในการใช้โทรศัพท์มือถือ ลืมกินยาบ่อย ๆ รวมทั้งมีปัญหาในการพูดและใช้ภาษา เช่น เลือกใช้คำที่เหมาะสมได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ความเรียบร้อยในการแต่งกายและภาพลักษณ์ของพวกเขาอาจเปลี่ยนไป เมื่อกิจวัตรในการอาบน้ำแต่งตัวทุกเช้าเป็นกลายเรื่องที่ลำบากขึ้น
3.ทำไมฉันถึงอยู่ที่นี่
อาการสับสนว่าคุณอยู่ที่ไหน หรือทำไมคุณถึงอยู่ที่นั่น เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
พวกเขามักจะหลงทางบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย และอาจจะรู้สึกสับสนในบ้านของตัวเองอีกด้วย เช่น จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหนของบ้านหลังจากเดินขึ้นบันได
การสับสนเช่นนี้ อาจนับรวมถึง การไม่รู้ว่าวันวันนี้เป็นวันอะไรและเดือนไหนของปี
4.อารมณ์เปลี่ยนแปลง
คนที่ประสบกับอาการข้างต้นนี้ มักจะมีสัญญาณในการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และพฤติกรรมร่วมด้วย
พวกเขาอาจจะรู้สึกไม่พอใจและรำคาญได้ง่ายขึ้น รวมทั้งอาจจะหงุดหงิดหรือเสียความมั่นใจในตัวเอง
นอกจากนี้มันอาจนำไปสู่การสูญเสียความสนใจในกิจกรรมประจำวัน ความรู้สึกไม่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแผนต่าง ๆ และไม่ต้องการที่จะลองอะไรใหม่ ๆ
5.ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทราบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
น.ส. แคธริน สมิธ จากสมาคมโรคอัลไซเมอร์ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่าโรคสมองเสื่อม "ไม่ใช่เรื่องปกติของการมีอายุมากขึ้น มันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับสมอง"
นอกจากนี้โรคอัลไซเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเท่านั้น ในสหราชอาณาจักรมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมที่อายุต่ำกว่า 65 ปีมากกว่า 4 หมื่นคน
เธอกล่าวว่าประสบการณ์ของแต่ละผู้ป่วยแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับอาการของโรคสมองเสื่อมแต่ละชนิดซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ผู้ป่วยส่วนมากจะรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
น.ส. สมิธ กล่าวว่า พวกเขาจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อจะได้รับการช่วยเหลือที่จำเป็น เพราะผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพได้เป็นเวลาหลายปี และ "การวินิจฉัยโรคไม่ได้ทำให้คุณเปลี่ยนไปในทันที"
เธอเข้าใจว่าผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่สะดวกใจกับการตอบสนองของคนรอบข้าง ทำให้หลายคนไม่อยากได้รับการวินิจฉัย ซึ่งยิ่งทำให้พวกเขาต้องรู้สึกโดดเดี่ยว
สำนักงานหลักประกันสุขภาพของอังกฤษ แนะนำว่าควรพาคนรอบข้างไปพบแพทย์เมื่อสังเกตว่ามีอาการผิดปกติ โดยแพทย์จะสามารถทดสอบด้วยการตรวจเลือดเบื้องต้นก่อนจะส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้วินิจฉัยต่อไป
เปลี่ยน 9 ไลฟ์สไตล์ ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม
ผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างในระดับสากล ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเดอะ แลนเซท ระบุว่า 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมสามารถป้องกันได้ หากคนเราหันมาดูแลสมองกันมากขึ้น
รายงานผลการศึกษาดังกล่าว กำลังถูกนำเสนอต่อที่ประชุมโรคอัลไซเมอร์นานาชาติ Alzheimer's Association International Conference ในกรุงลอนดอน ระบุปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความจำเสื่อมไว้ 9 ข้อ ในจำนวนนี้คือการขาดการศึกษา การสูญเสียการได้ยิน การสูบบุหรี่ และการไม่ออกกำลังกาย
ปัจจุบัน ทั่วโลกมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมประมาณ 47 ล้านคน และคาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 ตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 131 ล้านคน
ศ.กิลล์ ลิฟวิงสตัน จากยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน หัวหน้าทีมผู้เขียนรายงานกล่าวว่า แม้ภาวะสมองเสื่อมมักถูกตรวจพบในผู้ที่มีอายุมาก แต่ที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงในสมองพัฒนาขึ้นหลายปีก่อนหน้านั้น การลงมือทำตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ชีวิตของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมและครอบครัวดีขึ้นได้ และจะช่วยเปลี่ยนแปลงอนาคตของสังคมด้วย
รายงานฉบับนี้เขียนขึ้นจากการรวบรวมผลงานวิจัยและศึกษาของผู้เชี่ยวชาญ 24 ฉบับจากทั่วโลกได้ข้อสรุปว่า ปัจจัยเกี่ยวกับการใช้ชีวิต มีบทบาทหลักในการเพิ่ม หรือลดความเสี่ยงจากโรคสมองเสื่อมได้
ปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มีผลต่อความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม แค่ไหน?
1.ภาวะสูญเสียการได้ยิน 9%
2.เรียนไม่จบมัธยม 8%
3.การสูบบุหรี่ 5%
4.ภาวะซึมเศร้า 4%
5.การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย 3%
6.การตัดขาดจากสังคม 2%
7.ภาวะความดันโลหิตสูง 2%
8.โรคอ้วน 1%
9.โรคเบาหวานชนิดที่สอง 1%
นี้เป็นปัจจัยเสี่ยงซึ่งเชื่อว่าสามารถแก้ไขได้ รวมแล้วคิดเป็น 35% ส่วนปัจจัยเสี่ยงอีก 65% อยู่นอกเหนือการควบคุม
(ที่มา: คณะกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อม การช่วยเหลือแต่เริ่มแรก และการดูแลผู้ป่วย, วารสารแลนเซท (Lancet Commission on dementia prevention, intervention and care))
รายงานยังศึกษาประโยชน์ที่เกิดจากการสร้าง "คลังการรับรู้" หมายถึงการเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายการรับรู้ในสมอง เพื่อให้สามารถทำงานต่อไปได้ในช่วงที่ผู้ป่วยอายุมากขึ้น แม้มีสมองบางส่วนได้รับความเสียหายก็ตาม
ผลการศึกษาที่ชี้ว่าการเรียนไม่จบมัธยมเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคสมองเสื่อมอันดับต้นๆ ทำให้ผู้เขียนรายงาน เสนอแนวคิดที่ว่าการพยายามเรียนรู้ตลอดทั้งชีวิต จะมีโอกาสสร้างคลังการรับรู้ได้มากขึ้น
อีกปัจจัยเสี่ยงคือการสูญเสียการได้ยินในช่วงวัยกลางคน ซึ่งจะมีผลทำให้การรับรู้ลดลง และนำไปสู่การถูกโดดเดี่ยวจากสังคม รวมถึงภาวะซึมเศร้าได้
นอกจากนี้ สาระสำคัญของรายงานยังรวมถึงข้อคิดที่ว่า สิ่งที่ดีต่อสุขภาพหัวใจก็ดีต่อสมองด้วย เช่น งดสูบบุหรี่ ออกกำลัง ควบคุมน้ำหนัก การควบคุมความดันโลหิต และรักษาโรคเบาหวาน จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะสมองเสื่อมได้ เช่นเดียวกับการลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง
ที่มา ; ข่าว BBC ไทย