สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M319_ศธ.ชูแผนยุทธศาสตร์ ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’ยกระดับการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ ชูแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มุ่งพัฒนาการศึกษาไทยใน 3 ด้าน คือ ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’ โดยการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (ซ่อม) การสร้างโอกาสทางการศึกษา (สร้าง) และการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา (ป้องกัน) พร้อมดำเนินงานสู่กลุ่มเป้าหมาย 3 ส่วน ได้แก่ นักเรียน ครู และโรงเรียน ซึ่งต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยยกระดับการศึกษาไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การศึกษามีความพร้อมและก้าวไปพร้อมเศรษฐกิจ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำโครงการพัฒนาการศึกษา ภายใต้แนวคิด ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’ เพื่อยกระดับการศึกษาในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นต่อยอดจากโครงการเดิม พร้อมด้วยดำเนินการพัฒนาโครงการใหม่ ได้แก่ 1) โครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งเกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาและเศรษฐกิจ จึงทำให้มีเยาวชนไทยบางส่วนหลุดออกจากระบบการศึกษา สูญเสียโอกาสการเรียนรู้ 2) โครงการ MOE Safety Center เกิดจากปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา จึงสร้างช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนส่วนกลางขึ้นมา เพื่อให้สามารถเข้าถึงทุกปัญหาทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ 3) โครงการ CVM และ Excellent Center ซึ่ง CVM เป็นการต่อยอดมาจาก Excellent Center โดยการเป็นเหมือนศูนย์กลางระหว่าง Excellent Center ของหลักสูตรสาขานั้น ๆ กับภาคเอกชน ในการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและอบรมครูให้มีความรู้ที่ทันต่อยุคสมัย 4) โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถมีเวลาทุ่มเทกับห้องเรียนและจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น และ 5) โครงการโรงเรียนคุณภาพ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากปัญหาของงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดและไม่สามารถจัดสรรให้ครอบคลุมทั่วถึงไปยังโรงเรียนกว่า 30,000 แห่งได้ จึงมีแนวคิด ‘Sharing resources’ คือการแบ่งปันทรัพยากรและแหล่งข้อมูลร่วมกัน โดยส่งเสริมให้โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน มีโรงเรียนคุณภาพอย่างน้อย 1 แห่ง เพื่อเป็นเสมือนโรงเรียนแม่ค่าย สามารถแชร์ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับโรงเรียนเครือข่ายของตน สร้างให้เป็นโมเดลต้นแบบได้ในอนาคต และสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเยาวชนได้อย่างเห็นผลและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการมีแผนยุทธศาสตร์เดินหน้าเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้เหมาะกับโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยในช่วงนั้นรัฐบาลได้อนุมัติเงินเยียวยา 2,000 บาท เพื่อช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครอง เป็นวงเงินรวมกว่า 2 พันล้านบาท และล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้อนุมัติเพิ่มเงินเรียนฟรี 15 ปี โดยเป็นการปรับอัตราให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้มีการปรับมากว่า 10 ปีแล้ว นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการทบทวนและเตรียมเสนอเพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวัน เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบันเช่นเดียวกัน เอื้อสำหรับนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมเชื่อมั่นว่าจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

สำหรับปัญหาด้านการศึกษาที่รัฐบาลให้ความสำคัญและถือเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน คือ การทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา จึงเป็นที่มาของโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งเราก็ได้ดึงกลับมาพร้อมป้องกันไม่ให้หลุดซ้ำ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมถึงการสนับสนุนให้การศึกษาสามารถเข้าถึงได้ทุกช่วงวัย โดยเริ่มตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงผู้สูงวัย เพื่อช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาให้คนไทยสามารถเรียนรู้ได้ทุกช่วงวัย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การศึกษา นั่นคือความปลอดภัยในสถานศึกษา เราได้จัดทำโครงการ MOE Safety Center ขึ้นมา เพราะความปลอดภัยเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับนักเรียนซึ่งเป็นวัยที่ควรได้รับการปกป้องมากที่สุด ดังนั้น เมื่อตนได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ จึงอยากหยิบเรื่องนี้มาเดินหน้าผลักดันอย่างจริงจัง ทั้งยังเข้าใจความคาดหวังของคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างดี จึงนำยกเรื่องความปลอดภัยมาผลักดันให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความอุ่นใจในการส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในระบบการศึกษา และทำให้โรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สองให้กับเยาวชนได้จริง

การลดภาระงานครู แก้ไขปัญหาหนี้สินครู เป็นอีกเรื่องที่ต้องการให้ความสำคัญปรับปรุงแก้ไข เพื่อตัดความกังวลของครูในด้านต่าง ๆ และสามารถคืนครูกลับสู่ห้องเรียน จัดการห้องเรียนให้เยาวชนมีความสุขกับการศึกษา นอกจากนี้ยังมีเรื่องงบประมาณด้านการศึกษาที่มีจำกัด โดยได้แก้ไขจัดการด้วยโครงการโรงเรียนคุณภาพที่ใช้หลักการ Sharing resources ซึ่งต้องเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มที่ รวมไปจนถึงเรื่องการสร้างความคล่องตัวให้การจัดการเรียนการสอนและการบริหารงานก็ได้เอาระบบดิจิทัลมาใช้แก้ไขปัญหา จนเกิดเป็น Learning platform สำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียน และระบบบริหารงานบุคคลดิจิทัล หรือ ระบบ HRMS” นางสาวตรีนุช กล่าวเสริม

การศึกษาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องและจำเป็นที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรหรือหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะเน้นการประสานงานความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุมและช่วยกันดูแลเยาวชนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในส่วนของภาคเอกชนจะเป็นการร่วมมือเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นและมีหลักสูตรที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย นอกจากนี้ในภาคชุมชนก็ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้สืบทอดประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างสรรค์เป็น Soft power ของชุมชนออกมาได้ 

ที่มา ; แนวหน้า วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565 

สรุปสาระสำคัญ 

กระทรวงศึกษาธิการกำหนดทิศทางพัฒนาการศึกษาไทยตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้แนวคิด “ซ่อม สร้าง ป้องกัน” เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับการศึกษาอย่างรอบด้าน โดย “ซ่อม” มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่น โครงการพาน้องกลับมาเรียน และการเพิ่มงบเรียนฟรี “สร้าง” คือการขยายโอกาสการเรียนรู้ทุกช่วงวัย ผ่านโครงการโรงเรียนคุณภาพ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Sharing Resources) และการพัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงตลาดแรงงาน เช่น CVM และ Excellent Center ส่วน “ป้องกัน” มุ่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยในสถานศึกษา ผ่านโครงการ MOE Safety Center การลดภาระงานครู และแก้ปัญหาหนี้สินครู เพื่อคืนครูกลับสู่ห้องเรียนอย่างแท้จริง 

นโยบายทั้งหมดเน้นการบูรณาการการทำงานของนักเรียน ครู และโรงเรียน ควบคู่กับความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือเสริมการเรียนรู้และการบริหารจัดการ เป้าหมายสำคัญคือทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพ เท่าเทียม ปลอดภัย และสอดคล้องกับโลกศตวรรษที่ 21 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน 

ข้อสอบ 

ข้อ 1 แนวคิด “ซ่อม สร้าง ป้องกัน” ของกระทรวงศึกษาธิการ มีสาระสำคัญใดที่สะท้อนการแก้ปัญหาเชิงระบบมากที่สุด
ก. การเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ข. การบูรณาการมาตรการลดเหลื่อมล้ำ โอกาส และคุณภาพไปพร้อมกัน
ค. การมุ่งพัฒนาเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่
ง. การเน้นการศึกษานอกระบบเป็นหลัก

ข้อ 2 โครงการ “โรงเรียนคุณภาพ” มีบทบาทสำคัญต่อเป้าหมายใดมากที่สุด
ก. การเพิ่มการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. การลดภาระงานด้านวิชาการของครู
ค. การใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ง. การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด

ข้อ 3 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการขับเคลื่อนนโยบาย “ป้องกัน” ให้เกิดผลชัดเจนที่สุด ควรดำเนินการใดเป็นลำดับแรก
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียนในรายวิชาหลัก
ข. พัฒนาระบบความปลอดภัยและสวัสดิภาพผู้เรียน
ค. เน้นการแข่งขันทางวิชาการระดับประเทศ
ง. เพิ่มกิจกรรมเสริมรายได้ให้โรงเรียน

ข้อ 4 นโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครู มีผลเชิงยุทธศาสตร์ต่อการศึกษาไทยในประเด็นใดมากที่สุด
ก. เพิ่มรายได้ของครูในระยะสั้น
ข. สร้างแรงจูงใจให้ครูย้ายโรงเรียน
ค. คืนครูกลับสู่ห้องเรียนอย่างมีคุณภาพ
ง. ลดบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา

ข้อ 5 การบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนและชุมชน สอดคล้องกับเป้าหมายใดของยุทธศาสตร์การศึกษา
ก. การเพิ่มงบประมาณภาครัฐ
ข. การสร้าง Soft Power และหลักสูตรทันสมัย
ค. การลดบทบาทโรงเรียนในชุมชน
ง. การรวมศูนย์อำนาจการบริหาร
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น