สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เรื่องจริงและเรื่องไม่ปรกติในการทำคดีคอร์รัปชัน

คนโกงลอยนวล ความล่าช้าในการเอาคนผิดมาลงโทษ เป็นเหตุให้คนโกงย่ามใจและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนมาตลอด วันนี้ยังมีเรื่องไม่ปรกติ” ในการทำคดีเพิ่มเข้ามาอีกทั้งในขั้นตอนของ ป.ป.ช. อัยการ ศาลและกรมราชทัณฑ์ หากปล่อยไว้จะเกิดวิกฤตลุกลามในอนาคต 

ขั้นตอนตามกฎหมาย

การดำเนินคดีคอร์รัปชันตามกฎหมาย ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 กำหนดให้ ป.ป.ช. ต้องสรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการสูงสุดภายใน 2 ปี หากจำเป็นให้ขอขยายเวลาได้อีก 1 ปี จากนั้นอัยการสูงสุดต้องพิจารณาเพื่อสั่งฟ้องหรือไม่ภายใน 180 วันและอาจขยายได้อีก 90 วัน ในชั้นศาลคอร์รัปชันและศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองกฎหมาย ป.ป.ช. มิได้กล่าวถึงกรอบเวลา แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักไม่เกิน 1 ปี ส่วนกรมราชทัณฑ์มีหน้าที่คุมขังนักโทษตามระยะเวลาที่ศาลมีคำพิพากษา

 

ความเป็นจริง

1. ปี 2565 ร้อยละ 71.98 ของคดีในมือ ป.ป.ช. ต้องขอขยายเวลาดำเนินการเพราะใช้เวลาเกินกรอบเวลา 2 ปีตามกฎหมาย[1] คดีจำนวนมากยาวนานเป็น 10 ปีก็มีให้เห็น 

จากสถิติพบว่า 4 ปีมานี้ ป.ป.ช. เร่งไต่สวนคดีและมีการชี้มูลความผิดเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีก่อนๆ แต่ยังไม่เร็วพอที่จะสะสางคดีตกค้างจำนวนมากจากก่อนหน้านี้ได้ ประกอบกับมีเรื่องร้องเรียนใหม่สู่ ป.ป.ช. เพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายปีมานี้ โดยมีข้อสังเกตว่า คดีใหญ่ที่ซับซ้อน โกงเป็นเครือข่ายของนักการเมืองมักใช้เวลาไต่สวนยาวนานเป็นพิเศษ 

2. อัยการสูงสุดใช้เวลาในการพิจารณาคดีใหญ่คดีคนดัง ก่อนจะสั่งฟ้องหรือไม่ หลายคดีนานเกิน 180 วัน ตามที่กำหนดใน พ.ร.ป. ป.ป.ช. โดยมักอ้างเรื่องอายุความที่อาจยาวนานได้ถึง 20 ปี 

3. คดีคอร์รัปชันกว่า 130 คดีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง ทำให้ ป.ป.ช. ต้องยื่นฟ้องด้วยนักกฎหมายของตนเอง ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 80 ป.ป.ช. เป็นฝ่ายชนะคดี (ป.ป.ช., ตุลาคม 2565) ทำให้ความเป็นธรรมถูกทวงคืน สมบัติของชาติได้รับการปกป้อง จำเลยนับร้อยคนต้องติดคุก 

เรื่องนี้มีข้อสังเกตว่า ทั้งข้อ 2 และข้อ 3 อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เจ้าของเรื่องเขียนสำนวนไม่ดีพอ หลักฐานยังไม่แน่น หรืออัยการสูงสุดขาดบุคลากร และในการไต่สวนคดีของศาลคอร์รัปชันได้แรงช่วยเหลือจากผู้พิพากษาที่มากประสบการณ์ก็เป็นได้ เพราะคดีเหล่านี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติ หรือบางคดีจำเลยอาจมีอิทธิพลเส้นสายมากจึงทำให้เรื่องยุ่งยาก ล่าช้าตามที่เป็นข่าวได้ 

4. คดีที่อัยการสั่งฟ้อง เมื่อศาลมีคำพิพากษาอย่างไรก็ตาม หากอัยการไม่อุทธรณ์หรือฎีกา คดีก็ตกไป ป.ป.ช. เจ้าของเรื่องแม้ไม่เห็นด้วยก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว 

5. ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดจริงตามฟ้อง แต่ให้ “รอลงอาญา” ไปแล้วราว 470 คดี 

6. ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา “คำสั่งศาลปกครองล้างผลชี้มูลความผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่รัฐ ของ ป.ป.ช. ได้” เปิดโอกาสให้นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นนับร้อยรายยังคงมีบทบาทต่อไป 

7. กรมราชทัณฑ์มีการลดหย่อนโทษอภัยโทษอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักโทษคดีคอร์รัปชันติดคุกจริงเพียงไม่กี่ปีก็ออกจากคุกแล้ว ไม่สาสมกับความเลวร้ายที่พวกเขาก่อขึ้น ไม่คุ้มกับความพยายาม เวลาที่เสียไปและทรัพยากรของรัฐที่หมดไปกว่าจะตามจับมาได้

 

การกลั่นแกล้งคุกคามเจ้าหน้าที่

ในปี 2562 ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติ ให้คู่กรณีของ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง “คณะกรรมการ ป.ป.ช.” ต่อศาลชั้นต้นได้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญจากเดิมถือ ป.ป.ช. เป็นองค์กรพิเศษที่ได้รับความคุ้มครอง บุคคลทั่วไปไม่สามารถฟ้องร้องได้ อีกทั้งรัฐธรรมนูญมีเจตนาให้การตรวจสอบถ่วงดุล ป.ป.ช. ต้องเป็นไปตามหลักสากลเพื่อป้องกันมิให้แทรกแซงคุกคามการพิจารณาคดีได้ง่าย กรณีของไทยตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช. จึงกำหนดให้ทำผ่านรัฐสภาไปสู่ศาลฯ เท่านั้น 

เรื่องนี้มีสองประเด็นที่ควรศึกษาต่อไป หนึ่งคือ ความเป็นอิสระและเข้มแข็งของ ป.ป.ช. ควรเป็นอย่างไร สองคือ อะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติอย่างนี้ เช่น ทุกหน่วยงานที่ใช้อำนาจต้องถูกฟ้องร้องได้ ความรับผิดชอบในการใช้อำนาจ การรักษาความสมดุลของกระบวนการยุติธรรม หรือมีปมอะไรที่สร้างความไม่ไว้วางใจจนต้องเพิ่มมาตรการกำกับ ฯลฯ 

ในอดีตกรรมการ ป.ป.ช. เคยโดนคุกคามถึงขั้นยิงปืน ปาระเบิด มาวันนี้คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช. (รวมถึง สตง. และ ป.ป.ท.) ก็ยังถูกคุกคามและฟ้องร้องจากผู้เสียประโยชน์ ส่งผลให้ ป.ป.ช. ทำงานยากขึ้น เพราะคู่กรณีใช้ศาลอาญาและศาลปกครองเป็นช่องทางล้วงข้อมูลคดี ฟ้องแก้เกี้ยวหรือฟ้องข่มขู่ ทำให้บุคลากร ป.ป.ช. และประชาชนผู้ให้เบาะแสหรือเป็นพยาน ถูกคุกคามได้ง่าย เจ้าหน้าที่หลายคนเสียโอกาสเติบโตในหน้าที่ 

กฎหมายที่พอจะช่วยปกป้องข้าราชการและประชาชนผู้ต่อสู้คุ้มครองผลประโยชน์บ้านเมืองอย่าง “กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก” (Anti-SLAPP Law) ตามแผนปฏิรูปประเทศฯ ก็ยังไปไม่ถึงไหน

 

ผลประโยชน์ชาติคือเป้าหมายเดียวกัน

คอร์รัปชันเป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อแผ่นดิน คนโกงต้องถูกลงโทษหนักและรวดเร็ว” ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเยี่ยงนี้ ป.ป.ช. องค์กรหลักตามกฎหมายในการต่อต้านคอร์รัปชัน จำเป็นต้อง “เข้มแข็งและเป็นอิสระมากขึ้น” 

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องพิสูจน์ตนเองว่าเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์นอกใน ไม่ละเลยที่จะทำงานใกล้ชิดประชาชนอย่างเปิดเผย สม่ำเสมอ สนับสนุนให้มีการใช้มาตรการลงโทษทางสังคม (Social Sanction) คู่ขนานไปกับกลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ

 

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

18 พฤษภาคม 2566

อ้างอิง: [1] รายงานสรุปผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 2565 น.863

 

ที่มา ; FB องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น