สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เมื่อปรับค่าจ้างลูกจ้างใหม่ เกษียณแล้วรับเงินบำนาญเท่าไร

ประกันสังคม เปิดสิทธิประโยชน์ใหม่ หลังเตรียมปรับเพดานค่าจ้างใหม่ในปี 2569  ระบุปี 2569-2571 จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 17,500 บาท ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน นอกจากได้สิทธิประโยชน์เงินทดแทนเพิ่มขึ้นแล้ว ผู้ที่ส่งเงินสมทบมา 25 ปีและเกษียณ จะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเป็น 6,125 บาท/เดือน แต่ถ้าไปเกษียณในปี 2575 จะได้รับเงินบำนาญสูงถึง 8,050 บาทต่อเดือน เกษียณปีไหน ได้เงินเท่าไร เช็กรายละเอียดทั้งหมดที่นี่ 

กรณี สำนักงานประกันสังคม(สปส.) เตรียมปรับเพดานค่าจ้างใหม่ในปี 2569 รอผ่านกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมายและการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) 

สิทธิประโยชน์ต่างๆที่ผู้ประกันจะได้รับเพิ่มขึ้น ทั้งการรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป เงินสงเคราะห์คลอดบุตร เงินช่วยเหลือทดแทนกรณ๊ว่างงาน กรณีทุพพลภาพ เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต รวมถึงเงินบำนาญหลังเกษียณที่ผู้ประกันตนจะได้รับไปทุกเดือน เพื่อใช้จ่าย-ดูแลชีวิตหลังเกษียณจากการทำงาน มาดังนี้

 

ประกันสังคม : ตารางปรับเงินสมทบและสิทธิประโยชน์

ปัจจุบัน (ปี 2568) 

  • ฐานค่าจ้าง 15,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 750 บาท/เดือน 
  • สิทธิประโยชน์ เช่น เจ็บป่วย 7,500 บาท/เดือน (250 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน รวม 45,000 บาท), คลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง, กรณีทุพพลภาพ 7,500 บาทต่อเดือน, สงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท, ทดแทนกรณีว่างงาน 7,500 บาท/เดือน, บำนาญ 3,000-5,250 บาท/เดือน กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,000 บาท/เดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 5,250 บาท/เดือน

 

ปี 2569-2571 ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 17,500 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ 

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 8,750 บาทต่อเดือน (291 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 52,500 บาท)

2. เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง

3. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 8,750 บาทต่อเดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท

5. เงินทดแทนกรณีว่างงาน 8,750 บาทต่อเดือน

6. เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,500 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 6,125 บาทต่อเดือน

 

ปี 2572-2574 ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 20,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ 

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 10,000 บาทต่อเดือน (333 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 60,000 บาท)

2. เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 30,000 บาทต่อครั้ง

3. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 10,000 บาทต่อเดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 120,000 บาท

5. เงินทดแทนกรณีว่างงาน 10,000 บาทต่อเดือน

6. เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 7,000 บาทต่อเดือน

 

ปี 2575 เป็นต้นไป ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 23,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือนโดยสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ 

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 11,500 บาทต่อเดือน (383 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 69,000 บาท)

2. เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 34,500 บาทต่อครั้ง

3. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 11,500 บาทต่อเดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 138,000 บาท

5. เงินทดแทนกรณีว่างงาน 11,500 บาทต่อเดือน

6. เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,600 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 8,050 บาทต่อเดือน

 

หลักการ “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง”

สปส.ยืนยันว่า การปรับโครงสร้างใหม่นี้ จะไม่กระทบต่อความเป็นธรรม โดยผู้มีรายได้สูงจะจ่ายสมทบเพิ่ม แต่ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพยุคใหม่ 

ขั้นตอนและกำหนดการเริ่มใช้

กำหนดการบังคับใช้ในปี 2569 ยังต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สปส.ตั้งเป้าจะเริ่มใช้ทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับ พร้อมกับการปรับสูตรบำนาญแบบใหม่ (สูตร CARE) 

การปรับโครงสร้างเงินสมทบประกันสังคม 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน เพิ่มความมั่นคงทางสังคม และสร้างความเป็นธรรมทั้งต่อนายจ้างและแรงงาน

 

@สปส.เดินหน้าร่าง กม. ปรับ ‘เพดานค่าจ้าง’ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน 3 ขั้นบันได ตั้งเป้าใช้ปี’69 

ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างเงินสมทบประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศเดินหน้าปรับโครงสร้าง เงินสมทบประกันสังคม 2569 ครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง” จากเดิมที่ใช้เพดาน 15,000 บาท โดยสูตรใหม่จะปรับเป็น ระบบขั้นบันได 3 ระดับ เพื่อสอดรับกับเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป 

รองเลขาธิการ สปส. เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ว่า ขณะนี้การปรับโครงสร้างเงินสมทบอยู่ในขั้นตอนร่างกฎกระทรวง และยังต้องผ่านการพิจารณาทางกฎหมายก่อน โดยเป้าหมายหลักคือการเพิ่ม สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ทั้ง 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย, คลอดบุตร, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต, ว่างงาน และบำนาญชราภาพ

 

ตารางปรับเงินสมทบและสิทธิประโยชน์

ปัจจุบัน (ปี 2568) ฐานค่าจ้าง 15,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 750 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับ ประกอบด้วย

1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 7,500 บาทต่อเดือน (250 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 45,000 บาท) 

2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 22,500 บาทต่อครั้ง 

3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 7,500 บาทต่อเดือน

4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท 

5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 7,500 บาทต่อเดือน 

6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 5,250 บาทต่อเดือน

 

ปี 2569-2571 ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 17,500 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ 

1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 8,750 บาทต่อเดือน (291 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 52,500 บาท) 

2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง 

3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 8,750 บาทต่อเดือน 

4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท 

5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 8,750 บาทต่อเดือน 

6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,500 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 6,125 บาทต่อเดือน

 

ปี 2572-2574 ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 20,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ 

1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 10,000 บาทต่อเดือน (333 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 60,000 บาท) 

2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 30,000 บาทต่อครั้ง 

3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 10,000 บาทต่อเดือน 

4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 120,000 บาท 

5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 10,000 บาทต่อเดือน 

6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 7,000 บาทต่อเดือน

 

ปี 2575 เป็นต้นไป ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 23,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ 

1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 11,500 บาทต่อเดือน (383 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 69,000 บาท) 

2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 34,500 บาทต่อครั้ง 

3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 11,500 บาทต่อเดือน 

4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 138,000 บาท 

5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 11,500 บาทต่อเดือน 

6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,600 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 8,050 บาทต่อเดือน

 

หลักการ “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง”

สปส. ยืนยันว่า การปรับโครงสร้างเงินสมทบใหม่ จะไม่กระทบต่อความเป็นธรรมของนายจ้างและผู้ประกันตน โดยผู้ที่มีรายได้สูงจะจ่ายสมทบเพิ่มขึ้น แต่ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน 

ขั้นตอนทางกฎหมายและกำหนดการเริ่มใช้

สำหรับกำหนดการเริ่มบังคับใช้ในปี 2569 ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมาย และอาจต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างไรก็ตาม สปส.ตั้งเป้าจะให้ใช้จริงในปี 2569 พร้อมกับการปรับ สูตรบำนาญแบบใหม่ (สูตร CARE) 

การมีส่วนร่วมของประชาชน

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนกว่า 200,000 คน โดยกว่า 95% เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างครั้งนี้ หลังบอร์ดเห็นชอบแล้ว กฎกระทรวงจะเข้าสู่กระบวนการของกระทรวงแรงงาน ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป 

การปรับโครงสร้าง เงินสมทบประกันสังคม 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะยกระดับ สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ให้เหมาะสมกับค่าครองชีพยุคใหม่ โดยยึดหลัก “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง” เพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคมและความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง 

@ประกันสังคมปรับโครงสร้างเงินสมทบครั้งใหญ่ “จ่ายตามจริง-ได้ประโยชน์ตามจริง” 

ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างเงินสมทบประกันสังคม 2569 สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศเดินหน้าใช้แนวคิด “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง” จากเดิมที่อิงเพดานค่าจ้าง 15,000 บาท ปรับเป็นระบบขั้นบันได 3 ระดับ เพื่อให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลง 

รองเลขาธิการ สปส. เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎกระทรวงและการพิจารณาทางกฎหมาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนใน 6 กรณีหลัก ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ว่างงาน และบำนาญชราภาพ

 

ตารางปรับเงินสมทบและสิทธิประโยชน์

ปัจจุบัน (ปี 2568)

  • ฐานค่าจ้าง 15,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 750 บาท/เดือน 
  • สิทธิประโยชน์ เช่น เจ็บป่วย 7,500 บาท/เดือน (250 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน รวม 45,000 บาท), คลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง, กรณีทุพพลภาพ 7,500 บาทต่อเดือน, สงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท, ทดแทนกรณีว่างงาน 7,500 บาท/เดือน, บำนาญ 3,000-5,250 บาท/เดือน กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,000 บาท/เดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 5,250 บาท/เดือน

 

ปี 2569-2571 

  • ฐานค่าจ้าง 17,500 บาท จ่ายสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน 
  • สิทธิประโยชน์ เช่น เจ็บป่วย 8,750 บาท/เดือน (291 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 52,500 บาท), คลอดบุตร 26,250 บาท/ครั้ง, กรณีทุพพลภาพ 8,750 บาทต่อเดือน, สงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท, ทดแทนกรณีว่างงาน 8,750 บาท/เดือน, บำนาญ 3,500-6,125 บาท/เดือน กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,500 บาทต่อเดือน, บำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,500 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 6,125 บาทต่อเดือน

 

ปี 2572-2574 

  • ฐานค่าจ้าง 20,000 บาท จ่ายสมทบสูงสุด 1,000 บาท/เดือน 
  • สิทธิประโยชน์ เช่น เจ็บป่วย 10,000 บาท/เดือน (333 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 60,000 บาท), คลอดบุตร 30,000 บาท/ครั้ง, ทดแทนกรณีทุพพลภาพ 10,000 บาทต่อเดือน, สงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 120,000 บาท, ทดแทนกรณีว่างงาน 10,000 บาทต่อเดือน, บำนาญ 4,000-7,000 บาท/เดือน กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,000 บาท/เดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 7,000 บาท/เดือน

 

ปี 2575 เป็นต้นไป 

  • ฐานค่าจ้าง 23,000 บาท จ่ายสมทบสูงสุด 1,150 บาท/เดือน 
  • สิทธิประโยชน์ เช่น เจ็บป่วย 11,500 บาท/เดือน, คลอดบุตร 34,500 บาท/ครั้ง, ทดแทนกรณีทุพพลภาพ 11,500 บาท/เดือน, สงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 138,000 บาท, ทดแทนกรณีว่างงาน 11,500 บาท/เดือน, บำนาญ 4,600-8,050 บาท/เดือน กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,600 บาท/เดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 8,050 บาท/เดือน 

 

หลักการ “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง”

สปส.ยืนยันว่า การปรับโครงสร้างใหม่นี้ จะไม่กระทบต่อความเป็นธรรม โดยผู้มีรายได้สูงจะจ่ายสมทบเพิ่ม แต่ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพยุคใหม่ 

 

ขั้นตอนและกำหนดการเริ่มใช้

กำหนดการบังคับใช้ในปี 2569 ยังต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สปส.ตั้งเป้าจะเริ่มใช้ทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับ พร้อมกับการปรับสูตรบำนาญแบบใหม่ (สูตร CARE) 

การปรับโครงสร้างเงินสมทบประกันสังคม 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน เพิ่มความมั่นคงทางสังคม และสร้างความเป็นธรรมทั้งต่อนายจ้างและแรงงาน

 

@ประกันสังคม เคาะสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ เพิ่มความเป็นธรรม ม.33-39 

ความคืบหน้าการประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) เพื่อเดินหน้าการพัฒนาสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับเงินบำนาญชราภาพ 

ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณสูตรบำนาญชราภาพเป็นสูตร CARE (Career-Average Revalued Earnings) ว่า ตามที่คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) 

โดยมีผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ และผู้แทนสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยมีระยะเวลาในการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการศึกษาถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ล่าสุดจากการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกันตน เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เป็นไปอย่างรอบคอบ และตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เป็นธรรมต่อผู้รับบำนาญ ซึ่งจะดำเนินการสอบถามความคิดเห็นในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 

ในที่ประชุมจึงเสนอขอขยายระยะเวลาคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568” 

มติบอร์ดประกันสังคม (ชุดที่ 14) ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า บอร์ดประกันสังคมได้เห็นชอบในหลักการปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ตามที่คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) เสนอเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

สาระสำคัญของการปรับสูตรบำนาญชราภาพ

1.ปรับวิธีคำนวณเงินบำนาญชราภาพ จากเดิมใช้ฐานเงินสมทบ 60 เดือนสุดท้าย เปลี่ยนเป็นใช้ฐานเงินสมทบเฉลี่ย 180 เดือนสุดท้าย เพื่อสะท้อนรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกันตน 

2. ปรับกติกาเปลี่ยนผ่าน กรณีคำนวณบำนาญชราภาพสูตรใหม่ได้น้อยกว่าสูตรเดิม เห็นควรกำหนดระยะ 5 ปี โดยผู้ที่เกษียณภายในปีที่ 1 หลังแก้ไขกฎหมายให้ชดเชยส่วนต่าง 100% และลดหลั่นลงปีละ 20% โดยปีที่ 2 ชดเชย 80%, ปีที่ 3 ชดเชย 60%, ปีที่ 4 ชดเชย 40%, ปีที่ 5 ชดเชย 20% 

3. กำหนดแนวทางการจ่ายบำนาญชราภาพใหม่ ใช้ระบบคะแนนบำนาญชราภาพ (Pension Point) โดยคิดจากค่าจ้างของผู้ประกันตนที่นำส่งเงินสมทบ ประกอบกับมีการปรับค่าบำนาญตามดัชนีค่าครองชีพ (CARE) เพื่อให้ทันต่อสภาพเศรษฐกิจ 

4. มีเป้าหมายการปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ เพื่อสร้างความมั่งคงและเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนเมื่อต้องพึ่งพารายได้หลังเกษียณอายุให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

5. มติบอร์ดประกันสังคม เห็นชอบข้อเสนอของตามที่คณะอนุกรรมการศึกษาฯ ให้มีการปรับเพิ่มฐานค่าจ้างมาตรา 39 อย่างต่อเนื่องตามค่าเงินที่เปลี่ยนไป เพื่อให้สอดคล้องกับคิดบำนาญสูตร CARE 

6. ให้ สปส.จัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารความยั่งยืนทางการเงิน (Funding Strategy) นำเสนอให้บอร์ดประกันสังคมพิจารณากำหนด Funding Strategy โดยรวมถึงแนวทางปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบภายในปี 2570 เพื่อครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับสูตรบำนาญชราภาพ 

 

สร้างเครื่องมือ “Pension Calculator”

ขณะนี้ได้พัฒนาเครื่องมือ Pension Calculator ให้ผู้ประกันตนทดลองคำนวณบำนาญชราภาพตามสูตร CARE ได้ด้วยตนเอง ที่เว็บไซต์ sso.thaith.ai/care เพื่อเพิ่มความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในการปรับสูตรใหม่  ซึ่งสูตร CARE จะช่วยให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ได้รับสิทธิประโยชน์บำนาญที่สะท้อนรายได้จริง และเป็นธรรมต่อทุกช่วงวัยการทำงาน พร้อมรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม 2568