สมาชิกเข้าสู่ระบบ

5 ข้อปฎิบัติ ที่จะช่วยทำให้อายุยืนยาวขึ้น

10 ก.ย.2565- ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียนไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO ได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับ 5ข้อปฎิบัติ ที่จะช่วยทำให้อายุยืนยาวขึ้น ดังนี้ นับแต่อดีต มนุษย์พยายามดิ้นรนหาทางอยู่ได้นานขึ้นเพื่อใช้ชีวิตไม่ว่าจะเพื่อรักษาอำนาจปกครองอาณาจักร เพื่อครอบครองสมบัติ เพื่อปรนเปรอความสุข หรือ ทำเป้าหมายของชีวิตให้สำเร็จในช่วงชีวิต ยาอายุวัฒนะ ถูกคิดค้นสูตรขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคส่วนต่างๆของสัตว์หายากในแถบโลกตะวันออกหรือสมุนไพรจากพืชคุณสมบัติพิเศษในแต่ละยุค แต่แล้วก็ยังไม่มีผลรับรองและความสำเร็จใดเกิดขึ้นจนกระทั่งสิบปีมานี้มีสิ่งใดบ้าง ที่ทำได้ 5 ข้อ ต่ออายุ ยืดเวลาให้คุณได้ใช้ชีวิตโดยที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

 

มัดรวม 5 ประการ : 2 ห้าม…3 ต้อง รู้ไว้ ทำได้ ใช้ชีวิตต่อยาวๆ

ข้อ1. ห้าม…อดนอน และเครียดสะสม  ยาวิเศษที่ทำได้ทุกวันตั้งแต่เด็กจนโต คือการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งเพียงพอของแต่ละคนต่างกัน บ้าง 6 บ้าง 8 บ้าง 10 ชม. ต่อวันอะไรที่จะพิสูจน์ว่าคุณนอนอิ่มพอ ลองเช็คดูสัญญาณบ่งชี้เหล่านี้ว่าคุณไม่รู้สึกง่วงหรือเพลียระหว่างวัน คุณจะไม่หงุดหงิดไร้สาเหตุ จะไม่เบลอ งง บ๊อง และใช้ได้อย่างชีวิตปกติสุดๆ สิ่งห้ามที่มาคู่กันอย่างเลี่ยงไม่ได้คือ การเครียด ใช่… เราตัดมันไม่ได้เพราะชีวิตต้องใช้ และมีภาระมากมายให้จัดการเครียดอาจเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ห้ามสะสมมันไว้เหมือนเงินในธนาคาร ความเครียดสะสม ส่งผลทั้งระยะสั้นและยาว ทำให้เกิดโรคระบบเลือดและหัวใจปัญหาระบบย่อยอาหาร ฯลฯ อาจนำไปสู่ปัญหาในครอบครัว และสังคม

 

ข้อ2 .ห้าม…กินดะ กินซ้ำ กินไปเรื่อย และไม่กินก็ไม่ได้ สารเคมีหลายอย่างถูกใช้ในอาหารยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นของสด ของแห้ง หรือแปรรูป หากคุณกินแบบไม่พิถีพิถัน กินไปเรื่อย หรือ กินซ้ำๆเหมือนเดิมต่อเนื่อง ขาดความหลากหลายคุณจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน และเกิดโรค ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน มะเร็ง ก็จะแวะเวียนมาเยี่ยมได้ในที่สุด หากสุดโต่งไปอีกทางคือ กินน้อย ไม่กิน อด ก็ไม่ดีอีกเพราะที่สุดร่างกายจะขาดสารอาหารจำเป็นและประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่างๆ ลดลง และเสียหายรวมไปถึงทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพจิต

 

ข้อ3. ต้อง…แบ่งเวลาออกกำลังกายเราเห็นคำนี้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัย ไม่ว่าจากสื่อไหนๆ หรือบุคคลใกล้ชิดแต่น้อยคนที่จะตระหนัก ว่าร่างกายมนุษย์ต้อง ยืดหยุ่นและสร้างความแข็งแรง ในทุกๆ ระบบ ฉะนั้นการยืดชีวิตให้ยืนยาวต่อไปได้จำเป็นต้องออกกำลังกาย โดยใช้คำว่า “แบ่งเวลา” เพื่อให้ทราบว่าอย่างน้อยเดินวันละ 30 นาที ไปจนถึง เล่นกีฬา เป็นประจำ อยากมีชีวิตยืนยาว มีส่วนมาจากการออกกำลังกายเป็นประจำมันส่งผลต่อทุกๆ ข้อในชีวิต ตั้งแต่ หยุดทุกปัญหาความเสี่ยงต่อโรคทำให้ไม่อ้วน ทำให้อารมณ์แจ่มใส เพิ่มพลังในการใช้ชีวิตและนอนหลับง่ายขึ้น

 

ข้อ 4. ต้อง…มีสติ สติเป็นเครื่องมือกำกับชีวิต ทำให้คนพัฒนาได้ทุกทางให้เรากล้าแกร่งพอที่จะต่อสู้สิ่งรบกวน ทั้งร่างกายและจิตใจและอย่างที่มีคนกล่าวไว้ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าวกว่าครึ่งของจิตและใจที่ดี ทำให้ร่างกายคลายป่วย หรือป่วยยากและแม้กระนั้นเราก็ยังยังต้องเพิ่มเติม ความรู้คู่ปัญญาเพื่อพิจารณาใจกายให้แข็งแรงต่อสู้ได้ทุกภาวะ ฝึกจิต-ไม่ว่าคุณจะอยู่ในศรัทธาสากลหมวดใดการฝึกจิตก็ทำได้ไม่จำกัดเชื้อชาติฐานความสำคัญของการมีอายุยืนที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาหมายถึง การมีอายุยืนอย่างมีคุณค่า คือการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่อาลัยกับอดีตและไม่พะวงกับอนาคต สร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับชีวิตผ่านโอกาสและเวลาปัจจุบันของตนเองเพื่อประโยชน์สุขอันเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต

 

ข้อ 5. ต้อง…เข้าใจต้นเหตุความแก่ของระบบในร่างกาย เสริมตัวช่วย-นักวิทยาศาสตร์การแพทย์หลายแขนงมีความพยายามในการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่อยากมีชีวิตอยู่ให้นานขึ้นด้วยการริเริ่ม ทดสอบ และพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมความสามารถให้ร่างกายต่อสู้กับความชรา และโรคภัยไข้เจ็บผลสำเร็จนั้นเกิดประกายความหวังแรงกล้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

อายุวัฒนะไม่ใช่นิยายอีกต่อไป-เมื่อคุณอายุมากขึ้น โครโมโซม 23 คู่ ในส่วนปลายสุด ที่เรียกว่า เทโลเมียร์คือโครโมโซมที่จะมีการแบ่งตัวเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เป็นตัวที่กำกับความหนุ่มสาว จะค่อยๆ สั้นลงซึ่งลดความสามารถในการจัดการต่อสิ่งรบกวนจากปัจจัยแวดล้อมต่อร่างกาย และความถดถอยมาพร้อมความแก่ชรา และยอมแพ้ต้องธรรมชาติ 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 10 กันยายน 2565

สภาพร่างกายที่เสื่อมถอยของผู้สูงวัย;ชีวิตบั้นปลายของชายชรา 

บทความโดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมดูงานที่โรงงานผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งที่จังหวัดชลบุรี โดยร่วมไปกับกลุ่มนักเรียนเก่าไต้หวัน ดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า ๆหลายท่าน บางท่านก็ไม่ได้เจอกันมาร่วมสี่สิบปี จนเขาเองก็จำเราไม่ได้มีแต่เรายังจำเพื่อนได้เสมอ ซึ่งแต่ละคนก็ล่วงเข้าสู่วัยสูงอายุด้วยกันทั้งนั้น 

มีเพื่อนท่านหนึ่งบอกว่า เพิ่งจะได้ออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน ผมจึงถามไปว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้ไปนอนพักที่โรงพยาบาล เขาเล่าว่าพลัดตกจากบันไดที่ปีนขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟฟ้า ทำให้กระดูกซี่โครงหัก ต้องเข้าไปผ่าตัดและนอนโรงพยาบาลพักฟื้นอยู่หลายวัน ซึ่งผมก็บอกไปว่า พวกเราอายุเริ่มมากแล้ว ต้องระมัดระวังร่างกายให้มากๆ 

ควรจะต้องหลีกเลี่ยงการปีนป่ายบันไดหรือการปีนต้นไม้โดยเด็ดขาด เพราะถ้าพลัดตกลงมา คงจะมีปัญหาตามมาอีกเยอะ อย่าคิดว่าตนเองยังอายุไม่เยอะหรือยังไหวอยู่ เพราะโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุมีสูงกว่าคนอายุน้อยๆ ที่ยังแข็งแรงอยู่ เราแก่แล้วนะ! 

ผู้สูงวัยบางครั้งก็ไม่ทราบว่าตนเองแก่แล้ว เพราะความเคยชินคิดว่าตนเองเคยทำได้อย่างไม่มีปัญหา แต่การพลัดตกจากที่สูงนั้น อาจจะเป็นเพราะสาเหตุหลากหลายประการด้วยกัน เช่น ความดันโลหิตที่จะทำให้เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมาได้ เมื่ออยู่บนที่สูงกว่าปกติ และความดันโลหิตเพิ่มขึ้นกะทันหัน ก็จะทำให้มีอาการสมองสั่งการไม่ได้ตามปกติ โอกาสที่จะพลัดตกลงมามีสูงมาก อีกประการหนึ่ง อาจจะเกิดขึ้นจากการมองของสายตาเรา ที่เมื่อก้มๆ เงยๆ ก็จะทำให้มองเห็นไม่ถนัดหรืออาการหน้ามืด ก็จะทำให้พลัดตกลงมาได้เช่นกัน 

สภาพร่างกายของมนุษย์ ย่อมมีการเสื่อมถอยเป็นเรื่องธรรมดา บางคนอาจจะเกิดจากอาการเจ็บป่วย บางคนอาจจะเกิดจากกรรมพันธุ์ที่เป็นมาแต่กำเนิด บางคนอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุ หรือบางคนอาจจะเกิดจากเสพเอาสิ่งไม่ควรเสพเข้าไปสู่ร่างกาย ก็จะทำให้มีอาการเสื่อมถอยทางสมรรถภาพของร่างกายได้ 

ดังนั้นคนที่สภาพร่างกายไม่ปกติ ใช่ว่าจะมีแต่ผู้สูงวัยเท่านั้น จากสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว อาจจะทำให้บางคนแม้จะเป็นคนวัยยังไม่มากนัก ก็สามารถเกิดอาการผิดปกติทางร่างกายได้เช่นกัน ซึ่งไม่มีใครอยากที่เป็นผู้ไร้ความสามารถหรอกครับ นอกจากว่าโชคร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้น ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ดังนั้นคนใกล้ชิดต้องเฝ้าระมัดระวังดูแล หากญาติสนิทมิตรสหายได้มีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นครับ 

ที่สำคัญที่สุดนอกจากจะช่วยดูแลด้านต่างๆ แล้ว ยังจำเป็นต้องเข้าใจวิธีการดูแลขั้นพื้นฐาน ที่บางครั้งเราอาจมองข้ามได้ครับ เช่น หากเรามีญาติสนิทที่เราต้องดูแลเขา ในกรณีที่มีปัญหาด้านการเดินเหิน หรือเกิดอาการเป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ขึ้นมา เราต้องหาอุปกรณ์การช่วยพยุงตัวที่เหมาะสมกับตัวเขามาใช้ทุ่นแรงเรา 

บางคนอาจจะไม่เข้าใจ คิดว่ารถเข็นก็คือรถเข็น ไม่ได้ใส่ใจว่าเหมาะสมกับตัวของผู้ป่วยหรือไม่? เพราะบางครั้งรถเข็นที่มีขนาดใหญ่เกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการพลัดตกหกล้มได้ง่าย หรือรถเข็นที่มีขนาดเล็กกว่าตัวของผู้ป่วยมากเกินไป ก็จะทำให้ผู้ป่วยนั่งไม่สบาย หรือการลุกขึ้นมาลำบาก ก็สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนได้ง่าย 

ดังนั้นรถเข็นจะต้องพอเหมาะกับตัวของผู้ป่วยเอง บางคนคิดว่ารถเข็นมือสองหรือของเก่า ที่ขนาดของผู้ป่วยเดิมใช้อยู่พอดีตัว  ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะเหมาะกับตัวผู้ป่วยรายที่จะมาใช้ต่อจากคนเดิม ก็จะเกิดปัญหาได้เช่นกัน บางครั้งการประหยัดมากจนเกินงาม ก็จะสร้างปัญหาได้เช่นกันครับ 

ไม้เท้าสำหรับผู้สูงวัยหรือผู้ป่วย ก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่จะต้องระมัดระวัง เพราะหากไม้เท้าที่ใช้ มีขนาดต่ำเกินไป ผู้ใช้จะต้องก้มตัวลงมากกว่าปกติ โอกาสที่จะเกิดอาการหน้ามืดได้เช่นกัน เราควรจะต้องหาไม้เท้าที่ขนาดเหมาะมือ ไม่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป  การใช้ไม้เท้าพยุงตัวจึงจะเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดอาการพลัดตกหกล้มได้ง่ายนั่นเองครับ 

เข็มขัดรัดตัวผู้สูงวัย ก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญสำหรับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยโรคอัมพฤกษ์ เพราะผู้ป่วยประเภทนี้ แม้จะสามารถเดินเหินได้ แต่ก็ไม่สามารถเดินได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวเหมือนบุคคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีเข็มขัดรัดตัว เพื่อให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเขา ได้คว้าตัวเข็มขัดเวลาที่ผู้สูงวัยกำลังจะล้ม ซึ่งวิธีการคว้าตัวที่เหมาะสมที่สุด คืออย่าคว้าจับส่วนอวัยวะของผู้สูงวัย เพราะอาจจะทำให้จับไม่อยู่ อาจจะทำให้ล้มทั้งผู้คว้ากับผู้ถูกคว้าได้ 

ดังนั้นพอผู้สูงวัยหรือผู้ป่วยกำลังจะล้ม ให้รีบคว้าที่เข็ดขัดรัดตัว ซึ่งเข็ดขัดชนิดนี้จะหนาและใหญ่กว่าเข็มขัดทั่วๆ ไปมาก และมีหูสำหรับจับอยู่ด้านหลังของตัวผู้สูงวัย โอกาสที่ผู้สูงวัยจะล้มจึงลดลง ดังนั้นอย่าได้อายที่จะซื้อเข็มขัดชนิดนี้ให้ผู้สูงวัยใส่ เพราะนั่นเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้ตัวผู้สูงวัยเองครับ 

อย่างไรก็ตามผู้สูงวัยหรือผู้ป่วย จะต้องให้ความร่วมมือกับผู้ที่ดูแลหรือญาติมิตรใกล้ชิด หากยังอยากที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุข ไม่ว่าสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ ก็สามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องนอนติดเตียง และจะต้องช่วยตัวเองให้มากๆ พูดง่ายๆ ก็คือ “ต้องอย่าดื้อ” นั่นเองครับ 

ที่มา ; BLOCKDIT

เกี่ยวข้องกัน

10 นิสัย Morning Routine ทำเป็นกิจวัตร สุขภาพกายดี สุขภาพใจแข็งแรง 

เริ่มต้นวันดีๆ กับ 10 กิจวัตรยามเช้า (มอร์นิง รูทีน) ที่คนสุขภาพดีทำทุกวัน ไลฟ์สไตล์เรียบง่ายแต่เปลี่ยนชีวิตได้จริง การเริ่มต้นวันใหม่อย่างมีคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับ นาฬิกาปลุก หรือ กาแฟแก้วแรก แต่มันคือ "นิสัย" เล็ก ๆ ที่คนสุขภาพดีมักทำจนเป็นกิจวัตรโดยไม่รู้ตัว หลายอย่างฟังดูง่าย หลายอย่างอาจรู้สึกว่ายาก แต่เชื่อเถอะว่าผลลัพธ์ที่ได้สามารถเปลี่ยนชีวิตได้จริง 

มาดูกันว่า 10 พฤติกรรมที่ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจดีขึ้นมีอะไรบ้าง และที่สำคัญ พรุ่งนี้เช้า คุณสามารถเริ่มได้เลย 

 

1. ตื่นในเวลาเดียวกันทุกวัน รวมถึงวันหยุด

ทำไมสำคัญ การตื่นในเวลาเดิมช่วยตั้งนาฬิกาชีวิต (Body Clock) ให้สมดุล ส่งผลต่อฮอร์โมน ความสดชื่น และคุณภาพการนอนในคืนถัดไป

เริ่มต้นอย่างไร ตั้งเวลาให้ตื่นเช้าที่พอเหมาะ เช่น 6:30–7:00 น. แล้วทำให้มัน "คงที่" แม้วันเสาร์-อาทิตย์ ให้ร่างกายได้จดจำและปรับสมดุลเองโดยธรรมชาติ

 

2. ดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอน

ทำไมสำคัญ ระหว่างนอน ร่างกายสูญเสียน้ำ แม้จะไม่ได้ขยับตัว การดื่มน้ำ 1 แก้วตอนเช้าช่วยปลุกระบบย่อยอาหาร เพิ่มการไหลเวียนเลือด และกระตุ้นระบบขับถ่าย

เริ่มต้นอย่างไร วางขวดน้ำไว้ข้างเตียง ตั้งเป้าเริ่มต้นที่ 250–500 ml ก่อนกาแฟหรืออาหารใด ๆ

 

3. ออกกำลังกายเบา ๆ หรือยืดเหยียด

ทำไมสำคัญ การขยับร่างกายตอนเช้าช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ ลดความตึงของกล้ามเนื้อ และปล่อยสารเอ็นโดรฟินที่ทำให้อารมณ์ดี

เริ่มต้นอย่างไร ใช้เวลาแค่ 5–10 นาที ทำโยคะเบา ๆ หรือ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ไม่จำเป็นต้องเป็นฟิตเนสหนักๆ

 

4. หลีกเลี่ยงมือถือช่วง 30 นาที

ทำไมสำคัญ เปิดมือถือปุ๊บ สมองจะเข้าสู่ "โหมดรับข้อมูล" ทันที ทำให้เกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการเสพโซเชียล ตื่นปุ๊บเล่นมือถือปั๊บ นิสัย "อยากใส่ใจ" ทำลายสุขภาพ เสี่ยงซึมเศร้า

เริ่มต้นอย่างไร ตั้ง Airplane Mode หรือปิดแจ้งเตือนไว้ข้ามคืน แล้วใช้เวลาเช้าเพื่ออยู่กับตัวเองก่อน

 

5. รับแสงแดดยามเช้า

ทำไมสำคัญ แสงธรรมชาติในตอนเช้ากระตุ้นการสร้างเซโรโทนิน และช่วยปรับนาฬิกาชีวิต ซึ่งเชื่อมโยงกับการนอนหลับและอารมณ์

เริ่มต้นอย่างไร เปิดม่าน เดินรับแดดริมระเบียง หรือเดินเล่นเบา ๆ นอกบ้าน 5–10 นาที

 

6. ทำสมาธิ หรือเขียนบันทึกความรู้สึกขอบคุณ

ทำไมสำคัญ การตั้งจิตนิ่งเพียงไม่กี่นาที หรือเขียนสิ่งที่รู้สึกขอบคุณ จะช่วยให้คุณเริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังบวก

เริ่มต้นอย่างไร ลองนั่งเงียบ ๆ 5 นาที หรือเขียน 3 สิ่งที่รู้สึกขอบคุณในวันนั้นลงสมุดทุกเช้า

 

7. กินอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพ

ทำไมสำคัญ อาหารเช้าเติมพลังสมองและร่างกาย ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดโอกาสกินจุกจิกระหว่างวัน

เริ่มต้นอย่างไร เลือกอาหารที่มีโปรตีนดี + ไฟเบอร์ เช่น ข้าวโอ๊ตกับผลไม้, ไข่ต้มกับผัก หรือสมูทตี้เขียว

 

8. วางแผนวันแบบง่าย ๆ

ทำไมสำคัญ คนสุขภาพดีไม่ใช่แค่แข็งแรง แต่จัดการเวลาได้ดีด้วย การเขียน to-do list ช่วยให้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และลดความเครียดจากความสับสน

เริ่มต้นอย่างไร ? เขียน 3–5 สิ่งที่ต้องการทำให้เสร็จในวันนี้ แล้วเรียงลำดับความสำคัญ

 

9. ใช้เวลากับตัวเองก่อนเจอโลกภายนอก

ทำไมสำคัญ การให้เวลากับตัวเองตอนเช้า ไม่ว่าจะจิบกาแฟ ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ คือการ "เติมพลังใจ" ก่อนต้องให้พลังกับคนอื่น

เริ่มต้นอย่างไร แบ่งเวลา 10–15 นาทีแบบไม่มีจอ ไม่มีเสียงรบกวน อยู่กับตัวเองในแบบที่คุณชอบ

 

10. ตั้งใจเลือก Mindset สำหรับวันนี้

ทำไมสำคัญ การตั้งเจตนา หรือเลือก "อารมณ์หลัก" ของวัน จะช่วยให้คุณควบคุมท่าทีและการตอบสนองได้ดีขึ้น

เริ่มต้นอย่างไร พูดกับตัวเองหรือเขียนลงสมุด เช่น "วันนี้ฉันจะใจเย็นกับตัวเอง" "วันนี้ฉันจะเลือกมองด้านบวกก่อนเสมอ"

Morning Routine ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้อง "ตั้งใจทำ" แม้คุณจะมีเวลาน้อยในตอนเช้า แค่ทำได้เพียง 3–5 อย่างจากนี้ทุกวัน ก็เพียงพอจะเปลี่ยนสุขภาพ พลัง และความคิดในระยะยาวได้แล้ว เพราะสุดท้าย ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ใช่การ "ปฏิวัติ" ตัวเองในวันเดียว แต่คือการ "ขยับทีละนิด" อย่างต่อเนื่องในทุกเช้า 

ที่มา ; Amarin TV News

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น