สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เอไอกับการศึกษา หากใช้มากไป สมองอาจไม่พัฒนา

  • “ChatGPT ช่วยเขียนเรียงความเรื่องปัญหาโลกร้อนให้หน่อย”
  • “ChatGPT ทำไมเกาหลีถึงแบ่งเป็นเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้?”
  • “ChatGPT ปัญหาคนว่างงานต้องใช้วิธีไหนแก้ไข?” 

นี่คือตัวอย่างคำถามที่โปรแกรมเอไอ อย่าง ChatGPT สามารถประมวลข้อมูลออกมาเป็นคำตอบให้เราได้ในเวลาแค่กี่วินาที ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ หรือวิชาสังคม และกลายมาเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับนักเรียนและนักศึกษาในยุคปัจจุบัน 

โดยผลสำรวจของเว็บไซต์ Study.com แสดงให้เห็นว่า มีนักเรียน 89% ที่ยอมรับว่าใช้โปรแกรมเอไอ อย่าง ChatGPT ในการทำการบ้านหรือทำรายงานทั้งหมด เพราะเอไอช่วยลดเวลานักเรียนในการค้นคว้าข้อมูล จากเดิมที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน อ่านหนังสือเป็นสิบเล่ม เพื่อเขียนเรียงความ หรือรายงานความยาวไม่กี่หน้า แต่เอไอสามารถช่วยรวบรวมข้อมูลและประเมินออกมาเป็นคำตอบให้ได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม หากนักเรียนหรือนักศึกษาใช้เอไอในการทำการบ้านหรือทำรายงานกันเป็นประจำ จะทำให้นักเรียนสูญเสียความสามารถในการค้นคว้าข้อมูลและประมวลข้อมูลด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของ “Critical Thinking” หรือ “การคิดเชิงวิพากษ์” ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาที่ต้องการสอนให้นักเรียนสามารถใช้ความคิดอย่างมีวิจารณญาณ ผ่านการประมวลข้อมูลต่าง ๆ ใช้เหตุและผลในการตัดสินใจ แยกแยะความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ ซึ่งนับว่าเป็นทักษะสำคัญที่ต้องใช้ในการทำงานและพัฒนาตัวเอง 

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการใช้งานเอไอมากเกินไป จะลดประสิทธิภาพการเรียนรู้และการพัฒนา Critical Thinking รวมทั้งความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งในระยะยาว หากเราใช้เอไอในระบบการศึกษามากเกินไป จะทำให้เราสร้างคนรุ่นใหม่ที่ทำได้แต่รับข้อมูลเดิม ๆ ที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครที่สามารถนำข้อมูลเดิมที่มีอยู่มาวิเคราะห์หรือต่อยอดเป็นความรู้ใหม่ ๆ ได้ 

เอไอกลายมาเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับนักเรียนและนักศึกษาในยุคปัจจุบัน ที่ช่วยให้ทำการบ้าน ทำรายงานได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่เอไออาจเป็นอันตรายต่อการพัฒนาสมองและการใช้ความคิด หากเราใช้มันมากเกินไป แล้วเราต้องทำอย่างไร เพื่อให้เอไอกลายเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ อธิบายว่าการเรียนรู้ที่ดีคือการที่นักเรียนได้สัมผัสกับเนื้อหาการเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยตรง เพื่อพัฒนาการคิด วิเคราะห์ และการจดจำในระยะยาว ซึ่งจะทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจใจเชิงลึก รวมทั้งตั้งคำถามด้วยตัวเองว่าเนื้อหาที่อ่านมานั้น มีตรงไหนที่น่าสงสัย ที่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจะสร้างความเข้าใจเนื้อหาเชิงลึกให้กับนักเรียน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนักเรียนค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเองเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม การใช้เอไอในการเรียนรู้ จะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาใหม่ ๆ ได้อย่างตื้นเขิน จดจำอะไรไม่ได้ และยิ่งใช้เอไอมากเท่าไร ก็จะยิ่งจดจำและเข้าใจเนื้อหาได้น้อยลงไปเท่านั้น และทำให้ผลการเรียนของนักเรียนแย่ลง และแย่ลงเรื่อย ๆ นี่เป็นปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Outsourcing Cognition หรือการให้คนอื่นคิดแทนเรา จนทำให้เราเสี่ยงที่จะคิดอะไรเองไม่เป็น เพราะพึ่งพาเอไอให้คิดแทนเรามากเกินไป 

การใช้เอไอในระบบการศึกษายังมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่อง นั่นก็คือเอไอทำให้นักเรียนไม่รู้จักการสร้างผลงานที่เป็นของตัวเอง เช่น การเขียนรายงานหรืองานวิจัยที่ควรจะเป็นผลงานของนักเรียนแต่ละคน แต่เมื่อนักเรียนและนักศึกษาหันมาใช้เอไอในการช่วยทำงานวิจัยมากขึ้น ทำให้กลายเป็นเรื่องยากที่จะแยกได้ว่างานส่วนไหนคืองานที่นักเรียนเขียนเองและงานส่วนไหนที่เอไอเป็นคนเขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก หากนักเรียน นักศึกษาในยุคนี้ ไม่สามารถเขียนรายงาน หรือทำงานวิจัยจากการวิเคราะห์ของตัวเองได้ เมื่อพวกเขาเรียนจบไปทำงาน พวกเขาจะคิดค้นความรู้ใหม่ ๆ หรือพัฒนาอะไรใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร  

อย่างไรก็ตาม เอไอเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์มีความสะดวกสบายมากขึ้นและประหยัดเวลาในการทำอะไรหลาย ๆ อย่าง การนำเอไอมาใช้ในการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก อย่างไรก็ตาม เราต้องนำเอไอมาใช้ในการศึกษาอย่างระมัดระวัง ซึ่งเอไอจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาก็ต่อเมื่อใช้ควบคู่ระบบการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนยังต้องคิดและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และต้องทำให้นักเรียนเข้าใจว่าเอไอเป็นแค่เครื่องมือภายนอกที่ช่วยทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ควรนำเอไอมาใช้ทำงานแทนเราทั้งหมด  

ที่มา ; ข่าว TNN

สรุปสาระสำคัญ
บทความกล่าวถึงบทบาทของเอไอ เช่น ChatGPT ที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักเรียนยุคใหม่ ช่วยลดเวลาในการค้นคว้าและทำงานได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การใช้เอไอมากเกินไปส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทักษะสำคัญ โดยเฉพาะ “การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)” ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้ งานวิจัยชี้ว่าการพึ่งพาเอไอทำให้นักเรียนขาดทักษะการวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงทำให้เกิดภาวะ “Outsourcing Cognition” หรือการให้ผู้อื่นคิดแทน ส่งผลให้การเรียนรู้ตื้นเขิน ความจำลดลง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแย่ลง

นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อความสามารถในการสร้างผลงานของตนเอง เช่น รายงานหรือวิจัย ทำให้แยกไม่ออกว่าเป็นผลงานของผู้เรียนหรือเอไอ ซึ่งอาจกระทบต่อการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เอไอยังมีประโยชน์หากใช้อย่างเหมาะสม โดยควรใช้เป็น “เครื่องมือเสริม” ไม่ใช่ “ตัวแทนความคิด” ระบบการศึกษาจึงควรออกแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตนเองควบคู่กับการใช้เอไออย่างมีวิจารณญาณ

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 ข้อใดสะท้อนผลกระทบเชิงลบของการใช้เอไอมากเกินไปได้ชัดเจนที่สุด
ก. เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน
ข. ลดความสามารถในการคิดวิเคราะห์
ค. เพิ่มความหลากหลายของข้อมูล
ง. ช่วยให้เข้าถึงความรู้ได้ง่าย
ตอบ: ข
เหตุผล: บทความเน้นว่าการใช้เอไอมากเกินไปทำให้ Critical Thinking ลดลง

 

ข้อ 2 แนวคิด “Outsourcing Cognition” หมายถึงข้อใด
ก. การใช้เทคโนโลยีช่วยจำ
ข. การเรียนรู้แบบร่วมมือ
ค. การให้ผู้อื่นคิดแทน
ง. การคิดอย่างเป็นระบบ
ตอบ: ค
เหตุผล: คือการพึ่งพาเอไอจนไม่คิดเอง

 

ข้อ 3 หากครูต้องการลดผลกระทบจากเอไอ ควรใช้แนวทางใด
ก. ห้ามใช้เอไอโดยเด็ดขาด
ข. ให้ใช้เอไอทำงานแทนทั้งหมด
ค. ใช้เอไอควบคู่การคิดเอง
ง. ลดเนื้อหาการเรียนลง
ตอบ: ค
เหตุผล: บทความเสนอให้ใช้เอไอเป็นเครื่องมือเสริม

 

ข้อ 4 การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามงานวิจัยคือข้อใด
ก. การท่องจำ
ข. การฟังบรรยาย
ค. การค้นคว้าด้วยตนเอง
ง. การใช้เอไอทั้งหมด
ตอบ: ค
เหตุผล: การลงมือค้นคว้าเองช่วยสร้างความเข้าใจเชิงลึก

 

ข้อ 5 ปัญหาสำคัญด้านผลงานของผู้เรียนคืออะไร
ก. ขาดเวลาเรียน
ข. ผลงานไม่เป็นของตนเอง
ค. ขาดเทคโนโลยี
ง. ขาดแรงจูงใจ
ตอบ: ข
เหตุผล: เอไอทำให้แยกผลงานจริงได้ยาก

 

ข้อ 6 ผลระยะยาวของการพึ่งพาเอไอมากเกินไปคืออะไร
ก. สร้างนวัตกรรมใหม่มากขึ้น
ข. เพิ่มทักษะการคิด
ค. ขาดการพัฒนาความรู้ใหม่
ง. เพิ่มการแข่งขัน
ตอบ: ค
เหตุผล: ไม่สามารถต่อยอดความรู้ได้

 

ข้อ 7 ข้อใดเป็นลักษณะของ Critical Thinking
ก. เชื่อข้อมูลทันที
ข. วิเคราะห์และตั้งคำถาม
ค. ท่องจำข้อมูล
ง. ใช้เอไอแทน
ตอบ: ข
เหตุผล: เป็นการคิดอย่างมีเหตุผลและวิจารณญาณ

 

ข้อ 8 หากนักเรียนใช้เอไอทำการบ้านตลอด จะเกิดผลใด
ก. จำเนื้อหาได้ดีขึ้น
ข. เข้าใจลึกซึ้ง
ค. เรียนรู้แบบผิวเผิน
ง. เพิ่มความคิดสร้างสรรค์
ตอบ: ค
เหตุผล: บทความระบุว่าการเรียนรู้จะตื้นเขิน

 

ข้อ 9 บทบาทที่เหมาะสมของเอไอคือข้อใด
ก. แทนครู
ข. แทนนักเรียน
ค. เครื่องมือช่วยเรียนรู้
ง. ระบบประเมินผล
ตอบ: ค
เหตุผล: เอไอควรเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทน

 

ข้อ 10 ผู้บริหารสถานศึกษาควรตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับเอไอ
ก. ยกเลิกการใช้
ข. ส่งเสริมการใช้โดยไม่มีข้อจำกัด
ค. กำหนดแนวทางใช้ควบคู่การคิด
ง. ใช้เฉพาะครู
ตอบ: ค
เหตุผล: ต้องออกแบบนโยบายให้ใช้เอไออย่างสมดุลและมีวิจารณญาณ