สมาชิกเข้าสู่ระบบ

คุรุสภาเร่งดำเนินการกรณีครูมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวปรากฏผ่านสื่อสาธารณะและสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อนักเรียนโดยใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้ความรุนแรงกับนักเรียน โดยดึงเก้าอี้นักเรียนที่กำลังนั่งทำงานจนหงายหลังกระแทกกับพื้น และการลงโทษนักเรียนด้วยการใช้มือตบใบหน้านักเรียน เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ โดยพฤติกรรมดังกล่าวนั้น ถือได้ว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมกับจรรยาบรรณของวิชาชีพที่ครูกระทำต่อผู้เรียนที่เป็นศิษย์ในความดูแล ซึ่งระบุไว้ว่าครูจะต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์       

เลขาธิการคุรุสภา ให้ข้อมูลว่า เมื่อเกิดเหตุเกี่ยวกับการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพครู ที่อาจเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพครู ทั้งกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเป็นหนังสือ หรือกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนใดๆ ก็ตาม คุรุสภาก็จะเร่งดำเนินการพิจารณาโทษทางจรรยาบรรณอย่างเร่งด่วน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาที่เป็นธรรมและโปร่งใส ยุติธรรมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ และผู้เรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ต้องรอบคอบในกระบวนการพิจารณา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ดำเนินการเพื่อเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ดังนี้ 

1) เลขาธิการคุรุสภาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบวิชาชีพที่ถูกร้องเรียน

2) กรณีพบว่าเรื่องร้องเรียนมีมูล คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพื่อดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารจากหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย และพยานเอกสารอื่นๆ รวมทั้ง ให้โอกาสผู้ประกอบวิชาชีพที่ถูกกล่าวหา/กล่าวโทษได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ และ

3) เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จะนำเสนอรายงานการสอบสวนต่อ กมว. เพื่อพิจารณาวินิจฉัยขี้ขาด และกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งจะมีโทษตั้งแต่ ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต และสูงสุดคือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ       

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 กรณี ในเรื่องการใช้ความรุนแรงกับนักเรียน ของครูในจังหวัดกำแพงเพชรที่ดึงนักเรียนขณะกำลังนั่งทำงานจนหงายหลังกระแทกกับพื้น และครูโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ลงโทษนักเรียนด้วยวิธีการไม่เหมาะสมด้วยการใช้มือตบใบหน้านักเรียนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า กรณีครูในจังหวัดกำแพงเพชรที่ใช้ความรุนแรง โดยดึงนักเรียนที่นั่งทำงานจนหงายหลังกระแทกกับพื้น ครูรายดังกล่าวมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา หมดอายุวันที่ 19 กรกฎาคม 2570 คุรุสภาจึงได้เสนอแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณฯ พิจารณาให้ความเห็น ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนฯ ตามกระบวนการพิจารณาทางจรรยาบรรณฯ โดยเร็วต่อไป       

ส่วนกรณี ครูโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ลงโทษนักเรียนด้วยวิธีการไม่เหมาะสมด้วยการใช้มือตบใบหน้านักเรียน เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องแล้ว ปรากฎว่า ครูรายดังกล่าวไม่ได้ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ หมดอายุไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 และไม่ได้มีการต่อใบอนุญาตอีกเลย แต่เป็นครูในสังกัดหน่วยงานที่ไม่นับเป็นระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพในการประชุมครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 มีมติอนุมัติเป็นหลักการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาพิจารณาเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนหากผู้ถูกกล่าวโทษซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ปรากฏข้อเท็จจริง ขณะเกิดเหตุตามที่ถูกกล่าวโทษว่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาหมดอายุ หรือยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาและจำหน่ายออกจากสารบบความ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้หารือและตักเตือนไปยังสถานศึกษาต้นสังกัดแล้ว เพื่อให้ผู้ที่เป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาเห็นความสำคัญกับผู้เรียน และมีจิตวิญญาณความเป็นครู       

 นอกจากนี้ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันคุรุสภามีครูที่ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจำนวน 1,152,229 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ต.ค. 2566) แบ่งเป็น ปฏิบัติงานในสถานศึกษา จำนวน 863,090 คน และเป็นผู้ประสงค์ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 289,139 คน ในฐานะที่คุรุสภาเป็นองค์กรวิชาชีพที่ดูแล กำกับ การประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ จึงต้องดำเนินการเกี่ยวกับจรรยาบรรณของวิชาชีพในเชิงรุกเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ เช่น การกำหนดให้หน่วยงานต้นสังกัดของครูที่ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ไล่ออก หรือปลดออก จะต้องส่งข้อมูลมาให้คุรุสภา เพื่อดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ หรือคุรุสภามีเครือข่ายจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในกระบวนการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ นำความรู้และประสบการณ์จากการฝึกอบรมกับทางคุรุสภาไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในแต่ละพื้นที่ ทำให้การดำเนินการตรวจสอบและการสอบสวนสืบสวนด้วยความเป็นกลาง และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคมเกิดความมั่นใจในผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษามากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ประชาชนสามารถช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติผิดจรรยาบรรณ โดยเฉพาะความผิดทางเพศ การทุจริต ความรุนแรง และการพัวพันยาเสพติด ก็สามารถแจ้งกล่าวโทษมาได้ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของเด็ก เยาวชน และประชาชน รวมถึงพิทักษ์ศักดิ์ศรีเกียรติยศของวิชาชีพ ให้สมกับความเป็นวิชาชีพชั้นสูงและวิชาชีพควบคุมต่อไป 

ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

เกี่ยวข้องกัน

’คุรุสภา‘สั่งพักใบอนุญาตผู้บริหารสถานศึกษา รอง.ผอ.ฉาวค้ายานรก 

เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากกรณี รองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบนครบาลร่วมกับศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) บุกจับกุมที่บ้านพักในคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดในพื้นที่ย่านรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี ในช่วงเช้าของวันที่ 27 มีนาคม 2567 นั้น ในส่วนของการดำเนินการของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ตรวจสอบข้อมูลด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของรองผู้อำนวยการรายดังกล่าว พบว่า เป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา แต่ในส่วนของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ปัจจุบันใบอนุญาตหมดอายุแล้ว ขณะที่การดำเนินการด้านวินัยนั้น หน่วยงานต้นสังกัดได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ซึ่งครบองค์ประกอบของการพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 แล้ว และจะเร่งนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพในการประชุมครั้งต่อไป เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตทุกประเภทพไว้ก่อน 

เลขาธิการคุรุสภากล่าวต่อไปว่า หลังพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้ว คณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพจะดำเนินการสอบสวนการประพฤติผิดตามข้อบังคับคุรุสภา และหากมีความผิดจริง ก็จะเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทของรองผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวในลำดับต่อไป 

ขอกำชับไปยัง ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรในสถานศึกษาทุกคน ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นผู้เสพ ผู้ขาย หรือข้องเกี่ยวในด้านใดก็ตาม ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกคนจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน และไม่ประพฤติตนไปในทางที่เสื่อมเสีย กรณีเรื่องดังกล่าวนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้นและเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรในสถานศึกษา ทุกคนจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์และสังคม” เลขาธิการคุรุสภากล่าว 

คุรุสภา เร่งดำเนินการกรณี รองผอ.โรงเรียนย่านนนทบุรี เป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติด สั่งพักใช้ใบอนุญาตผู้บริหารทุกประเภท 

ที่มา ; เดลินิวส์ 28 มีนาคม 2567 

เกี่ยวข้องกัน

คุรุสภา จ่อเชือด ครูหื่น ร.ร.ดังเปิดกระโปรงเด็ก ป.4 หากพบผิดจริง 

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน กรณีผู้ปกครองเด็กนักเรียนหญิง ชั้น ป.4 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เอาผิดกับครูชายโรงเรียนดังกล่าว หลังก่อเหตุลวนลามบุตรหลานด้วยการพยายามเปิดกระโปรงนักเรียนหลายครั้งนั้น 

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบวิชาชีพครูของบุคคลที่ตกเป็นข่าว พบว่า มีข้อมูลการได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น วันออกใบอนุญาต 21 มีนาคม 2567 วันหมดอายุ 20 มีนาคม 2572 และจากการประสานข้อมูลกับศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทราบว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 หน่วยงานต้นสังกัด ได้ตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง พร้อมกับสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ แล้ว

ผศ.ดร.อมลวรรณกล่าวต่อไปว่า สำหรับการดำเนินการทางด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพ ขณะนี้ได้รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและอยู่ระหว่างประสานข้อมูลเป็นทางการกับหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพพิจารณาตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ การดำเนินการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นกระบวนการพิจารณาออกคำสั่งทางปกครอง จึงต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายที่กำหนดและให้มีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 

การที่ครูมีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กนักเรียน ถือว่าเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ด้านจรรยาบรรณต่อตนเอง และต่อผู้รับบริการ ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2556 ซึ่งครูจะต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์และผู้รับบริการ ขณะเดียวกันก็จะต้องมีความรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือและคอยส่งเสริมให้กำลังใจแก่ศิษย์ อย่างไรก็ตาม คุรุสภาจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน หากผิดจริงผู้กระทำผิดก็จะต้องได้รับโทษสถานหนักอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู ได้ตระหนักถึงการดำเนินการใดๆ กับศิษย์หรือผู้รับบริการ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดกับศิษย์หรือผู้รับบริการเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการลงโทษเพื่อปรับพฤติกรรมของศิษย์ในทาง ที่สร้างสรรค์ และไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งทางกาย และวาจา ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงจิตใจของศิษย์และผู้รับบริการ” ผศ.ดร.อมลวรรณกล่าว 

ต้นเนื่อง

ผู้ปกครอง แจ้งความ ครูหนุ่ม ลวนลามป.4หลายคน ตร.ให้ไกล่เกลี่ย ซ้ำ ผอ.บอกเป็นคนใจดี-หยอกเด็ก 

จากกรณีเพจอีซ้อขยี้ข่าว ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เด็กหญิงชั้น ป.4 ใน จ.บุรีรัมย์จำนวนหลายคน ถูกครูชายในโรงเรียน พยายามลวนลามหลายครั้ง จนทางผู้ปกครองทราบเรื่อง และรวมตัวไปแจ้งความที่ สภ.แห่งหนึ่ง แต่ถูกพนักงานสอบสวน เรียกทั้งสองฝ่ายให้มาไกล่เกลี่ยหาข้อยุติ โดยการให้ครูชายจ่ายเงิน ได้จบเรื่องและทาง ผอ.โรงเรียนก็ช่วยวิ่งเต้นคดีให้กับครูชายคนนี้ เพื่อไม่ให้มีข่าวเสื่อมเสียของโรงเรียนออกไป จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์จำนวนมากนั้น 

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวตรวจสอบและพบกับผู้ปกครองเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.4 คนหนึ่ง เล่าว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา พวกตนรวมตัวกัน 3 คน ประกอบด้วย น.ส.ไก่ (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี ชาว อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เป็นแม่ของ ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 10 ปี เด็กนักเรียนชั้น ป.4, นางนก (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี ชาว อ.ประโคนชัย แม่ของ ด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 10 ปี เด็กนักเรียนชั้น ป.4 และ น.ส.อ้อย (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี ชาว อ.ประโคนชัย แม่ของ ด.ญ.ซี (นามสมมุติ) อายุ 10 ปี เด็กนักเรียนชั้น ป.4 

ไปพบ ร.ต.อ.อุดมศักดิ์ ขอพิมาย รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เพื่อให้เอาผิด นายจิรัฐพล หรือ ครูว่าน อายุ 34 ปี ครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน ต.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เพราะพยายามลวนลามเด็กนักเรียนทั้ง 3 คน 

ระบุว่า เมื่อวันศุกร์ เวลาเช้าก่อนเที่ยง ช่วงเวลาภาคเรียนที่ 1 ที่ห้องเรียนชั้น ป.4/2 ครูได้ใช้มือถอดกางเกงวอร์มขายาว (กางเกงพละ) ของ ด.ญ.บี (นามสมมุติ) 

วันอังคาร เวลาเช้าก่อนเที่ยง ช่วงเวลาภาคเรียนที่ 1 (จำวันที่เกิดเหตุไม่ได้) ที่ห้องเรียนชั้น ป.4/2 นายจิรัฐพลได้ใช้มือเปิดกระโปรงนักเรียนของ ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) 

เวลาเช้าก่อนเที่ยง ช่วงเวลาภาคเรียนที่ 1 (จำวันที่เกิดเหตุไม่ได้) นายจิรัฐพลได้ใช้ให้เด็กนักเรียนผู้ชายไปเอาหญ้ามาใส่ปากของ ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) 

และเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2567 เวลาเช้าก่อนเที่ยง นายจิรัฐพลได้เรียก ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) ไปที่บริเวณโต๊ะ หน้าห้องเรียนชั้น ป.4/2 แล้วได้จับหัวมาใกล้กับอวัยวะเพศบริเวณเป้ากางเกงของนายจิรัฐพล 

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2567 เวลาเช้าก่อนเที่ยง นายจิรัฐพลได้ใช้มือเปิดกระโปรงนักเรียน ด.ญ.ซี (นามสมมุติ) แล้วปล่อย และเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2567 เวลาบ่าย นายจิรัฐพลได้ดึงมือ ด.ญ.ซี ที่กำลังนั่งเล่นอยู่หน้าห้องธุรการเข้าไปในห้อง แต่ ด.ญ.ซีได้ใช้เท้าถีบประตูแล้วรีบลุกขึ้น วิ่งหนีออกจากบริเวณนั้น แต่การแจ้งเอาผิดกลับไม่เป็นผล กลายเป็นการเจรจาหาข้อยุติมากกว่า เพราะครูว่านเป็นลูกน้อง ผอ.โรงเรียน 

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่โรงเรียนดังกล่าว พบนายสำราญ (เสื้อเหลือง) ผู้อำนวยการโรงเรียน โดยนายสำราญกล่าวว่า จริงแล้วทราบเรื่องเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังทราบเรื่องได้เข้าไปสอบถามนักเรียน กระทั่งนักเรียนไปบอกผู้ปกครอง จากนั้นผู้ปกครองได้มาพูดคุยกันที่โรงเรียนในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นโรงเรียนได้แจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษา แล้วแจ้งกับผู้ปกครองเด็กว่าโรงเรียนได้ดำเนินการไปในระดับหนึ่งแล้ว ด้วยการเอาครูว่าน ออกจากพื้นที่โรงเรียนไปแล้ว สรุปคือเรื่องระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองน่าจะจบแล้ว แต่ระหว่างโรงเรียนกับครูว่านน่าจะยังไม่จบยังจะต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป 

นายสำราญกล่าวด้วยว่า ครูว่านเป็นคนเรียบร้อยอยู่เงียบๆ ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ เป็นครูใจดี เด็กจะรักและมักจะมาหยอกล้อกัน กรณีที่ครูเปิดกระโปรงนักเรียนหรือกางเกงวอร์มนั้น น่าจะเป็นการหยอกล้อกันเช่นถ้าเด็กทำการบ้านผิดมาก็จะให้เปิดกระโปรงนักเรียนให้ครูดู 

ต่อมาผู้ปกครองเด็กได้ไปแจ้งความ ตำรวจได้เชิญตนไปให้ข้อมูล และแจ้งกับตำรวจไปว่าครูว่านเป็นครูที่ดีคนหนึ่ง กรณีที่ครูว่านเปิดกระโปรงจะไม่ได้ทำในที่ลับ ส่วนใหญ่จะเป็นห้องเรียนซึ่งเป็นที่เปิดเผยไม่มีการไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด ยืนยันว่าเด็กกับครูว่านน่าจะหยอกล้อกันสนุกเหมือนพี่น้องกัน แต่ก็ไม่สมควร 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 14 ธันวาคม 2567

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น