
(20 กันยายน 2565) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “แนวทางการปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่” พร้อมคู่มือ เพื่อให้ส่วนราชการใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป และมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐพิจารณานำแนวทางฯ พร้อมคู่มือ ไปปรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการตามความเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ด้านการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้อง
สาระสำคัญ
สำนักงาน ก.พ. รายงานว่า ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการดำรงชีวิตและการปฏิบัติงานในภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชน ตลอดจนการบริหารจัดการภายในหน่วยงานให้มีความเหมาะสมและยืดหยุ่น คล่องตัวให้สอดคล้องกับฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน “กิจกรรมปฏิรูปที่ 2 จัดโครงสร้างองค์กร และระบบงานภาครัฐให้มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์” โดยมีสำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบจัดทำรูปแบบการปฏิบัติราชการที่รองรับฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการให้กับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐต่อไป
สำนักงาน ก.พ. ได้ดำเนินการจัดทำแนวทางฯ พร้อมคู่มือ โดยศึกษารูปแบบและแนวปฏิบัติจากภาครัฐในต่างประเทศ และรวบรวมความคิดเห็นประชาชนและข้าราชการพลเรือนสามัญต่อการปฏิบัติงานภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งการถอดบทเรียนการบริหารงานบุคคลของส่วนราชการในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้แนวทางฯ มีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุม สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน่วยงานสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทั้งสถานการณ์ในภาวะปกติและไม่ปกติ เช่น การแพร่ระบาดของโรคภัยไข้เจ็บหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งส่งเสริมการยกระดับความสามารถหน่วยงานของรัฐและขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ของรัฐ สู่การปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Government Digital Transformation)
ทั้งนี้ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในการประชุมครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2565 พิจารณาแล้วเห็นชอบและให้ปรับปรุงเพิ่มเติมในบางส่วนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้ปรับเพิ่มเติมแล้ว สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
แนวทางการปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่
นิยาม
การปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่ หมายถึง การปฏิบัติราชการรูปแบบใหม่ของภาครัฐที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัว มีประสิทธิภาพ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับรูปแบบวิธีการทำงานและรูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและการให้บริการประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึงการปฏิบัติราชการภายใต้สถานการณ์ภาวะไม่ปกติที่ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐต้องปรับรูปแบบการปฏิบัติราชการให้เกิดความคล่องตัวและสามารถปรับตัวได้ทันต่อเหตุการณ์อีกด้วย
หลักการ
• ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐปรับตัวได้อย่างสอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างคล่องตัวและทันการณ์ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของงานภาครัฐ ตลอดจนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการรับบริการเป็นสำคัญ
• ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับรูปแบบการบริหารส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐในภาพรวมในทุกมิติ เช่น ระบบและขั้นตอนการทำงานและการให้บริการประชาชน การบริหารทรัพยากรบุคคล และการปรับปรุงด้านเทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน
• เปิดโอกาสให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ สามารถส่งเสริมให้เกิดการปรับวิธีคิดและกรอบความคิด (Mindset) ของผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ เพื่อให้พร้อมปรับตัวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลาเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
• เปิดโอกาสให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐสามารถพิจารณากำหนดรูปแบบวิธีการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับภารกิจและลักษณะงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังคำนึงถึงคุณภาพชีวิตในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานและวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อการสร้างสมดุลที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน
วัตถุประสงค์
•เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของงานภาครัฐ มีการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ ให้สะดวก รวดเร็ว โดยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ในการให้บริการประชาชน ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้สะดวก รวดเร็ว ลดความแออัด ตลอดจนออกแบบและปรับปรุงการบริการภาครัฐรูปแบบใหม่ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
• เพื่อให้การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐเกิดความยึดหยุ่นและคล่องตัวสอดคล้องกับสถานการณ์การทำงานวิถีใหม่หรือกรณีสถานการณ์ไม่ปกติ ฉุกเฉิน หรือเหตุวิกฤติอื่น ๆโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตและการทำงานตลอดจนส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
แนวทางดำเนินการ
• การปรับรูปแบบและขั้นตอนวิธีการทำงานและรูปแบบการให้บริการประชาชน :ยกระดับมาตรฐานการทำงานภายในให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความคาดหวังของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ลดขั้นตอนและกระบวนงานที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงรูปแบบการให้บริการประชาชนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทดแทนการใช้กำลังคนปกติให้บริการประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถติดต่อราชการได้ทุกวัน
• การพิจารณาลักษณะงานและภารกิจ: ปรับรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนผู้รับบริการและสอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน และต้องไม่ให้กระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยอาจพิจารณาจากภารกิจของหน่วยงาน เช่น ภารกิจการให้บริการหรืออำนวยความสะดวกประชาชน หรือพิจารณาจากชื่อตำแหน่งงาน เช่น ตำแหน่งงานที่ต้องติดต่อกับประชาชน และตำแหน่งงานที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เฉพาะ
• การนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงาน : ปรับเปลี่ยนงานภาครัฐที่สำคัญให้เป็นรูปแบบดิจิทัลแบบเบ็ดเสร็จ (End-to-End Digital Services) เพื่อให้ประชาชนและผู้รับบริการสามารถดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มกลางของงานบริการภาครัฐ เช่น ระบบการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จทางอิเล็กทรอนิกส์ (Biz Portal) ระบบพอร์ทัลกลางเพื่อประชาชน (Citizen Portal) พัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการให้บริการและการปฏิบัติงาน รวมถึงอาจนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานภายในหน่วยงานให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ติดขัด และสามารถติดตามขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการสื่อสารและการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ และระบบความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
• การบริหารจัดการภายในหน่วยงาน : ปรับรูปแบบและวิธีการในการปฏิบัติงานที่แตกต่างจากเดิม เพื่อให้การบริหารจัดการภายในหน่วยงานสอดคล้องกับฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ทั้งด้านการบริหารแผนงาน การบริหารงบประมาณเพื่อจัดเตรียมความพร้อมทั้งด้านอุปกรณ์และระบบโครงสร้างพื้นฐาน และด้านการบริหารงานบุคคลให้มีการมอบหมายงาน ตรวจสอบ กำกับติดตามงานและบริหารผลการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถมอบหมายและติดตามงานได้โดยไม่จำกัดรูปแบบและสถานที่ในการปฏิบัติงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความผูกพันในองค์กร และมีการรักษาวินัยและเสริมสร้างจริยธรรมที่เหมาะสมตลอดจนรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความเสียสละและมีอุดมการณ์ ตลอดจนมุ่งสร้างความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะปฏิบัติงานในที่ตั้งหรือนอกที่ตั้งก็ตาม

รูปแบบการปฏิบัติงาน
• รูปแบบที่ 1 การปฏิบัติงานในที่ตั้ง โดยการเหลื่อมเวลาทำงาน เช่น กำหนดช่วงเวลาการเข้างาน-เลิกงาน 4 ช่วงเวลาตามที่หน่วยงานกำหนด แบ่งเป็น 07.30-15.30 น. 08.00-16.00 น. 08.30-16.30 น. และ 09.30-17.30 น.
• รูปแบบที่ 2 การปฏิบัติงานในที่ตั้ง โดยการนับชั่วโมงทำงาน เช่น กำหนดให้สามารถ เลือกเวลาเข้างานได้ตามความเหมาะสมกับรูปแบบการดำรงชีวิต โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน อาจแบ่งเป็นวันจันทร์-อังคาร 09.30-15.30 น. (12 ชั่วโมง) วันพุธ-พฤหัสบดี 08.30-18.30 (20 ชั่วโมง) และวันศุกร์ 08.30-16.30 น. (8 ชั่วโมง) ทั้งนี้ เมื่อนับเวลาปฏิบัติงานรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
• รูปแบบที่ 3 การปฏิบัติงานนอกที่ตั้ง โดยกำหนดให้สอดคล้องกับ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ พ.ศ. ….(คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2565 โดยยังคงหลักการของร่างระเบียบฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565)
ทั้งนี้ การกำหนดรูปแบบการปฏิบัติงาน อ้างอิงจากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2502 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้กำหนดเวลาและวันหยุดราชการไว้ ดังนี้
• เวลาทำงานเริ่มตั้งแต่ 08.30–16.30 น. หยุดกลางวัน 12.00–13.00 น. (รวมระยะเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง)
• วันหยุดราชการประจำสัปดาห์ คือ วันเสาร์และอาทิตย์ (หยุดราชการเต็ม 2 วัน)
• หากส่วนราชการใดจะกำหนดวันและเวลาทำงานเพื่อความสะดวกสามารถทำได้ แต่เมื่อคำนวณเวลาทำงานรวมกันใน 1 สัปดาห์แล้ว ไม่น้อยกว่าจำนวนรวมเวลาราชการข้างต้น
การดำเนินการของหน่วยงาน
• ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐพิจารณาเหตุผลความจำเป็นในการดำเนินการภารกิจและลักษณะงานของหน่วยงานในภาพรวม รูปแบบ ขั้นตอนวิธีการทำงานและรูปแบบการให้บริการประชาชน และเทคโนโลยีที่ใช้สนับสนุนการปฏิบัติงาน
• ผู้บริหารหน่วยงานพิจารณามอบนโยบายหรือมีข้อสั่งการในการปฏิบัติงานตามรูปแบบการปฏิบัติงานที่กำหนด โดยเมื่อพิจารณาแล้วควรแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานทราบและถือปฏิบัติ ซึ่งอาจกระทำได้หลายวิธี เช่น การออกคำสั่งหรือประกาศ การจัดทำบันทึกข้อความแจ้งเวียนภายในหน่วยงาน การแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานทราบผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างความเข้าใจกับบุคลากรภายในหน่วยงาน และพึงต้องติดตามและประเมินผลการดำเนินการเพื่อทบทวนการดำเนินการว่าส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและคุณภาพการปฏิบัติงานของหน่วยงานอย่างไร และพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมต่อไป
นอกจากนี้ สำนักงาน ก.พ. ได้จัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติราชการดังกล่าว โดยมีคำอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมีการยกตัวอย่างรูปแบบและวิธีการ รวมทั้งการกำหนดบทบาทของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และการถอดบทเรียนจากส่วนราชการ เพื่อให้หน่วยงานสามารถพิจารณานำไปปรับใช้ได้ตามความจำเป็นเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป
ที่มา ; ศธ 360 องศา
ข่าวเกี่ยวกัน
เปิด 3 แนวทาง ‘ทำงานวิถีใหม่-New Normal’
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบแนวทางการปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่ พร้อมคู่มือ เพื่อให้ส่วนราชการใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป และมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐพิจารณานำแนวทางและคู่มือดังกล่าว ไปปรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการตามความเหมาะสม
ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศ ฉบับปรับปรุง ด้านการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการดำรงชีวิตและการปฏิบัติงานในภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชน ตลอดจนการบริหารจัดการภายในหน่วยงานให้มีความเหมาะสมและยืดหยุ่น คล่องตัว ให้สอดคล้องกับฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ทันท่วงที
นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับแนวทางการปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่ มีหลักการสำคัญคือ ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐปรับตัวได้อย่างสอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างคล่องตัว และทันการณ์ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของงานภาครัฐ และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการรับบริการเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับรูปแบบการบริหารส่วนราชการ และหน่วยงานภาครัฐในภาพรวมทุกมิติ เช่น ระบบและขั้นตอนการทำงานและการให้บริการประชาชน การบริหารทรัพยากรบุคคล และการปรับปรุงด้านเทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน
“นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐสามารถส่งเสริมให้เกิดการปรับวิธีคิดและกรอบความคิด (Mindset) ของผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ เพื่อให้พร้อมปรับตัวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลาเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป และยังเปิดโอกาสให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐสามารถพิจารณากำหนดรูปแบบวิธีการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับภารกิจและลักษณะงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานและวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อการสร้างสมดุลที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน”
นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับรูปแบบการปฏิบัติงาน แบ่งเป็น 3 รูปแบบคือ
· รูปแบบที่ 1 การปฏิบัติงานในที่ตั้งโดยการเหลื่อมเวลาทำงาน เช่นกำหนดช่วงเวลาการเข้างานและเลิกงานเป็น 4 ช่วง ตั้งแต่ 07.30-15.30น., 08.00-16.00 น., 08.30-16.30น. และ09.30-17.30 น.
· รูปแบบที่ 2 การปฏิบัติงานในที่ตั้งโดยการนับชั่วโมงการทำงาน เช่น กำหนดให้สามารถเลือกเวลาเข้างานได้ตามความเหมาะสมกับรูปแบบการดำรงชีวิต โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยเมื่อนับเวลาปฏิบัติงานรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ
· รูปแบบที่ 3 การปฏิบัติงานนอกที่ตั้ง โดยกำหนดให้สอดคล้องกับร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกที่ตั้งของส่วนราชการ พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอครม.ตรวจพิจารณาแล้วเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2565
“ทั้งนี้การกำหนดรูปแบบการปฏิบัติงานอ้างอิงจากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง การกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ(ฉบับที่ 12 ) พ.ศ. 2502 ซึ่งกำหนดไว้ดังนี้คือ เวลาทำงานเริ่มตั้งแต่ 08.30-16.30 น. หยุดกลางวัน 12.00-13.00 น. รวมระยะเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง วันหยุดราชการประจำสัปดาห์คือวันเสาร์และอาทิตย์ หากส่วนราชการใดจะกำหนดวันและเวลาในการทำงานเพื่อความสะดวกสามารถทำได้แต่เมื่อคำนวณแล้วแล้วต้องไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์”
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 20 กันยายน 2565
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่ (New Normal) พร้อมคู่มือ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน แนวทางดังกล่าวเกิดจากบทเรียนการทำงานภาครัฐในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลให้รูปแบบการทำงานและการให้บริการประชาชนต้องปรับเปลี่ยนไปสู่ความยืดหยุ่น คล่องตัว และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น
สาระสำคัญคือการปรับระบบงาน กระบวนการบริการ การบริหารทรัพยากรบุคคล และการใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานรัฐและคุณภาพการบริการ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจของบุคลากรภาครัฐ แนวทางนี้รองรับทั้งสถานการณ์ปกติและภาวะวิกฤติ เช่น โรคระบาดหรือภัยพิบัติ
กำหนดรูปแบบการปฏิบัติงาน 3 รูปแบบ ได้แก่ การทำงานในที่ตั้งแบบเหลื่อมเวลา การทำงานในที่ตั้งแบบนับชั่วโมง และการทำงานนอกที่ตั้ง (Work from Anywhere) โดยผู้บริหารหน่วยงานมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย สื่อสาร ติดตาม และประเมินผล เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน
ข้อสอบ
ข้อ 1 วัตถุประสงค์หลักของแนวทางการปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่ คือข้อใด
ก. ลดจำนวนข้าราชการลง
ข. เพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐโดยใช้ดิจิทัล
ค. เปลี่ยนเวลาราชการให้สั้นลง
ง. มุ่งเน้นการทำงานนอกที่ตั้งเป็นหลัก
ข้อ 2 ข้อใดสะท้อน “หลักการสำคัญ” ของการทำงานวิถีใหม่ได้ชัดเจนที่สุด
ก. ยึดระเบียบเดิมเป็นหลัก
ข. เน้นความสะดวกของหน่วยงานเป็นสำคัญ
ค. ปรับตัวให้ทันสถานการณ์โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน
ง. ลดบทบาทผู้บริหารในการกำกับงาน
ข้อ 3 หากโรงเรียนต้องเลือกนำแนวทางใดไปใช้เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น โรคระบาด แนวทางใดเหมาะสมที่สุด
ก. ทำงานในที่ตั้งตามเวลาปกติ
ข. ทำงานในที่ตั้งแบบเหลื่อมเวลาเท่านั้น
ค. ทำงานนอกที่ตั้งโดยใช้ระบบดิจิทัลสนับสนุน
ง. หยุดการให้บริการชั่วคราว
ข้อ 4 บทบาทสำคัญที่สุดของผู้บริหารหน่วยงานในการขับเคลื่อนการทำงานวิถีใหม่คือข้อใด
ก. ควบคุมเวลาทำงานอย่างเข้มงวด
ข. มอบหมายงานโดยไม่ต้องติดตาม
ค. สื่อสารนโยบาย กำกับ ติดตาม และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
ง. ปล่อยให้บุคลากรเลือกแนวทางเองทั้งหมด
ข้อ 5 การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตามแนวทางนี้ ควรมุ่งผลลัพธ์ใดเป็นสำคัญ
ก. ลดภาระงบประมาณเท่านั้น
ข. เพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และการเข้าถึงบริการของประชาชน
ค. ทดแทนบุคลากรทั้งหมด
ง. ใช้เฉพาะงานภายในหน่วยงาน
ข้อ 6 : การตัดสินใจเชิงนโยบาย
สถานการณ์
โรงเรียนขนาดกลางในสังกัด สพฐ. มีครูบางส่วนขอทำงานนอกที่ตั้งในช่วงหลังโควิด โดยอ้างแนวทางการทำงานวิถีใหม่ แต่ผู้ปกครองกังวลว่าคุณภาพการจัดการเรียนรู้จะลดลง
คำถาม
ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน การตัดสินใจใดเหมาะสมที่สุดตามแนวทาง ครม.
ก. ปฏิเสธการทำงานนอกที่ตั้งทั้งหมดเพื่อความมั่นใจของผู้ปกครอง
ข. อนุญาตทุกตำแหน่งทำงานนอกที่ตั้งโดยไม่ต้องกำหนดเงื่อนไข
ค. พิจารณาลักษณะภารกิจและกำหนดรูปแบบผสม พร้อมติดตามผลสัมฤทธิ์
ง. ให้ครูตัดสินใจเองเป็นรายบุคคลโดยไม่ต้องรายงาน
ข้อ 7 : การบริหารความเสี่ยง
สถานการณ์
เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในพื้นที่ โรงเรียนต้องลดความแออัด แต่ยังต้องให้บริการประชาชนและดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
คำถาม
แนวทางใดสอดคล้องกับนโยบายการทำงานวิถีใหม่มากที่สุด
ก. หยุดการให้บริการทุกด้านชั่วคราว
ข. ใช้ระบบดิจิทัลให้บริการ End-to-End ควบคู่การทำงานนอกที่ตั้ง
ค. ลดเวลาทำงานของครูและบุคลากรทุกคน
ง. ให้บริการเฉพาะงานเร่งด่วนแบบพบหน้าเท่านั้น
ข้อ 8 : การบริหารทรัพยากรบุคคล
สถานการณ์
บุคลากรบางส่วนมองว่าการทำงานแบบเหลื่อมเวลาไม่เป็นธรรม และส่งผลต่อความผูกพันในองค์กร
คำถาม
ผู้บริหารควรดำเนินการอย่างไรเป็นลำดับแรก
ก. ยกเลิกรูปแบบเหลื่อมเวลาทั้งหมด
ข. ออกคำสั่งกำหนดเวลาเดียวกันทุกตำแหน่ง
ค. สื่อสารทำความเข้าใจหลักการ วัตถุประสงค์ และเกณฑ์การพิจารณา
ง. ให้ฝ่ายบุคคลจัดตารางใหม่โดยไม่รับฟังความคิดเห็น
ข้อ 9 : การประเมินผลเชิงระบบ
สถานการณ์
โรงเรียนได้นำระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ แต่ยังไม่แน่ใจว่าส่งผลต่อประสิทธิภาพจริงหรือไม่
คำถาม
การประเมินผลใดสอดคล้องกับแนวทางการทำงานวิถีใหม่มากที่สุด
ก. ประเมินจากความพึงพอใจของผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว
ข. ประเมินจากจำนวนชั่วโมงการทำงานของบุคลากร
ค. ประเมินจากผลสัมฤทธิ์งาน คุณภาพบริการ และผลกระทบต่อผู้รับบริการ
ง. ประเมินเฉพาะด้านการลดค่าใช้จ่าย
ข้อ 10 : วิสัยทัศน์ผู้บริหาร
สถานการณ์
โรงเรียนต้องกำหนดทิศทางระยะยาวในการทำงานวิถีใหม่ให้ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงรับมือวิกฤติ
คำถาม
แนวทางใดสะท้อนวิสัยทัศน์ผู้บริหารระดับสูงได้ดีที่สุด
ก. ใช้การทำงานวิถีใหม่เฉพาะช่วงวิกฤติเท่านั้น
ข. มุ่งควบคุมวินัยเวลาเป็นหลัก
ค. บูรณาการเทคโนโลยี การพัฒนาคน และคุณภาพชีวิตควบคู่ผลสัมฤทธิ์
ง. รอคำสั่งจากส่วนกลางก่อนทุกครั้ง
คลิกเฉลย >>>