
ในขณะที่ระบบการศึกษาของประเทศไทยอยู่ในช่วงลองผิดลองถูกและกำลังพัฒนา ลองไปดูอีกด้านกับประเทศที่ประสบความสำเร็จทางการเรียนการสอนเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือประเทศฟินแลนด์ ชนิดที่สหรัฐอเมริกายังต้องเอาเป็นแบบอย่าง ว่าเขาทำยังไงกับเด็กบ้าง
เด็กๆนักเรียนของประเทศฟินแลนด์จะเริ่มเข้าโรงเรียน ก็ต่อเมื่อมีอายุครบ 7 ขวบ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับเวลาของครอบครัว มากกว่าที่จะต้องรีบออกมาเรียนอนุบาลตั้งแต่ยังเด็กๆ
ฟินแลนด์พยายามออกแบบระบบการเรียนการสอนมีให้ชั่วโมงเรียนที่น้อยที่สุด การทำแบบนี้จะทำให้เด็กนักเรียนมีความเป็นอิสระและมีความสุขกับการเรียน อยากมาเรียนโดยไม่ต้องให้ใครบังคับ อีกปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือครูผู้สอน งานอย่างเดียวของครูฟินแลนด์คือทุ่มเทกับการสอนโดยไม่มีภาระอย่างอื่น ครูที่ฟินแลนด์สามารถออกแบบหลักสูตรการสอนของตนเองได้อย่างอิสระ รัฐบาลเชื่อว่าครูคือผู้ที่รู้จักนักเรียนของตนดีที่สุดและนักเรียนแต่ละคนก็มีความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน รัฐบาลฟินแลนด์จึงให้สิทธิ์ครูในการวางแผนการสอนด้วยตนเอง โดยให้หลักสูตรแกนกลางเป็นแค่แนวทางเท่านั้น ทำให้ครูสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการสอนได้ตามใจชอบ อีกอย่างอาชีพครูที่ประเทศฟินแลนด์นั้น ได้รับการยอมรับและมีเกียรติเป็นอย่างมาก และกว่าจะได้เป็นครูมานั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะต้องผ่านการคัดเลือกและฝึกฝนการเข้าใจเด็กและต้องมีความเข้าใจทางจิตวิทยาอีกต่างหาก คนเก่งๆที่ฟินแลนด์มักจะอยากทำอาชีพครูทำให้เกิดการแข่งขันทางอาชีพสูง และมันส่งผลกับคุณภาพของครูที่ดีตามไปด้วย
เด็กที่ฟินแลนด์จึงไม่จำเป็นเรียนพิเศษเพิ่มเติมอะไรเลยแม้แต่น้อย และที่ฟินแลนด์”การเรียนคือการพัฒนา ไม่ใช่การแข่งขัน” โดยระบบการศึกษาของฟินแลนด์จะไม่มีเรื่องเกรดเฉลี่ยเพื่อเปรียบเทียบเด็ก แต่จะเน้นไปที่ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้และโฟกัสในสิ่งที่เด็กแต่ละคนถนัดมากกว่า
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นต้นแบบของหลายๆประเทศที่ได้เอาฟินแลนด์เป็นแบบอย่าง แล้วนำไปปรับใช้ แต่กว่าจะประสบความสำเร็จจนวันนี้ ฟินแลนด์ก็ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายต่อครั้ง ดีบ้างพลาดบ้าง แต่ด้วยความเอาใจใส่ของรัฐบาล ทำให้ฟินแลนด์ ณ ปัจจุบันนี้เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดเป็นอันหนึ่งของโลก
@ทำไม "ประเทศฟินแลนด์" ถึงมีโรงเรียนที่ดีที่สุดในโลก
โรงเรียนที่ฟินแลนด์ไม่แบ่งนักเรียนว่าเก่งไม่เก่งตามเกรด สอบไม่ได้ที่ 1 ก็ไม่เป็นไร แต่ถึงอย่างนั้น เค้าก็สามารถสร้างระบบการศึกษาที่น่าชื่นชมที่สุดในโลกได้ ต้องยอมรับว่าเรื่องการศึกษาเป็นสิ่งที่หลายประเทศถกเถียงกันเยอะพอสมควร ยิ่งบ้านเรายิ่งเห็นชัด เพราะระบบที่ใช้อยู่นี้มีบางอย่างที่ล้าหลังไปแล้ว แต่คำถามคือ แล้วจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
-ไม่บังคับใช้การทดสอบแบบเดียวกับทุกคน อย่างปัญหาของการศึกษาบ้านเราก็พูดถึงเรื่องนี้กันไม่น้อย ด้วยความที่การทดสอบแบบเดิมคือใช้มาตรฐานเดียวกันกับเด็กทุกคน แต่อย่างที่เรารู้กันดีว่ามาตรฐานเพียแบบเดียวไม่สามารถใช้ร่วมกันได้กับทุกคน ฟินแลนด์จึงไม่ใช้การทดสอบที่เรียกว่า “มาตรฐาน” แต่เด็กทุกคนทั่วประเทศฟินแลนด์จะได้รับการประเมินเป็นรายบุคคล และมีการติดตามความคืบหน้าเพื่อดูพัฒนาการของเด็กอย่างใกล้ชิด เว้นแต่ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่จะให้เด็กทำการทดสอบแบบสมัครใจสำหรับนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (เทียบเท่ากับโรงเรียนมัธยมในอเมริกา)
-ครูไม่ได้เป็นเหยื่อล่อเป้าเมื่อถูกโจมตี แต่ก็ต้องมีวุฒิภาวะสูงมากๆ สังเกตว่าในวงการการศึกษา เมื่อเกิดอะไรผิดพลาด “ครู” จะเป็นเหมือนเหยื่อล่อเป้าที่ถูกโจมตีอก่อนใคร แต่ในประเทศฟินแลนด์ไม่เป็นเช่นนั้น แต่ก็มีการคัดคุณภาพของครูสูง ครูทุกคนจะต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท ต้องจบครูวิชาชีพ ยิ่งถ้าจบจากสถาบันครูวิชาชีพที่เข้มงวดโรงเรียนยิ่งชอบ
-ทำงานแบบให้ความร่วมมือกัน ไม่ใช่เน้นการแข่งขัน ในขณะที่โรงเรียนของอเมริกาหลายแห่งเน้นการจัดประกวดการแข่งขันโน่น นี่ นั่น แต่ที่ฟินแลนด์มองต่างออกไป อย่างคำพูดหนึ่งของ - Samuli Paronen - ที่กล่าวว่า “ผู้ชนะที่แท้จริงไม่แข่งขัน” (Real winners do not compete) ระบบการศึกษาของฟินแลนด์ไม่ได้เน้นจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กแข่งขันในรูปแบบนั้น แต่สร้างรูปแบบให้ความร่วมมือกันเป็นบรรทัดฐานแทนระบบของโรงเรียนหลายประเทศจะกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มคะแนนสอบ ชอบเน้นที่วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่โรงเรียนแหล่านั้นมักจะลืมสิ่งสำคัญกว่า นั่นคือความสุขของเด็ก สุขภาพ ไปจนถึงความสัมพันธ์ของเด็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานทั้งนั้น
-ไม่ได้เร่งให้เข้าโรงเรียนตอนที่ยังเด็กเกินไป อย่างในบ้านเราจะมีทั้งโรงเรียนอนุบาล แถมยังมีเตรียมอนุบาลอีก แต่ที่ฟินแลนด์ให้ลูกเข้าโรงเรียนตอนอายุ 7 ขวบ เพราะเขามองว่าอยากให้อิสระในวัยที่ “เด็กยังเป็นเด็ก”
เหตุผลก็คือ การถูกบังคับเรียนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีมันทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าติดคุกยาวจริงๆ มันเป็นเรื่องจิตวิทยาที่สำคัญเหมือนกันนะ ระบบการศึกษาของฟินแลนด์ก็เลยเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกแห่งความเป็นจริงดีกว่า การศึกษาภาคบังคับก็เพียง 9 ปีเท่านั้น (ก็คือถึงอายุ16 ปี) หลังจากนั้นให้เป็นทางเลือกให้เด็กๆ ได้เลือกเอง
ต้องยอมรับว่าเรื่องการศึกษาเป็นสิ่งที่หลายประเทศถกเถียงกันเยอะพอสมควร ยิ่งบ้านเรายิ่งเห็นชัด เพราะระบบที่ใช้อยู่นี้มีบางอย่างที่ล้าหลังไปแล้ว แต่คำถามคือ แล้วจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร จากตัวอย่างของประเทศฟินแลนด์ ถ้าวัดจากคะแนนด้านวิชาการอย่างเดียวก็คงไม่โดดเด่นนักหรอก แต่ฟินแลนดืก็ไม่ลืมพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตด้านอื่น จึงช่วยสร้างสมดุลชีวิตได้ดี สิ่งเหล่านี้ละมั้งที่ทำให้เด็กฟินแลนด์โตมามีคุณภาพ
@กรณีศึกษา ระบบการศึกษา ที่ดีระดับโลก ของ ฟินแลนด์
ฟินแลนด์ ประเทศที่ตั้งอยู่เกือบเหนือสุดของโลก และมีประชากรเพียง 5 ล้านคน แต่รู้หรือไม่ว่า ประเทศนี้ เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีอันดับต้นๆของโลก โดยอ้างอิงจากการจัดอันดับผลการสอบ PISA ที่เป็นการวัดผลคะแนนทางด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ของเด็กอายุ 15 ปีจากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ผลคือ ฟินแลนด์ มีคะแนนเฉลี่ยรวมอยู่ที่อันดับ 10 ของโลกในปี 2018 ซึ่งสูงกว่าสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ฟินแลนด์ มีระบบการศึกษาที่น่าสนใจอย่างไร สรุปได้ดังนี้
1. ให้ความสำคัญกับ “ครู” มากที่สุด รู้หรือไม่ว่า คุณครูในประเทศฟินแลนด์นั้นจะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทเสียก่อน ถึงจะสามารถมาเป็นผู้สอนได้ นอกจากนี้ วิชาชีพครู ถือเป็นอีกหนึ่งสาขาการเรียนรู้ที่มีเกียรติและเป็นที่น่ายกย่องที่สุดอาชีพหนึ่งของฟินแลนด์ ซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นจากการปฎิรูปรูปแบบการสอนของฟินแลนด์ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 1970 โดยทางรัฐจะมีการกำหนดทิศทางและเป้าหมายหลักสูตร ส่วนทางโรงเรียนจะเป็นผู้ออกแบบการเรียนการสอนเอง โดยมีการกระจายอำนาจให้ครูมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น
2. ให้ความสำคัญกับช่วงวัยเด็ก หลายคนอาจมองว่า ช่วงวัยเด็กเล็กๆ เป็นวัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการอัดความรู้ทางวิชาการ แต่รู้ไหมว่า ฟินแลนด์ นั้นบังคับให้นักเรียนทุกคนเริ่มเรียนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยช่วงเวลาก่อนหน้านั้น จะเน้นให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่ และพัฒนาทักษะทางด้านการรู้จักเห็นใจผู้อื่น และการเข้าสังคมเสียมากกว่า ทำให้เด็กแต่ละคนจะมีการพัฒนาลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนการศึกษาภาคบังคับในช่วงอายุ 7-16 ปี ก็จะเน้นการให้ความรู้ทั่วๆไป ส่วนในระดับสูงกว่า หรือเทียบเท่ากับช่วงมัธยมปลาย (upper-seconday school) ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนต่อหรือไม่
3. ไม่ใช้การวัดความรู้ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับเด็กทุกคน ฟินแลนด์ จะมีการวัดระดับความสามารถของนักเรียนที่สำคัญอยู่เพียงครั้งเดียว นั่นก็คือ National Matriculation Exam ที่จะเป็นการสอบหลังเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ฟินแลนด์ จะมีการวัดระดับความสามารถของนักเรียนที่สำคัญอยู่เพียงครั้งเดียว นั่นก็คือ National Matriculation Exam ที่จะเป็นการสอบหลังเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แต่ในช่วงระหว่างนั้น การสอบวัดผลทั้งหมดจะจัดขึ้นโดยคุณครู โดยมีวิธีการวัดผลที่ออกแบบมาให้เหมาะสมและแตกต่างกันไปสำหรับนักเรียนแต่ละคน และจะมีกระทรวงการศึกษาที่คอยสุ่มและตามติดขั้นตอนต่างๆ ทั้งหมด ว่าเป็นการวัดผลที่มีประสิทธิภาพหรือไม่
4. เริ่มเรียนสาย เลิกเรียนเร็ว โดยปกติโรงเรียนส่วนมากมักจะเริ่มเรียนวิชาแรกประมาณ 8 โมงเช้า ทำให้นักเรียนบางคนอาจรู้สึกง่วงและขาดแรงจูงใจในการเรียน และส่งผลให้ไม่สามารถตักตวงความรู้ได้เต็มที่ สำหรับโรงเรียนในฟินแลนด์ จะเริ่มเรียนวิชาแรกในช่วงเวลาประมาณ 9-9.45 โมงเช้า และ เลิกเรียนในช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 เพราะจุดประสงค์ในการมาเรียนนั้นไม่ใช่แค่การอัดความรู้ทั้งหมดเข้าไป แต่เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้แบบองค์รวมนั่นเอง
5. ไม่เน้นการแข่งขัน ในขณะที่หลายๆ โรงเรียนทั่วโลก พยายามโปรโมตว่านักเรียนของตนมีเด็กที่ชนะการแข่งขันทางวิชาการจากเวทีต่างๆ แต่ฟินแลนด์กลับเลือกมองต่างออกไป โดยฟินแลนด์ไม่ได้มีการจัดอันดับว่าโรงเรียนไหนเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด เพื่อมุ่งเน้นเรื่องของการร่วมมือกัน มากกว่าการแข่งขันกันเอง
6. ความพร้อมด้านปัจจัยพื้นฐาน นอกจากเรื่องการเรียนแล้ว ความพร้อมในด้านอื่นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะปัจจัยพื้นฐานในการใช้ชีวิตของนักเรียน อย่างเช่น อาหาร สุขภาพร่างกาย และ สุขภาพจิต ซึ่งทางรัฐบาลฟินแลนด์จะดูแลเรื่องนี้ทั้งหมด โดยนักเรียนสามารถทานอาหารได้ฟรี สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น มีที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต และมีผู้ชี้แนะหรือที่ปรึกษาที่คอยให้คำแนะนำ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อให้เด็กพร้อมสำหรับการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน
สรุปแล้ว ระบบการศึกษาในแบบฟินแลนด์ ทำให้เห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้นักเรียนมีความสามารถทั้งด้านวิชาการและด้านอื่น อาจไม่ใช่แค่การอัดแน่นความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ระบบการศึกษาของ ฟินแลนด์ ยังทำให้เห็นด้วยว่า ปัจจัยอื่นๆ ทั้งด้าน สภาพแวดล้อมในการเรียน การพัฒนาด้านการเข้าสังคม เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องวิชาการเลย และที่สำคัญที่สุดก็คือ การวัดความเก่งหรือความสามารถของเด็กแต่ละคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน มันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีเสมอไป เพราะถ้าทำแบบนั้น มันก็คงไม่ต่างอะไรจากการ กอปปี้ แล้ว วาง สิ่งที่มีอยู่แล้ว ที่จะไม่มีวันได้มาซึ่งสิ่งใหม่ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้เลย
อ้างอิง
-https://en.wikipedia.org/wiki/Education_in_Finland
-https://www.weforum.org/agenda/2018/09/10-reasons-why-finlands-education-system-is-the-best-in-the-world
-https://blogs.worldbank.org/education/finland-s-education-system-journey-success
-https://www.weforum.org/agenda/2019/02/how-does-finland-s-top-ranking-education-system-work
ที่มา ; BLOCKDIT
เกี่ยวข้องกัน
ฟินแลนด์ ประเทศที่มีการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก
ฟินแลนด์ยังเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับจากหลายองค์กรว่ามีการศึกษาที่ดีที่สุด เมื่อพิจารณาจากผลคะแนน PISA ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่นักเรียนทำคะแนนได้ลำดับต้นๆของโลกมาตลอด ในขณะที่หลายประเทศนำการแข่งขันมาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อเร่งเร้าให้ทรัพยากรมนุษย์พัฒนาศักยภาพความสามารถ
ฟินแลนด์เชื่อว่า การศึกษาคือกระบวนการสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ จึงไม่ควรมีสภาพแวดล้อมของการแข่งขัน
การเรียนในฟินแลนด์จึงไม่มีการสอบเพื่อวัดลำดับ ไม่มีรายชื่อนักเรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ โรงเรียนอันดับหนึ่ง หรือแม้แต่ครูที่มีผลงานดีที่สุด เพราะการศึกษาคือกระบวนการทำให้คนมีความรู้ตามวัย ไม่ใช่การมุ่งเพิ่มคะแนนสอบ หรือการสร้างความโดดเด่นในเรื่องต่างๆ
คนฟินแลนด์ตระหนักว่า ความสำเร็จที่แท้จริงเกิดจากความร่วมมือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระบบการศึกษาของฟินแลนด์จึงให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพกายและจิต ความสามัคคี และจิตสำนึกของการเป็นพลเมืองที่ดี
นอกจากนี้ การศึกษาคือ "เครื่องมือในการลดความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม" เช่นเดียวกับที่ประเทศนี้ไม่มีโรงเรียนพิเศษหรือโรงเรียนเอกชน ห้องเรียนทั้งหมดเป็นการผสมผสานนักเรียนที่มีความหลากหลาย ไม่มีการแบ่งเป็นห้องนักเรียนความสามารถพิเศษ โดยเด็กที่ความสามารถสูงกว่าจะช่วยคนที่ช้ากว่าให้เรียนเข้าใจ และมีความรู้เช่นเดียวกับตน
การศึกษาของฟินแลนด์ยังมีครูพิเศษ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลนักเรียนที่อาจไม่เข้าใจเนื้อหา เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนที่ผ่านระบบการศึกษามีคุณภาพไม่ต่างกัน สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของประเทศนี้ที่ว่า ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
แม้ประเทศฟินแลนด์มีการศึกษาที่ผ่อนคลาย แต่กระบวนการคัดเลือกบุคคลที่จะมารับหน้าที่สร้างอนาคตของชาติกลับมีความเข้มข้นอย่างยิ่ง ครูอาจารย์ แพทย์ นักกฎหมาย คือสามอาชีพแรกที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นชาวฟินนิช
โดยเฉพาะครูที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กุมบังเหียนอนาคตของชาติ ประเทศจะเดินไปในทิศทางใด ก็ขึ้นอยู่กับครูว่าจะสามารถสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพได้เพียงใด
การเป็นครูในฟินแลนด์มีมาตรฐานสูงมาก
· ครูต้องเป็นคนเก่งที่มีความสามารถในการถ่ายทอด ดังนั้น จึงมีเพียง 5% แรกของผู้สมัครที่ประสบความสำเร็จในการสอบเข้าเรียนในคณะครุศาสตร์ และก่อนเข้าสู่วิชาชีพ ครูทุกคนต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท เพื่อให้มั่นใจว่ามีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะสอนนักเรียน
· ครูต้องมีจิตวิญญาณ นอกจากความสามารถด้านวิชาการระดับหัวกะทิของประเทศ ฟินแลนด์ตระหนักดีว่า “จิตวิญญาณความเป็นครู” คือ สิ่งเดียวที่ทำให้ครูคือผู้สร้างคน กระบวนการคัดเลือกจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับทัศนคติ ความรักในอาชีพ รวมถึงความเอาใจใส่ในนักเรียน
อาทิ ในการคัดเฟ้นขั้นสุดท้ายของผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรผลิตครู จะมีคำถามเพื่อให้ผู้เข้าสอบได้อภิปรายวิธีการแก้ปัญหาให้นักเรียน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัวของเด็ก ปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน เป็นต้น
ทั้งนี้ ครูในฟินแลนด์มักให้ความเห็นว่า “การมาเป็นครูในแต่ละวันไม่ใช่หน้าที่ แต่คือความสุขในชีวิต เป็นความอิ่มเอมใจที่ได้เห็นศิษย์เติบโต และตนมีส่วนในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้ในที่สุดแล้วกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มเย็นกับสังคมต่อไป”
เป็นที่น่าสนใจว่า ครูในประเทศฟินแลนด์ดูแลนักเรียนตั้งแต่เล็กจนโต จึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจนักเรียนแต่ละคนเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ครูมีเอกสิทธิ์ในการเลือกรูปแบบวิธีการสอนเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของนักเรียน
รัฐบาลฟินแลนด์เชื่อว่า ครูประเทศนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการควบคุมหรือประเมินจากส่วนกลาง เพราะคนฟินแลนด์โดยเฉพาะครูมีมาตรฐานความรับผิดชอบและความเอาใจใส่ในหน้าที่ในระดับสูงมาก มีความรักความหวังดีต่อศิษย์โดยไม่หวังผลตอบแทน
ดังนั้น ครูจึงมิใช่ผู้ที่ท่องตำราเพื่อมาสอน หรือทำหน้าที่ไปวันๆ รอวันรับเงินเดือน แต่ครูคือผู้อุทิศเวลาและทุ่มเทความสามารถเพื่อสร้างรูปแบบการเรียนการสอนที่จะเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนในทุกๆ ทางมากที่สุด
การสร้างคนผ่านระบบการศึกษาของฟินแลนด์สะท้อนจากคำกล่าวของ Samuli Paronen นักปรัชญาชาวฟินนิชที่ว่า Real winners do not compete. หมายความว่า “ผู้ชนะที่แท้จริงไม่แข่งขัน”การศึกษาของฟินแลนด์จึงเป็นชัยชนะสูงสุด ที่สามารถสร้างคนคุณภาพ พร้อมสังคมอบอุ่น เป็นดินแดนแห่งความสุขที่เจริญดีงามในทุกมิติ
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 11 พ.ย. 2566
ระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในระบบที่ดีที่สุดของโลก เนื่องจากให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิตและการเรียนรู้เชิงพัฒนา” มากกว่าการแข่งขันทางวิชาการ นักเรียนเริ่มเข้าเรียนเมื่ออายุ 7 ปี เพื่อให้เด็กได้ใช้เวลากับครอบครัวและพัฒนาทักษะชีวิตพื้นฐานก่อน ระบบการเรียนไม่เน้นชั่วโมงเรียนมาก แต่เน้นความสุขและความเป็นอิสระของผู้เรียน
ครูเป็นหัวใจสำคัญของระบบ ต้องมีวุฒิระดับปริญญาโท และผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด มีความรู้ด้านจิตวิทยาเด็ก และได้รับอิสระในการออกแบบการสอนตามบริบทผู้เรียน ทำให้การเรียนการสอนยืดหยุ่นและเหมาะกับความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน
ฟินแลนด์ไม่มีการจัดอันดับนักเรียนหรือโรงเรียน และลดการใช้การสอบมาตรฐานระหว่างทาง โดยเน้นการประเมินรายบุคคลแทน ส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน อีกทั้งไม่มีการเรียนพิเศษ เพราะระบบโรงเรียนสามารถดูแลผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง
รัฐยังสนับสนุนสวัสดิการพื้นฐาน เช่น อาหาร สุขภาพ และสุขภาพจิต เพื่อสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา แนวคิดสำคัญคือ “การศึกษาคือการพัฒนาคน ไม่ใช่การแข่งขัน” ซึ่งช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ สมดุลชีวิต และพร้อมต่อการใช้ชีวิตจริง
แนวคิดสำคัญที่สุดของระบบการศึกษาฟินแลนด์คือข้อใด
ก. การเพิ่มคะแนนสอบเป็นเป้าหมายหลัก
ข. การแข่งขันเพื่อคัดคนเก่งที่สุด
ค. การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการเรียนรู้ของผู้เรียน
ง. การใช้มาตรฐานเดียวในการวัดผลทุกคน
เฉลย: ค
เหตุผล: ฟินแลนด์เน้นการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม ไม่เน้นแข่งขันหรือคะแนนสอบ
เหตุผลสำคัญที่ฟินแลนด์เริ่มให้เด็กเข้าเรียนเมื่ออายุ 7 ปี คือข้อใด
ก. ลดงบประมาณการศึกษา
ข. ให้เด็กพัฒนาทักษะชีวิตและอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
ค. เพิ่มความเข้มข้นทางวิชาการ
ง. ลดจำนวนครูที่ต้องใช้
เฉลย: ข
เหตุผล: ช่วงปฐมวัยเน้นครอบครัวและพัฒนาการทางสังคมมากกว่าการเรียนวิชาการ
บทบาทของครูในฟินแลนด์แตกต่างจากหลายประเทศอย่างไร
ก. ทำหน้าที่สอนตามตำราอย่างเดียว
ข. ไม่มีอิสระในการสอน
ค. ออกแบบการเรียนการสอนได้เอง
ง. ไม่ต้องมีคุณวุฒิสูง
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูมีอิสระในการออกแบบการสอนตามผู้เรียน
การประเมินผลของฟินแลนด์เน้นลักษณะใด
ก. การสอบมาตรฐานทุกระดับชั้น
ข. การจัดอันดับนักเรียน
ค. การประเมินรายบุคคล
ง. การแข่งขันระดับชาติ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นประเมินรายบุคคลเพื่อดูพัฒนาการจริง
เหตุใดฟินแลนด์จึงไม่มีการเรียนพิเศษมาก
ก. ครูไม่สามารถสอนได้ดี
ข. โรงเรียนดูแลผู้เรียนได้ทั่วถึง
ค. นักเรียนไม่ต้องเรียน
ง. รัฐไม่สนับสนุนการศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบโรงเรียนมีคุณภาพและดูแลผู้เรียนได้เพียงพอ
แนวคิด “ผู้ชนะที่แท้จริงไม่แข่งขัน” สะท้อนอะไร
ก. ลดคุณภาพการศึกษา
ข. ส่งเสริมการแข่งขันสูงสุด
ค. เน้นความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน
ง. ไม่ให้ความสำคัญกับการเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: ส่งเสริมวัฒนธรรมการร่วมมือในสังคมการศึกษา
คุณสมบัติสำคัญของครูฟินแลนด์คือข้อใด
ก. จบปริญญาตรีก็เพียงพอ
ข. ไม่ต้องผ่านการคัดเลือก
ค. ต้องมีวุฒิปริญญาโทและผ่านการคัดเลือกเข้มงวด
ง. ไม่ต้องมีความรู้ด้านจิตวิทยา
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูต้องมีคุณวุฒิสูงและผ่านการคัดเลือกเข้มงวด
ระบบการศึกษาฟินแลนด์ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร
ก. แยกโรงเรียนเก่งและอ่อน
ข. ให้ทุกคนเรียนพิเศษ
ค. ไม่มีโรงเรียนเอกชนและสนับสนุนเท่าเทียม
ง. ให้สอบแข่งขันทุกระดับ
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบโรงเรียนมีความเท่าเทียม ไม่มีการแบ่งแยกความสามารถ
บทบาทของรัฐฟินแลนด์ด้านสวัสดิการนักเรียนคือข้อใด
ก. ให้เรียนเองโดยไม่มีการสนับสนุน
ข. สนับสนุนอาหาร สุขภาพ และสุขภาพจิต
ค. เน้นเฉพาะผลสอบ
ง. ลดงบประมาณโรงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: รัฐสนับสนุนรอบด้านเพื่อสร้างความพร้อมในการเรียนรู้
ข้อใดเป็นผลลัพธ์สำคัญของระบบการศึกษาฟินแลนด์
ก. นักเรียนแข่งขันกันสูง
ข. นักเรียนมีความเครียดสูง
ค. นักเรียนมีคุณภาพชีวิตและทักษะชีวิตที่สมดุล
ง. เน้นการสอบเข้มข้นทุกระดับ
เฉลย: ค
เหตุผล: ผลลัพธ์คือผู้เรียนมีสมดุลชีวิต ไม่ใช่แข่งขันอย่างเดียว