สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เด็ก 222 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตด้านการศึกษา

วันที่ 25 มกราคม 2566 กองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน (Education Cannot Wait) ออกแถลงการณ์ว่า เนื่องในวันการศึกษาสากล (International Day of Education) บรรดาผู้นำทั่วโลกต้องทำตามคำมั่นสัญญาในการมอบการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่ทุกคนภายในปี 2573 

การศึกษาคือการลงทุนเพื่อสันติภาพท่ามกลางสงคราม คือ การลงทุนเพื่อความเสมอภาคท่ามกลางความอยุติธรรม คือการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งท่ามกลางความยากจน 

เราต้องไม่หลงลืมว่า วิกฤตการศึกษาทั่วโลกกำลังคุกคามผลลัพธ์ของการพัฒนาตลอดหลายทศวรรษ กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งใหม่ และทำลายความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก 

อย่างที่นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้เน้นย้ำในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการพลิกโฉมการศึกษาว่า หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงโลกภายในปี 2573 ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประชาคมโลกจะต้องให้ความสนใจกับวิกฤต (การศึกษา) อย่างที่ควรจะเป็น 

เมื่อครั้งที่กองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกองทุนสนับสนุนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินและวิกฤตที่ยืดเยื้อขององค์การสหประชาชาติ ก่อตั้งขึ้นในปี 2559 จำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตและต้องการความช่วยเหลือด้านการศึกษาอยู่ที่ราว 75 ล้านคน แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นสามเท่า สู่ระดับ 222 ล้านคนแล้วose

ในบรรดาเด็ก 222 ล้านคนที่ถูกพรากสิทธิในการศึกษา เพราะผลกระทบที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณของความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตที่ยืดเยื้ออื่น ๆ นั้น มีเด็กประมาณ 78 ล้านคนที่ต้องออกจากโรงเรียน ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศฝรั่งเศส อิตาลี หรือสหราชอาณาจักรเสียอีก 

เราได้เห็นปัญหาดังกล่าวจากหลายกรณี ทั้งสงครามในยูเครน ความท้าทายในการอพยพชาวเวเนซุเอลาไปยังโคลัมเบียและอเมริกาใต้ การปฏิเสธการศึกษาสำหรับเด็กหญิงในอัฟกานิสถาน และภัยแล้งอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแถบจะงอยแอฟริกา (Horn of Africa) ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตความอดอยากอย่างรุนแรงกับประชาชน 22 ล้านคน เพราะเราอยู่ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน 

ปัญหาของแอฟริกา ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ และอื่น ๆ เป็นปัญหาของโลกที่เราอยู่ร่วมกัน ท่ามกลางความขัดแย้ง การอพยพย้ายถิ่น และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลนานาประเทศ เช่น โคลัมเบีย กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาสภาพความเป็นอยู่และการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็ก ๆ บริเวณชายแดนที่เข้าถึงยาก

ความหวังยังมีอยู่ กองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉินและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สามารถเข้าถึงเด็ก 7 ล้านคนในเวลาเพียง 5 ปี โดยใช้วิธีการทำงานแบบใหม่ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างรวดเร็วและดำเนินการพัฒนาเชิงลึก และตั้งเป้าว่าจะเข้าถึงเด็ก ๆ อีก 20 ล้านคน ภายใน 4 ปีข้างหน้า 

ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ บรรดาผู้นำจากทั่วโลกจะมารวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมการประชุมด้านการเงินระดับสูงของกองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน (Education Cannot Wait High-Level Financing Conference) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ งานนี้ร่วมเป็นเจ้าภาพโดยกองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉินและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และร่วมกันจัดโดยประเทศโคลัมเบีย เยอรมนี ไนเจอร์ นอร์เวย์ และเซาท์ซูดาน

โดยเปิดโอกาสให้ผู้นำระดับโลก ภาคธุรกิจ มูลนิธิ และบุคคลที่มีความมั่งคั่งระดับสูง ได้ทำตามคำมั่นสัญญาของเราในการส่งเสริมการศึกษาสำหรับทุกคน เป้าหมายคือการระดมทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 4 ปีข้างหน้า 

ในฐานะเจ้าภาพร่วมของการประชุมครั้งสำคัญนี้ เราขอเรียกร้องให้คนทั่วโลกมาร่วมลงทุนด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเรามีคำมั่นสัญญาที่ต้องรักษา 

ทั้งนี้ แถลงการณ์นี้ร่วมลงนามโดย อิกนาซิโอ กัสซิส ( Ignazio Cassis) มนตรีแห่งสมาพันธ์ของสมาพันธรัฐสวิส, สเวนยา ชูลซ์ (Svenja Schulze) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของเยอรมนี, อิบราฮิม นาตาตู (Ibrahim Natatou) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไนเจอร์, แอนน์ บีธ ทวินเนอไรม์ (Anne Beathe Tvinnereim) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาระหว่างประเทศของนอร์เวย์,

อาวุต เดง อาคุล (Awut Deng Acuil) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของเซาท์ซูดาน, อเลฮานโดร กาวิเรีย (Alejandro Gaviria) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของโคลัมเบีย และ กอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ผู้แทนพิเศษด้านการศึกษาขององค์การสหประชาชาติ และประธานคณะกรรมการกำกับดูแลระดับสูงของกองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน 

กองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน ออกแถลงการณ์ เด็ก 222 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตด้านการศึกษา  

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 มกราคม 2566

เกี่ยวข้องกัน

ปลดล็อกความเหลื่อมล้ำ ยกระดับทักษะเยาวชนสู่ ‘ตลาดแรงงานคุณภาพสูง’ 

หากพิจารณาในกลุ่มประชากรวัยแรงงานที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จะพบผู้ที่มีวุฒิการศึกษาภาคบังคับหรือต่ำกว่า มากถึง 16 ล้านคน ซึ่งได้รับค่าแรง สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตระดับต่ำ ฉะนั้น หากสังคมมุ่งให้ความสนใจต่อกลุ่มประชากรที่อยู่ในวัยผลัดเปลี่ยนจากรั้วโรงเรียนสู่ชีวิตการทำงาน อาจช่วยให้ประชากรกลุ่มนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การศึกษา หรืออย่างน้อยทำให้พวกเขาเติมเต็มศักยภาพของตนเองได้ 

คำถามสำคัญคือ ทักษะใดที่จะทำให้พวกเขาสามารถแข่งขันใน ตลาดแรงงานคุณภาพสูง และใช้ชีวิตของตนได้อย่างมีความหมาย? 

เราได้คำตอบของคำถามข้างต้นนี้แล้ว จากบทความเรื่อง ข้อเสนอ กสศ. ปลดล็อกความเหลื่อมล้ำ ยกระดับทักษะเยาวชนสู่ ตลาดแรงงานคุณภาพสูง” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมีรายละเอียดมาจากการประชุม เวทีนโยบายการพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานสู่ความพร้อมรับมือตลาดแรงงานยุคใหม่’ ในหัวข้อปลดล็อกความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษาผ่านการพัฒนา ทักษะพื้นฐานของการทำงานในโลกยุคใหม่’ ที่ทาง กสศ. จัดขึ้นในวันที่ 18 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา

โดยในงานเสวนานี้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงจากหลายหน่วยงานมาระดมสมองเพื่อชี้แนะแนวทางในการที่ประเทศไทยจะสามารถ ปลดล็อกความเหลื่อมล้ำ ยกระดับทักษะเยาวชนสู่ ตลาดแรงงานคุณภาพสูง”

 

ชี้ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นของเยาวชนไทย กุญแจไขสู่ ตลาดแรงงานคุณภาพสูง

ต้องยอมรับว่าวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเสมือนตัวเร่งที่แสดงให้เห็นว่าในสังคมไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยังคงส่งผลกระทบกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทว่า เมื่อเหรียญยังมีสองด้าน วิกฤตนี้เองจึงทำให้เกิดโอกาสให้มีการหยิบเอา ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มาเป็นวาระแห่งชาติ และระดมสมองเพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสมด้วย 

ทั้งนี้ หนึ่งในวิธีการแก้ไขที่ โคจิ มิยาโมโตะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารโลก วิทยากรคนสำคัญในงานเสวนาครั้งนี้ได้นำเสนอ คือ การเริ่มทบทวนทักษะมูลฐานบางประการ โดยเฉพาะทักษะพื้นฐาน (foundational skill) ในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

·      ทักษะการอ่านเขียน (literacy skill) เกี่ยวข้องกับการใช้ตรรกะ ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหา ความสามารถทางการพูด การคำนวณ รากฐานของการเรียนรู้ในระยะยาว

·      ทักษะดิจิทัล (digital skill) ความเข้าใจ การจัดการ และสังเคราะห์ข้อมูลด้าน ICT (Information and Communication Technology) อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

·      ทักษะอารมณ์สังคม (socio-emotional skill) ความสามารถด้านอารมณ์ ความเห็นอกเห็นใจ ความมั่นคงทางอารมณ์ ความยืดหยุ่น ความอดทนและการปรับตนเองเข้ากับสถานการณ์ได้ 

โดย โคจิ พยายามแสดงให้เห็นว่า ทักษะการอ่านเขียน ทักษะดิจิทัล และทักษะอารมณ์สังคม แม้ดูเหมือนสิ่งธรรมดาสามัญ แต่กลับมีผลต่อทั้งระดับปัจเจก สังคม และประเทศอย่างมีนัยสำคัญ 

เขาเน้นย้ำว่า การพัฒนาทักษะเหล่านี้ต้องอาศัยการพัฒนาแบบองค์รวม ไล่เลียงตั้งแต่ชั้นเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ทั้งในและนอกระบบ กระทั่งการเรียนเสริม การฝึกอบรม และงานอาสาสมัคร ล้วนต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องและจำเป็นต้องมีเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน สิ่งสำคัญคือต้องได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก 

หากทรัพยากรมนุษย์ได้รับการเติมเต็มทักษะพื้นฐานครบทั้ง 3 ด้านแล้ว นอกจากจะสามารถดูแลตนเอง พวกเขาย่อมมีศักยภาพดูแลผู้อื่น ช่วยให้ภาครัฐสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลประชากรที่มีปัญหา ขณะเดียวกัน ภาคผู้ประกอบการก็สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น คนเหล่านี้จะสามารถขยับฐานะทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาประเทศและเพิ่มโอกาสในการก้าวพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางในที่สุด 

อย่างไรก็ดี งานศึกษาเรื่อง Building on Solid Foundations: Prioritising Universal, Early, Conceptual and Procedural Mastery of Foundational Skills (2020) ค้นพบว่า เด็กในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังขาดทักษะพื้นฐาน ฉะนั้น การจัดลำดับความสำคัญของการเรียนรู้เสียใหม่จึงมีความจำเป็น เพื่อเพิ่มพูนทักษะขั้นพื้นฐาน นำไปสู่การศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ด้านหลังอย่างแท้จริง โดยสรุปแนวทางไว้ดังนี้

·      ความเป็นสากล (universal) เด็กทุกคนบนโลกควรได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

·      เริ่มเร็ว (early) เด็กทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนทักษะพื้นฐานตั้งแต่ช่วงต้นของการเข้าโรงเรียน

·      แนวคิด (conceptual) เด็กทุกคนต้องเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังของสิ่งที่ตนกำลังเรียนรู้ ไม่ใช่ท่องจำเนื้อหาเพียงอย่างเดียว

·      เป็นขั้นเป็นตอน (procedal) เด็กทุกคนต้องฝึกฝนการแก้ไขปัญหาและสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริง

·      เชี่ยวชาญ (mastery) เด็กทุกคนสามารถบรรลุศักยภาพตามเกณฑ์ และสามารถนำทักษะพื้นฐาน เช่น การรู้หนังสือ การคำนวณ และการจัดการอารมณ์ไปต่อยอดในสิ่งที่ตนเลือกและตัดสินใจ

 

ปรับงานวิจัยสู่ข้อเสนอนโยบาย ปูทางสู่ “การศึกษายุคใหม่”

วิทยากรท่านต่อมาได้สานต่อประเด็นจากงานวิจัยที่ โคจิ ได้หยิบยกขึ้นมาและพบว่าเด็กในประเทศกำลังพัฒนาร้อยละ 52 ไม่สามารถอ่านหนังสือได้ และครึ่งหนึ่งของเด็กผู้หญิงที่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ไม่สามารถอ่านประโยคง่ายๆ ได้ 

ดังนั้น ถ้าจะกล่าวว่าเด็กทั่วโลกกำลังขาดแคลนทักษะขั้นพื้นฐานก็ไม่น่าจะผิดนัก มากไปกว่านั้น ทักษะการเชื่อมโยงเหตุผลยังประสบปัญหาอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ผลสำรวจในอินเดียระบุว่า เด็กร้อยละ 86 สามารถตอบได้ว่า กุญแจมีความยาวเท่าไร หากเริ่มวัดสเกลตั้งแต่ 0 แต่เมื่อตั้งคำถามถึงความยาวของดินสอโดยเริ่มวัดสเกลตั้งแต่เลข 2 ขึ้นไป เด็กเกือบร้อยละ 40 กลับไม่สามารถตอบได้ 

ดังนั้น งานศึกษาชิ้นนี้จึงมองว่า เด็กควรเรียนรู้การอ่าน เพื่อสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (Learn to read, so you can read to learn) พร้อมเสนอว่า ผู้กำหนดนโยบายต้องมีความแน่วแน่ว่า เด็กทุกคนควรบรรลุการอ่าน การเขียน และการคำนวณตามเกณฑ์อายุ ส่วนหน่วยงานด้านการศึกษาควรปฏิรูปหลักสูตร อบรม และควรสนับสนุนการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กมีทักษะที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิต 

ขณะที่งานวิจัยเรื่อง Education and Employability: The Critical Role of Foundational Skills (2022) ระบุว่า แม้ทักษะพื้นฐานจะมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม แต่เด็กส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนากลับไม่ได้รับทักษะพื้นฐานตามที่คาดหวัง จึงทำให้การพัฒนาทักษะเชิงเทคนิค (Technical and Vocational Education Training: TVET) หรือทักษะกลุ่มอาชีวศึกษา มีความติดขัดหรือไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน 

แต่ ผศ.ดร.ศุภชัย กลับมองว่า รัฐจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ทั้งการเรียนการสอนในสายสามัญก็ดี หรือในสายอาชีพก็ดี ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าให้กับแรงงาน และส่งผลเชิงบวกต่อตลาดการจ้างงานทั้งสายอาชีพและสายสามัญเพราะงานวิจัยล่าสุดของ The Research on Improving Systems of Education (RISE) ยังเสนอว่า การเสริมรากฐานของการพัฒนาทักษะเชิงเทคนิค (TVET) ต้องเริ่มจากการลงทุนในการศึกษาระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้ทักษะการอ่าน การเขียน และการคำนวณ 

และเมื่อขยับจากภาพใหญ่ทั่วโลกเข้ามาในสังคมไทย ผศ.ดร.ศุภชัย ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยขาดการพัฒนาทักษะพื้นฐานอย่างเป็นระบบ การเติมเต็มทักษะพื้นฐานมักขึ้นอยู่กับทักษะการสอนของครูแต่ละคนเสียมากกว่า ขณะเดียวกัน ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมากช่วยเหลือผู้พิการ เด็ก ผู้สูงอายุ และวัยแรงงาน หากแต่ยังขาดการเติมเต็มนโยบายด้านการพัฒนาทักษะพื้นฐาน เพราะฉะนั้น การลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานโดยการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นระบบ (resource allocation) จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน

ถ้าเรายังไม่หลุดพ้นจากการใช้งบประมาณเพื่อสนับสนุนการบริโภค โดยไม่ได้ใช้เพื่อการลงทุน และไม่ได้เป็นการลงทุนระยะยาวในการพัฒนาคน จะทำให้เราหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางหรือก้าวพ้นความเหลื่อมล้ำได้ยาก” ผศ.ดร.ศุภชัย สรุป 

หากต้องศึกษาวิจัยเรื่องนี้เพิ่มเติม ดร.สมชัย จิตสุชน ชวนมองต่อไปว่า การมีนโยบายรูปธรรมอาจต้องเริ่มจากการออกแบบงานศึกษาที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรประชาการ (ฐานะ ที่อยู่อาศัย และระดับการศึกษา) กับตัวแปรทักษะต่างๆ เพื่อหาคำตอบว่าทักษะใดสามารถสร้างรายได้ได้ดีที่สุดสำหรับแต่ละกลุ่มประชากร 

นอกจากนี้ ดร.สมชัย ยังเสนอว่า ควรทำวิจัยเชิงนิเวศการเรียนรู้ (learning ecosystem) เพื่อหาปัจจัยที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก เขายกตัวอย่างว่า การใช้เวลาของผู้ปกครองมีผลต่อพัฒนาการเด็ก แต่ปัญหาคือผู้ปกครองซึ่งเป็นกลุ่มประชากรวัยแรงงาน จะมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากน้อยเพียงใด

มากไปกว่านั้น การเพิ่มขึ้นของ ครอบครัวแหว่งกลาง’ หรือครอบครัวที่เด็กต้องอยู่อาศัยกับผู้สูงอายุ ยังส่งผลต่อระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ต่างออกไป ทักษะที่จำเป็นจึงอาจครอบคลุมไปถึงทักษะการเลี้ยงดูเด็กของผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน 

ข้อสรุปของ ดร.สมชัย คือรัฐไทยไม่ควรกำหนดนโยบายที่ชี้ชัดว่า ทักษะใดคือทักษะที่จำเป็น เพราะโลกหมุนเร็วเกินกว่าจะตามทัน แต่สามารถกำหนดนโยบายเชิง ‘market-based’ หรือส่งเสริมให้กลไกตลาดทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคม เช่น คนที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่ามัธยมต้น จะได้รับคูปองมูลค่า 6,000 บาท ทุกรอบ 3 ปี สำหรับการฝึกอบรมทักษะใหม่ๆ ตามศูนย์อบรมของเอกชน ซึ่งแต่ละศูนย์จะต้องแข่งขันกันจัดอบรมเพื่อค้นหาทักษะที่จำเป็นในช่วงนั้นๆ 

โดย ดร.สมชัย คาดการณ์ว่า นโยบายนี้อาจใช้งบประมาณเทียบเท่ากับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นโครงการเชิงสงเคราะห์มากกว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 

เปิดศักราช “อาชีวศึกษายุคใหม่” ต้องพัฒนาหลักสูตรเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการ

มาถึงมุมมองจากผู้บริหารในด้านอาชีวศึกษา ร.ท.สมพร ปานดำ ยอมรับว่า เด็กที่เรียนในระบบอาชีวศึกษา ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะยากจนและมีปัญหา นำมาสู่ปัญหาด้านค่าใช้จ่าย การเรียนการสอน และการผลิตผลงานวิชาการ ฉะนั้น หากเด็กในรั้วอาชีวศึกษาได้รับการปลูกฝังทักษะพื้นฐานตั้งแต่ต้น จะทำให้เด็กอยู่ในบรรยากาศของการเรียนรู้ สามารถเรียนจบและมีงานทำได้ 

โดยปัจจุบัน อาชีวศึกษาเปิดสอน 3 หลักสูตร ได้แก่ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ (ทล.บ.) รวมเป็น 66 สาขาวิชา เนื้อหาสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม โดยเน้น hard skills หรือทักษะเชิงเทคนิคเป็นหลัก คณะกรรมการการอาชีวศึกษาพยายามออกแบบหลักสูตรระยะสั้นเพื่อเพิ่ม soft skills ซึ่งเป็นทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และปฏิเสธไม่ได้ว่า ทักษะการอ่านและการสื่อสารภาษาต่างประเทศ อาจเป็นโจทย์สำคัญของอาชีวศึกษาในอนาคต เพราะลำพังทักษะภาคปฏิบัติการ อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในระยะยาว 

ในมุมของการออกแบบหลักสูตรเพื่อป้อนตลาดแรงงาน ร.ท.สมพร จึงเน้นย้ำในวงเสวนาว่า “การทำงานร่วมกันระหว่างอาชีวศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือกระทั่งเครือข่ายผู้ประกอบการ เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาอาชีวศึกษาที่อาจสลัดคราบด้านลบได้หมดจด และทักษะผู้ประกอบการและทักษะการเงินการลงทุน อาจทำให้เด็กอาชีวะไม่จำเป็นต้องเป็นลูกจ้างเสมอไป” 

ในส่วนของบทสรุปจากเสวนาครั้งนี้ มีข้อเสนอจาก ดร.สมชัย ที่เน้นย้ำว่าภาครัฐก็ควรทุ่มทรัพยากรอย่างเท่าเทียมเพื่อป้องกันการตกหล่น และแม้จะใช้งบประมาณมหาศาล แต่ย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และที่สุดแล้วระบบการประเมินหรือการให้คุณค่าแก่ทักษะที่จำเป็นก็นับว่ามีความสำคัญ เช่น ใบปริญญาหรือเกียรติบัตร อาจไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ประเมินเงินเดือนหรือค่าตอบแทนอีกต่อไป ซึ่งหากมีเครื่องมืออื่นสำหรับตรวจสอบทักษะความสามารถได้โดยตรง ก็อาจเป็นวิธีหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและนำไปสู่ความเท่าเทียมของรายได้ด้วยเช่นกัน 

 

ที่มา ; SALIKA

สรุปสาระสำคัญ 

บทความกล่าวถึงแถลงการณ์ของกองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน (Education Cannot Wait) เนื่องในวันการศึกษาสากล เรียกร้องให้ผู้นำโลกเร่งลงทุนด้านการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการศึกษาที่มีคุณภาพถ้วนหน้าในปี 2573 โดยชี้ว่าการศึกษาเป็นการลงทุนเพื่อสันติภาพ ความเสมอภาค และความมั่งคั่งท่ามกลางวิกฤตโลก

ปัจจุบันวิกฤตการศึกษาทั่วโลกส่งผลกระทบต่อเด็กกว่า 222 ล้านคน และมีเด็ก 78 ล้านคนหลุดจากระบบโรงเรียนจากสงคราม ความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตยืดเยื้อในหลายภูมิภาค เช่น ยูเครน เวเนซุเอลา อัฟกานิสถาน และแอฟริกาตะวันออก

แม้ปัญหาจะรุนแรง แต่กองทุน ECW สามารถช่วยเด็กได้หลายล้านคน และมีเป้าหมายขยายความช่วยเหลือเพิ่ม รวมถึงการประชุมระดมทุนที่เจนีวาเพื่อระดมเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์

บทความยังเน้นว่าทักษะพื้นฐาน ได้แก่ การอ่านเขียน ทักษะดิจิทัล และทักษะสังคมอารมณ์ เป็นหัวใจของการพัฒนาคนและเศรษฐกิจ แต่หลายประเทศยังขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

จึงเสนอให้ลงทุนตั้งแต่ปฐมวัย ปฏิรูปหลักสูตร พัฒนาทักษะอาชีพ (TVET) ใช้แนวทางเชิงนโยบายที่ยืดหยุ่น และบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อยกระดับแรงงานสู่ตลาดคุณภาพสูงและลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

จุดมุ่งหมายสำคัญของ Education Cannot Wait คือข้อใด
ก. ส่งเสริมการเรียนออนไลน์ทั่วโลก
ข. จัดตั้งโรงเรียนในประเทศพัฒนาแล้ว
ค. สนับสนุนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินและวิกฤต
ง. พัฒนาหลักสูตรมหาวิทยาลัย

เฉลย: ก.
เหตุผล: ECW มุ่งช่วยการศึกษาในพื้นที่วิกฤต ไม่ใช่ระบบปกติ

 

ข้อ 2

ตัวเลขเด็กที่ได้รับผลกระทบทางการศึกษาทั่วโลกปัจจุบันคือเท่าใด
ก. 75 ล้านคน
ข. 222 ล้านคน
ค. 100 ล้านคน
ง. 50 ล้านคน

เฉลย: ข.
เหตุผล: บทความระบุเพิ่มขึ้นเป็น 222 ล้านคน

 

ข้อ 3

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาคือข้อใด
ก. เทคโนโลยีไม่ทันสมัย
ข. ขาดครู
ค. สงครามและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ง. ค่าใช้จ่ายสูงอย่างเดียว

เฉลย: ค.
เหตุผล: เน้นสงคราม ความขัดแย้ง และ climate change

 

ข้อ 4

ทักษะพื้นฐานสำคัญตามบทความคือข้อใด
ก. กีฬา ดนตรี ศิลปะ
ข. ภาษาเดียว
ค. การท่องจำ
ง. การอ่านเขียน ดิจิทัล และอารมณ์สังคม

เฉลย: ง.
เหตุผล: เป็น 3 ทักษะหลักที่กล่าวถึงในบทความ

 

ข้อ 5

เป้าหมายการระดมทุนของ ECW คือเท่าใด
ก. 1.5 พันล้านดอลลาร์
ข. 500 ล้านดอลลาร์
ค. 10 พันล้านดอลลาร์
ง. 100 ล้านดอลลาร์

เฉลย: ก.
เหตุผล: ระดมทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์ใน 4 ปี

 

ข้อ 6

แนวทางแก้ปัญหาการศึกษาที่สำคัญคือข้อใด
ก. ลดงบการศึกษา
ข. ลงทุนตั้งแต่ปฐมวัย
ค. ลดจำนวนโรงเรียน
ง. ใช้เฉพาะการเรียนออนไลน์

เฉลย: ข.
เหตุผล: เน้นการลงทุนตั้งแต่ปฐมวัยเป็นฐานสำคัญ

 

ข้อ 7

TVET ในบทความหมายถึงอะไร
ก. การเรียนภาษา
ข. การศึกษาทางไกล
ค. การศึกษาอาชีวะและทักษะเทคนิค
ง. การศึกษาพิเศษ

เฉลย: ค.
เหตุผล: TVET คืออาชีวศึกษาและทักษะอาชีพ

 

ข้อ 8

ปัญหาสำคัญของประเทศไทยด้านการศึกษาคือข้อใด
ก. ขาดครูต่างชาติ
ข. งบประมาณไม่พอ
ค. ไม่มีมหาวิทยาลัย
ง. ความเหลื่อมล้ำและขาดระบบทักษะพื้นฐาน

เฉลย: ง.
เหตุผล: เน้นความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาทักษะไม่เป็นระบบ

 

ข้อ 9

แนวคิด “market-based policy” คืออะไร
ก. รัฐควบคุมทั้งหมด
ข. ให้ตลาดและการแข่งขันช่วยพัฒนาทักษะ
ค. ยกเลิกการศึกษา
ง. แจกทุนแบบถาวร

เฉลย: ข.
เหตุผล: ใช้กลไกตลาดและการแข่งขันพัฒนาทักษะ

 

ข้อ 10

เป้าหมายสูงสุดของการลงทุนด้านการศึกษาคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียน
ข. ลดค่าใช้จ่ายรัฐ
ค. ลดเวลาการเรียน
ง. ลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพแรงงาน

เฉลย: ง.
เหตุผล: มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพทรัพยากรมนุษย์

 
 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น