
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวการปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันของนักเรียน ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาอนุมัติปรับเพิ่มอัตราค่าอาหารกลางวันของนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นเด็กเล็กถึงประถมศึกษาปีที่ 6 (ป.6) ของสถานศึกษาในทุกสังกัด ซึ่งมีจำนวน 51,637 โรงเรียน จากปัจจุบันที่ได้รับในอัตรา 21 บาทต่อคนต่อวัน โดยปรับเพิ่มขึ้นในอัตราตามขนาดของโรงเรียน ตามที่ศธ. เสนอ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายและวัตถุดิบในการประกอบอาหารมีราคาสูงขึ้น โดยการจัดอาหารให้กับนักเรียนในแต่ละมื้อต้องคำนึงถึงคุณค่าตามหลักโภชนาการ 5 หมู่ที่นักเรียนควรได้รับ และในปริมาณที่เหมาะสม
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า การปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนระดับชั้นเด็กเล็กถึงชั้น ป.6 ในอัตราตามขนาดของโรงเรียนครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
· โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 1-40 คน มีจำนวน 16,691 แห่ง จำนวนนักเรียน 403,768 คน จะได้รับเงินค่าอาหารกลางวัน 36 บาทต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 15 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 71.43%
· โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 41-100 คน จำนวน 17,437 แห่ง จำนวนนักเรียน 1,126,246 คน ได้รับ 27 บาทต่อคนต่อวัน คิดเป็นเพิ่มขึ้น 28.57% กลุ่มที่สามโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 101-120 คน มีจำนวน 1,970 แห่ง ได้รับ 24 บาทต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 14.29% และ
· โรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 121 คนขึ้นไป มีจำนวน 15,539 แห่ง จำนวนนักเรียน 4,147,557 คน ได้รับค่าอาหารกลางวัน 22 บาทต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.76%
“การปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันเป็นอัตราตามขนาดของโรงเรียน นอกจากจะส่งผลให้นักเรียนทุกคนได้รับอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักโภชนาการแล้ว ยังเป็นการแก้ปัญหาให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี เนื่องจากปัจจุบันมีโรงเรียนขนาดเล็กทุกสังกัดรวมจำนวน 36,098 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 63.90 ของโรงเรียนทั้งหมด ที่รับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันนักเรียน ซึ่งมีอยู่จำนวน 51,637 โรงเรียน ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กต้องมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในการบริหารจัดการประกอบอาหารกลางวัน เช่น ค่าจ้างแม่ครัว ค่าอุปกรณ์ ฯลฯ ที่เป็นต้นทุนคงที่ สูงมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งการปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันในอัตราตามขนาดโรงเรียนครั้งนี้ จะช่วยให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถบริหารจัดการและจัดหาอาหารกลางวันให้กับน้องๆ ได้เป็นอย่างดีและเหมาะสม รวมถึงครบถ้วนตามหลักโภชนาการ 5 หมู่ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กๆ สามารถสร้างการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีมีประสิทธิภาพ”น.ส.ตรีนุช กล่าว
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า สำหรับการปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันเป็นอัตราตามขนาดของโรงเรียนดังกล่าว จะเริ่มใช้ในการจัดทำแผนงบประมาณปี 2567 โดยจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 28,365,864,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดในอัตรา 21 บาทต่อคนต่อวัน เป็นเงิน 3,533,280,000 บาท ทั้งนี้ ครม.ยังมีมติเพิ่มเติมว่า สำหรับปีงบประมาณ 2566 ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจียดจ่ายงบประมาณที่มีมาเป็นค่าอาหารกลางวันตามอัตราใหม่ หากไม่เพียงพอให้ขอรับการสนับสนุนตามระเบียบสำนักงบประมาณ ทาง ศธ. จะหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางให้นักเรียนได้รับค่าอาหารกลางวันตามอัตราใหม่ โดยเร็วที่สุด
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ โรงเรียนที่ได้รับเพิ่มอัตราค่าอาหารกลางวัน จำนวน 51,637 โรงเรียน ทุกสังกัด ประกอบด้วย โรงเรียนในสังกัดศธ. ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.), โรงเรียนสังกัดกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน, สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) , สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (วธ.) , สังกัดกรุงเทพมหานคร และ สังกัดเมืองพัทยา
คณะรัฐมนตรีมีมติเพิ่มเงินอาหารกลางวัน กว่า 3.5 พันล. ‘ตรีนุช’ กางอัตราใหม่เน้นเด็ก ร.ร.ขนาดเล็กได้มากสุด
ที่มา ; มติชนออนไลน์
ข่าวเกี่ยวกัน
ครม.เพิ่มงบฯ ค่าอาหารกลางวันนักเรียน เด็กเล็ก-ป.6 ทั่วประเทศ
(8 พฤศจิกายน 2565) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูง แถลงข่าวมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบการปรับเพิ่มอัตราค่าอาหารกลางวันของนักเรียน ชั้นเด็กเล็ก-ป.6 ทั่วประเทศ
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติที่สำคัญอย่างยิ่งในการปรับเพิ่มอัตราค่าอาหารกลางวันของนักเรียน ตั้งแต่ระดับเด็กเล็กจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่ง ศธ.ได้เห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด แม้ปีที่ผ่านมาได้ขอปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันจาก 20 บาท เป็น 21 บาทแล้วก็ตาม แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ค่าครองชีพได้ปรับสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ต้นทุนของการประกอบอาหารสูงขึ้นตามไปด้วย ศธ.ได้เล็งเห็นปัญหาและกลับมาทบทวนตัวเลขที่เหมาะสมของอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนให้มีคุณภาพมากที่สุด ให้โภชนาการครบ 5 หมู่ เพราะเป็นช่วงวัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ส่งผลต่อพัฒนาการด้านกายภาพและความคิดสร้างสรรค์
สำหรับมติ ครม. ที่ได้ปรับอัตราค่าอาหารกลางวัน ได้ปรับอัตราให้ตามขนาดของโรงเรียนต่อคนต่อวัน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
· โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 1-40 คน ได้รับเงินค่าอาหารกลางวัน 36 บาท/คน/วัน
· โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 41-100 คน ได้รับเงินค่าอาหารกลางวัน 27 บาท/คน/วัน
· โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 101-120 คน ได้รับเงินค่าอาหารกลางวัน 24 บาท/คน/วัน
· โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 121 คนขึ้นไป ได้รับเงินค่าอาหารกลางวัน 22 บาท/คน/วัน
โดยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดในอัตรา 21 บาทต่อคนต่อวัน เป็นเงิน 3,533,280,000 บาท ซึ่งจะเริ่มใช้ในการจัดทำแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 28,365,864,000 บาท
เป้าหมายของอัตราค่าอาหารกลางวันตามขนาดของโรงเรียน จะเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา 5 สังกัด ได้แก่ 1) โรงเรียนสังกัด สพฐ. 2) โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) โรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน 4) สถานศึกษาสังกัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 5) สถานศึกษาสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ครอบคลุมนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 5,792,119 คน
ทั้งนี้ ครม.ยังมีมติเพิ่มเติมสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำงบประมาณที่มีมาเป็นค่าอาหารกลางวันตามอัตราใหม่ หากไม่เพียงพอให้ขอรับการสนับสนุนตามระเบียบสำนักงบประมาณ โดย ศธ.จะหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางให้นักเรียนได้รับค่าอาหารกลางวันตามอัตราใหม่ โดยเร็วที่สุด
ที่มา ; ศธ 360 องศา
สรุปสาระสำคัญ
บทความสะท้อนสถานการณ์ด้านสวัสดิการนักเรียนท่ามกลางภาวะค่าครองชีพและต้นทุนวัตถุดิบอาหารที่สูงขึ้น รัฐบาลโดยมติคณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันนักเรียนระดับเด็กเล็กถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกสังกัด จากอัตราเดิม 21 บาทต่อคนต่อวัน เป็นอัตราแบบ “ขั้นบันไดตามขนาดโรงเรียน” เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีต้นทุนคงที่สูง
หลักการสำคัญคือความเสมอภาคทางการศึกษาและการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านโภชนาการของเด็ก โดยยึดหลักอาหารครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ แนวคิดเชิงนโยบายมุ่ง “ลดความเหลื่อมล้ำ” ผ่านการจัดสรรงบประมาณแบบคำนึงถึงบริบทจริง มากกว่าการจัดสรรแบบเหมาจ่ายเท่ากันทั้งหมด
แนวปฏิบัติทางการศึกษาที่สำคัญ ได้แก่ การใช้ข้อมูลเชิงระบบในการกำหนดงบประมาณ การบูรณาการความร่วมมือหลายหน่วยงาน การเริ่มปรับใช้ในแผนงบประมาณปี 2567 และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในปี 2566 เพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์โดยเร็ว ทั้งหมดสะท้อนมุมมองที่เชื่อมโยง “โภชนาการ–คุณภาพการเรียนรู้–ประสิทธิภาพการจัดการสถานศึกษา” อย่างเป็นระบบ
ข้อสอบ
ข้อ 1 สาระเชิงนโยบายที่เป็น “เหตุผลหลัก” ของการปรับค่าอาหารกลางวันแบบอัตราตามขนาดโรงเรียน คือข้อใด
ก. เพื่อควบคุมงบประมาณไม่ให้เพิ่มมากเกินไป
ข. เพื่อให้ทุกโรงเรียนได้รับงบประมาณเท่ากัน
ค. เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนคงที่ของโรงเรียนขนาดเล็ก
ง. เพื่อเพิ่มภาระการบริหารให้สถานศึกษา
ข้อ 2 หากพิจารณาตามหลักความเสมอภาค (Equity) ทางการศึกษา มาตรการใดในบทความสะท้อนหลักการนี้ชัดเจนที่สุด
ก. การเพิ่มค่าอาหารกลางวันทุกระดับชั้น
ข. การจัดอาหารครบ 5 หมู่
ค. การจัดสรรงบประมาณตามจำนวนนักเรียน
ง. การจัดสรรงบประมาณแตกต่างตามบริบทโรงเรียน
ข้อ 3 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่เหมาะสมที่สุดหลังนโยบายนี้มีผลบังคับใช้คือข้อใด
ก. ลดคุณภาพอาหารเพื่อประหยัดงบ
ข. บริหารงบอาหารให้สอดคล้องโภชนาการและบริบทโรงเรียน
ค. โอนภาระค่าอาหารให้ผู้ปกครอง
ง. ใช้งบอาหารทดแทนงบพัฒนาอื่น
ข้อ 4 ความเชื่อมโยงที่ถูกต้องที่สุดระหว่าง “อาหารกลางวัน” กับ “คุณภาพการศึกษา” ตามบทความคือข้อใด
ก. อาหารกลางวันเป็นสวัสดิการที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน
ข. อาหารกลางวันช่วยลดภาระผู้ปกครองเท่านั้น
ค. โภชนาการที่เหมาะสมส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้
ง. อาหารกลางวันเป็นภาระงบประมาณระยะยาว
ข้อ 5 หากต้องประเมินความเสี่ยงเชิงนโยบายจากการดำเนินมาตรการนี้ ประเด็นใดควรเฝ้าระวังมากที่สุด
ก. จำนวนโรงเรียนที่ได้รับงบ
ข. ความโปร่งใสและประสิทธิภาพการใช้งบในระดับโรงเรียน
ค. การเพิ่มอัตราค่าอาหารในอนาคต
ง. การต่อต้านจากหน่วยงานต้นสังกัด
คลิกเฉลย >>>