
เลขาธิการ ก.ค.ศ. ยืนยันต่อคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ว่า PA ลดเอกสารจริง
รศ.ดร. สุรวาท ทองบุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรเพื่อหารือ หาทางช่วยเหลือ แก้ปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนของครู จากการรับคำสั่งหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอกอื่น ให้ปฏิบัติงานล้นกำลังที่จะปฏิบัติการได้ เบียดบังเวลาในการจัดการเรียนการสอน ขาดขวัญกำลังใจ
โดยขอให้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเป็นวาระเร่งด่วน การประชุม กมธ.กรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ได้เชิญตัวแทน สพฐ. และ ก.ค.ศ. มาร่วมประชุมเพื่อหารือหาทางช่วยเหลือตามหนังสือที่ยื่น โดย รศ.ดร. สุรวาท ทองบุ ได้ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอประเด็นหารือเพื่อแก้ปัญหาภาระงานครูล้นและปัญหาการประเมินวิทยฐานะแบบ PA กับ สพฐ. และ ก.ค.ศ. ดังนี้
ข้อสังเกตและข้อเสนอประเด็นหารือกับ สพฐ.
1. สพฐ. ควรยกเลิกหรืองดโครงการ กิจกรรมที่ทำให้โรงเรียนได้รับคำสั่งให้ดำเนินการซึ่งเป็นการเบียดบังเวลาในการจัดการเรียนการสอนของครู เช่น การสำรวจ การประชุมชี้แจง การอบรม การสัมมนา การรับนิเทศติดตาม การรายงาน การรับประเมิน การประกวด การแข่งขัน จัดแสดงผลงาน เป็นต้น
2. หากยังจำเป็นต้องดำเนินโครงการหรือกิจกรรม ควรปรับกิจกรรมหรือโครงการไม่ต้องให้ดำเนินการตามข้อ 1 ทำเท่าที่จำเป็น
3. ควรลดงบประมาณค่าดำเนินงาน ในโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ของ สพฐ. จาก 1.5 หมื่นล้านบาท เหลือ 500 ล้านบาท แล้วนำไปจัดสรรให้กับโรงเรียน
4. ลดบุคลากร ของ สพฐ. และเขตพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด แล้วโอนบุคลากรไปที่โรงเรียนและโอนงบประมาณไปตั้งไว้ที่โรงเรียนให้มากที่สุด
5. ควรมีการบรรจุแต่งตั้งผู้อำนวยการสถานศึกษา ธุรการ ภารโรง ให้ครบโรงเรียน บรรจุแต่งตั้งครูให้ครบชั้น ครบวิชา เป็นไปตามหลักเกณฑ์อัตรากำลังของโรงเรียน (ว23) จากข้อหารือในประเด็นที่เสนอ ตัวแทน สพฐ. รับไปพิจารณา
ส่วนข้อสังเกตและข้อเสนอประเด็นหารือกับ ก.ค.ศ.
1. การดำเนินการตามข้อตกลงจะส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนจริงหรือไม่ และครูได้รับการพัฒนาจริงหรือไม่
2. การเตรียมการรับการประเมินตามลักษณะงานที่ปฏิบัติตามมาตรฐานตำแหน่ง ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง ริเริ่ม พัฒนา (Originate & Improve) ครูต้องเสียเวลาในการเตรียมหลักฐาน เอกสาร มากหรือไม่
3. รอบการประเมินไม่สอดคล้องกันระหว่างปีงบประมาณกับปีการศึกษา เนื่องจากการทำข้อตกลงในการพัฒนางานจัดทำตามปีงปบประมาณ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 กันยายนของปีถัดไป ในขณะที่การวางแผนการจัดการเรียนการสอนมีการเปิดภาคการศึกษา 16 พฤษภาคม – 30 เมษายน ของปีถัดไป จะพิจารณาอย่างไร
4. การประเมินใช้กรรมการจำนวนมาก จะมีปัญหาในการบริการจัดการและมีงบประมาณในการดำเนินงานหรือไม่
5. การจัดทำไฟล์นำเสนอวีดิทัศน์บันทึกการสอน และไฟล์นำเสนอวีดิทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหา ที่มา หรือแรงบันดาลใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กำหนดเงื่อนไขจุกจิกเกินไปหรือไม่
6. ระยะเวลาในการขอเลื่อนวิทยฐานะ และเกณฑ์การลดเวลา อาจผ่านได้ยาก เพราะต้องได้รับผลการประเมินปฏิบัติงานในระดับดีเด่น 4 รอบ ยากเกินไปหรือไม่
รศ.ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมต่อกรรมาธิการ ดังนี้
1. ก.ค.ศ.ยืนยันในหลักการหากครูดำเนินการตามข้อตกลงจะส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนและครูได้รับการพัฒนาจริง
2. การเตรียมการรับการประเมินตามลักษณะงานที่ปฏิบัติตามมาตรฐานตำแหน่ง ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง ริเริ่ม พัฒนา (Originate & Improve) ครูไม่ต้องเสียเวลาในการเตรียมหลักฐาน เอกสาร เพราะการดำเนินการต่าง ๆ ครูต้องทำอยู่แล้ว โดยมีผู้บริหารติดตามรับรู้การปฏิบัติงานตลอดปีเป็นระยะ
3. เงื่อนไขการส่งไฟล์นำเสนอการสอนและไฟล์นำเสนอปัญหา ที่มา หรือแรงบันดาลใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จะส่งกรณีขอเลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้นเท่านั้น
4. กรรมการที่ใช้ในการประเมินประจำปีเพื่อเลื่อนเงินเดือนและคงวิทยฐานะ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา และอีก 2 คน จากผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นศึกษานิเทศก์หรือเคยเป็นศึกษานิเทศก์ (วิทยฐานะไม่ต่ำกว่าชำนาญการพิเศษ) ผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษา (ไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์) ครูผู้สอน (ไม่ต่ำกว่าชำนาญการพิเศษ) ผู้ทรงคุณวุฒินอกสถานศึกษา (มีความรู้ความเหมาะสม)
ส่วนกรรมการที่ใช้ในการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ก.ค.ศ. จะคัดเลือกผู้ประเมินไว้ตามคุณสมบัติและจะมีการสุ่มผู้ประเมินจากระบบของ ก.ค.ศ. ส่วนประเด็นรอบการประเมินไม่สอดคล้องกันระหว่างปีงบประมาณกับปีการศึกษา และประเด็นเกณฑ์การลดเวลาขอเลื่อนวิทยฐานะ ก.ค.ศ. รับไปพิจารณา
พร้อมนี้คณะกรรมาธิการการศึกษาและตัวแทนครูได้ร่วมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลายเพื่อหารือทำความเข้าใจร่วมกัน ทั้งนี้ รศ.ดร. สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการการศึกษา ได้ให้ข้อเสนอต่อ ก.ค.ศ. และ สพฐ. เพื่อพิจารณาเพิ่มเติม ดังนี้
1. ควรเร่งสร้างความเข้าใจระหว่างผู้กำหนดเกณฑ์และผู้ใช้เกณฑ์ให้ตรงกัน
2. ควรทำไฟล์นำเสนอวีดิทัศน์ตัวอย่าง
3. ควรปรับเกณฑ์เพื่อใช้สำหรับโรงเรียนที่ขาดแคลนบุคลากรเป็นการเฉพาะโดยให้คะแนนจากการปฏิบัติงานอื่นด้วย
4. เกณฑ์การประเมินเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนควรให้มีสัดส่วนที่สูงขึ้นและเน้นผลที่เกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดา (Normally)
5. เกณฑ์การประเมินต้องกระตุ้นไม่ให้แช่แข็ง ขึ้นหิ้ง หรือจมปักอยู่ที่ชำนาญการพิเศษเหมือนที่เป็นอยู่ขณะนี้ 6. ควรปรับหลักเกณฑ์และวิธีการเรื่องอื่น ต้องไม่ส่งเสริมให้ สะสมแฟ้ม โล่ รางวัล ป้ายไวนิล ฟิวเจอร์บอร์ด และการขึ้นป้ายรอบรั้วโรงเรียน เช่น เกณฑ์การคัดเลือกเพื่อแต่งตั้ง ย้ายของผู้บริหารและครู เป็นต้น
7. ยกเลิกประเพณีการต้อนรับผู้ประเมินอันเป็นการยุ่งยากสิ้นเปลื้อง เช่น การขึ้นป้ายต้อนรับ การจีบผ้าประดับ จัดเลี้ยง ของที่ระลึกหรือของกำนัลทั้งหลาย และการประเมินในห้องประชุมหรือห้องจัดแสดงผลงานเปลี่ยนเป็นการประเมินในห้องเรียนจริง
ที่มา ; FB รศ.ดร. สุรวาท ทองบุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล
“ตรีนุช”ปลื้มหลักเกณฑ์และวิธีการการประเมินวิทยฐานะตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) น่าพอใจ
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี กรุงเทพมหานคร นอกจากเข้าร่วมการประชุม ก.ค.ศ. สัญจรแล้ว ยังได้ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนแบบออนไซต์ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ด้วย
“การลงพื้นที่ในครั้งนี้นอกจากเป็นการประชุม ก.ค.ศ.สัญจรแล้ว ยังเป็นการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี ที่ได้มีการเปิดเรียนในรูปแบบ On-site มาตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2564 ว่าการจัดการเรียนการสอนมีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง หรือจะให้ทางกระทรวงศึกษาธิการช่วยเหลือเรื่องใดบ้าง ซึ่งปรากฏว่าการจัดการเรียนการสอนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี” น.ส.ตรีนุชกล่าว
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันการเข้าร่วมการประชุม เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการการประเมินวิทยฐานะใหม่ หรือเกณฑ์ PA จากผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนนำร่องจำนวน 15 แห่ง ที่ได้มีการทดลองใช้เกณฑ์ PA ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารจากสถานศึกษานำร่องดังกล่าว ได้ร่วมสะท้อนภาพการจัดการศึกษาและการทดลองใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในพื้นที่
“จากผลการรับฟังเรื่องดังกล่าว พบว่าผู้บริหารสถานศึกษานำร่องมีความเข้าใจและสามารถถ่ายทอดให้แก่ข้าราชการครูในโรงเรียนของตนปฏิบัติตามในหลักเกณฑ์การประเมินดังกล่าวได้ ซึ่งในภาพรวมของการทดลองใช้หลักเกณฑ์ PA เป็นไปในทิศทางที่น่าพอใจ” น.ส.ตรีนุชกล่าว
น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการสร้างความเข้าใจแก่สถานศึกษาทั่วประเทศ โดยให้ใช้สถานศึกษานำร่องทั้ง 15 แห่ง เป็นภาคีเครือข่ายในการสร้างการรับรู้ให้กับสถานศึกษาอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 23 ธันวาคม 2564
ก.ค.ศ. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา ตามเกณฑ์ PA ส่งท้ายปี 2564
รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ได้มอบหมายให้ รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. (นางสาวเจริญวรรณ หนูนาค) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานและการขับเคลื่อน การดำเนินงานเกี่ยวกับเกณฑ์ PA ส่งท้ายปี พ.ศ. 2564 เพื่อรับทราบความบคืบหน้า ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานของโรงเรียนเกี่ยวกับการนำหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเกณฑ์ PA ไปใช้ในสถานศึกษา ณ โรงเรียนขนอมพิทยา ต.ขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12
ซึ่งจากผลการลงพื้นที่พบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนดังกล่าว สามารถดำเนินการในเรื่องของเกณฑ์ PA ได้อย่างเข็มแข็งและจริงจังมาก ไม่มีปัญหาในการดำเนินการ ครูสามารถจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) และทำคลิปการสอนได้ทุกคน เนื่องจากได้มีการศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการจากคู่มือและสื่อต่าง ๆ ที่ ก.ค.ศ. จัดทำและเผยแพร่ในช่องทางต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด
และที่สำคัญคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนได้ช่วยกันถ่ายทอดและเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งเสนอแนะวิธีการหรือรูปแบบในการจัดการเรียนการสอน หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า PLC (Professional Learning Community) คือ การรวมตัว ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมทำ และร่วมเรียนรู้ของครูและผู้บริหาร เพื่อนำไปสู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิพลของผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์หนึ่ง ของหลักเกณฑ์ PA และนอกจากนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12 ได้เข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนในการดำเนินงานอย่างจริงจังจนเกิดผล ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ดีที่จะสามารถเป็นต้นแบบของการเรียนรู้ด้วย
สำหรับในปีใหม่ พ.ศ. 2565 สำนักงาน ก.ค.ศ. ก็ได้วางแผนที่จะขับเคลื่อนตามนโยบาย 5 คานงัดในการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงาน ก.ค.ศ. เพื่อให้เพื่อเกิดประโยชน์กับเพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการจัดการศึกษาของชาติที่มีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นตามสโลแกนของสำนักงาน ก.ค.ศ. “ร่วมพลิกโฉมวิชาชีพครู สู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่ากับ ก.ค.ศ.” ต่อไป
ที่มา ; สำนักงาน ก.ค.ศ.
เลขาธิการ ก.ค.ศ. ลงพื้นที่จังหวัดระยองเพื่อติดตามผลการขับเคลื่อนการขอมีเลื่อนวิทยฐานะเกณฑ์ PA สู่การปฏิบัติ
เลขาธิการ ก.ค.ศ. ลงพื้นที่อย่างไม่เป็นทางการติดตามผลการขับเคลื่อนการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เกณฑ์ PA) พร้อมรับฟังปัญหาและอุปสรรคในทางปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การดำเนินงานของสถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา และให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความชัดเจน
เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการติดตามผลการดำเนินงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ว่าหลังจากที่ได้มีการประกาศใช้เกณฑ์ PA ทั้ง 4 สายงาน ที่ ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้ไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 นั้น ครู บุคลากรทางการศึกษา สถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีการนำไปปฏิบัติและมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง พบปัญหาหรืออุปสรรคหรือไม่ จึงได้ลงพื้นที่รับฟังด้วยตนเอง เพื่อสร้างความเข้าใจและคลี่คลายในประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินงานต่าง ๆ และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย โดยได้เลือกลงพื้นที่โรงเรียนวัดกันเกรา อำเภอแกลง และโรงเรียนบ้านชุมแสง อำเภอวังจัน จังหวัดระยอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 ซึ่งมีข้าราชการครู ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 (นายสุเทพ ศรบุญทอง) ได้เข้ามาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงการดำเนินการตามเกณฑ์ PA ซึ่ง พบว่า ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดระยองส่วนใหญ่มีความตื่นตัว และมีความเข้าใจหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการดังกล่าว โดยได้มีการศึกษาหลักเกณฑ์และข้อมูลจากสื่อรูปแบบต่าง ๆ ของสำนักงาน ก.ค.ศ. และได้ทราบว่าขณะนี้ได้มีการจัดทำข้อตกลง (PA) ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งพูดได้ว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดระยอง สามารถขับเคลื่อนการดำเนินการเกณฑ์ PA ได้อย่างน่าชื่นชม และเป็นที่น่ายินดีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดระยอง ได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการร่วมพลิกโฉมวิชาชีพครู สู่การศึกษาที่ดีกว่ากับ ก.ค.ศ.
ซึ่งหลังจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ก็ได้วางแผนในการลงพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เกี่ยวกับการคขับเคลื่อนการดำเนินงานตามเกณฑ์ PA ต่อไป เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว
นอกจากนี้ยังมีครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่ได้เข้าร่วมพูดคุยถึงการดำเนินการ ตามเกณฑ์ PA เช่น
นางสาวจินตนา ปาสองห้อง ครูโรงเรียนวัดหนองกันเกรา กล่าวว่า คิดว่าครูทุกท่านสามารถทำ PA ได้ การที่ ก.ค.ศ. ลงพื้นที่มาสร้างความเข้าใจในเรื่อง PA ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์นี้มากขึ้น และมีเป้าหมายในการทำงาน เป็นกำลังใจให้เพื่อนครูที่จะทำผลงาน เพราะท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์ทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นกับเด็กในโรงเรียนของเราเอง
นางสาวมณฑาทิพย์ เสวคนธ์ ผอ.โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย กล่าวว่า การเขียน PA จะช่วยพัฒนาครูอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งที่โรงเรียนได้ใช้รายงานกระบวนการ PLC ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตั้งเป้าการพัฒนาผู้เรียน ศึกษา ทำความเข้าใจข้อมูลจาก ก.ค.ศ. โดยตรง ซึ่งตนเองมองว่าไม่ได้เป็นภาระกับครูและผู้บริหารเลย เพราะถ้าทุกคนได้ศึกษาแล้วจะพบว่าเป็นงานประจำที่ทำกันอยู่แล้ว เพียงแต่ PA เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดระบบการทำงานปกติ และนำไปใช้ต่อยอดไปถึงการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะเท่านั้นเอง
นายสุธน พรมลี ศึกษานิเทศก์ สพม.ชลบุรี – ระยอง กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ ก.ค.ศ.ได้ลงพื้นที่มาสร้างความเข้าใจโดยตรงทำให้รับทราบข้อมูลโดยตรง และเห็นว่าเกณฑ์ PA มีประสิทธิภาพเพราะเป็นรูปแบบการประเมินที่อ้างอิงจากต่างประเทศมาปรับใช้ในการพัฒนาครูในรูปแบบเดิม ๆ และเชื่อว่าจะสามารถวัดผลการสอนของครูและพัฒนาเด็กได้จริง
ที่มา ; สำนักงาน ก.ค.ศ.