สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M505_‘เงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษ’ ผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ

นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 ทาง กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) ได้ริเริ่มโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ซึ่งรู้จักกันในนามทุนเสมอภาค ซึ่งในงานนี้อาจกล่าวสลับไป-มาระหว่างทุนเสมอภาคกับนักเรียนยากจนพิเศษ โดยกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษจะระบุด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม ที่เรียกว่า Proxy Means Test ซึ่งเป้าหมายของโครงการนี้ก็คือเพื่อที่จะบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียน ของครัวเรือนของนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์”

รศ.ดร.ภัททา เกิดเรือง อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวในการบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบของเงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ” จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงที่มาที่ไปของการศึกษาในหัวข้อดังกล่าว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา เป็นนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่ม “ยากจน” ซึ่งเข้าเกณฑ์ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาเด็กกลุ่มนี้ก็ยังมีกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ยากจนพิเศษ” ซึ่งก็จะได้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเข้าไปอีกนอกจากเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน เรียกว่า“ทุนเสมอภาค” โดยเงื่อนไขของทุนเสมอภาคคือนักเรียนต้องมีอัตราการมาเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80-85 และมีน้ำหนัก-ส่วนสูงตามเกณฑ์การเจริญเติบโต ต่อมายังมีการเพิ่มเงื่อนไขเรื่องผลการเรียนเข้ามาด้วยอีกประการหนึ่ง

ทั้งนี้ เคยมีการประเมินผลโครงการโดยใช้ข้อมูลของช่วงปี 2562-2563 พบว่า เงินทุนเสมอภาคส่งผลให้การเติบโตของนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (เมื่อเทียบกับนักเรียนกลุ่มยากจน และนักเรียนกลุ่มไม่ยากจน) แต่ค่าประมาณการที่ได้มีน้อยมาก และพบว่าเป็นค่าที่ชัดเจนที่มีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา หรือช่วงอายุระหว่าง 12-14 ปี และเนื่องจากที่มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอีกในช่วงปี 2563-2565 การศึกษาล่าสุดจึงมีจุดประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบต่อพัฒนาการด้านสุขภาพว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มทุพโภชนาการ

ตัวชี้วัดการเจริญเติบโตนั้นจะใช้สิ่งที่เรียกว่า Anthropometric Measurement (ตัวชี้วัดในเชิงมานุษยวิทยา) เพราะใช้ง่ายและมีเกณฑ์เปรียบเทียบที่ชัดเจน เช่น เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) หรือของแต่ละประเทศ ประกอบด้วย 

1.ส่วนสูงเทียบกับอายุ (Height-for-Age) เป็นการแสดงว่าภาวะโภชนาการในอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เช่น หากส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์อายุก็แสดงว่าเด็กมีปัญหาภาวะเตี้ย ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากการบริโภคในเดือนหรือในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เป็นผลจากการบริโภคในระยะยาว

2.น้ำหนักเทียบกับอายุ (Weight-for-Age) บ่งชี้ภาวะโภชนาการในระยะสั้นอาจบอกถึงการขาดสารอาหารหรือการเจ็บป่วยที่เป็นในระยะนั้น ตัวชี้วัดนี้จะบอกว่า อายุใดควรมีน้ำหนักเท่าใด และ 

3.น้ำหนักเทียบกับส่วนสูง (Height-for-Weight) เป็นการวัดความสมส่วนของร่างกายโดยไม่นำเรื่องอายุมาพิจารณา สำหรับตัวชี้วัดนี้บางแห่งจะใช้คำว่า BMI (Body Mass Index : ดัชนีมวลกาย) ซึ่งจะมีค่าคำนวณที่ใกล้เคียงกัน โดยเป็นการเทียบระหว่างส่วนสูงเท่านี้กับน้ำหนักเท่านี้แล้วสรุปว่าเข้าข่ายผอมหรืออ้วนเกินไปหรือไม่

สำหรับกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนที่ถูกระบุว่ามีสถานะความยากจน ระหว่างปีการศึกษา 2563-2565 จำนวน 893,805 คนคัดเลือกกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักช่วง 10-100กิโลกรัม และส่วนสูงช่วง 85-185 เซนติเมตร ตัดข้อมูลที่ไม่สมเหตุสมผลออกเช่น ในช่วง 3 ปี มีเด็กที่มีส่วนสูงลดลงหรือเพิ่มขึ้น 10 ซม./ปี หรือมีน้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ตัดข้อมูล Z-Scores ตามเกณฑ์มาตรฐาน คือ ส่วนสูงเทียบกับอายุ (ตัดกลุ่มต่ำกว่า -5 และสูงกว่า 3) น้ำหนักเทียบกับอายุ (ตัดกลุ่มต่ำกว่า -5 และสูงกว่า 5) น้ำหนักเทียบกับส่วนสูง (ตัดกลุ่มต่ำกว่า -4 และสูงกว่า 5)

การศึกษานี้แบ่งเป็น 

1.ภาวะทุพโภชนาการ (กลุ่มอายุ 6-11 ปี) เช่น

   1.1 เตี้ยแคระแกร็น (Stunting) พบสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นทั้ง 3 กลุ่ม (ไม่ยากจน, ยากจน, ยากจนพิเศษ) แต่ที่เพิ่มมากอย่างมีนัยสำคัญคือกลุ่มยากจนพิเศษ จึงควรได้รับความช่วยเหลือมากกว่ากลุ่มอื่น อย่างไรก็ตาม ในด้านนี้มีข้อสังเกตจากทีมวิจัยว่า อาจเป็นเพราะระหว่างปี 2563-2565 มีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งมีมาตรการปิดโรงเรียนในบางช่วง ทำให้การวัดอาจคลาดเคลื่อนได้

    1.2 ผอมเกินไป (Wasting) พบน้อยลงทั้ง 3 กลุ่ม แต่กลุ่มยากจนพิเศษก็ยังมีปัญหามากกว่ากลุ่มอื่น

    1.3 น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน (Underweight) พบด้านนี้เพิ่มขึ้นทั้ง3 กลุ่ม แต่มีข้อสังเกตว่า ทั้งการเทียบส่วนสูงกับอายุ และเทียบน้ำหนักกับอายุ หากใช้เกณฑ์นี้จะพบปัญหา แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กนั้นอ้วนหรือผอมเกินไป หมายถึงเด็กมีรูปร่างเล็กหากเทียบกับเกณฑ์อายุ แต่หากเทียบน้ำหนักหรือส่วนสูงก็จะไม่ใช่ปัญหา และ

     1.4น้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน (Overweight) และภาวะอ้วน (Obese) แม้จะพบเพิ่มขึ้นทั้ง 3 กลุ่ม แต่กลุ่มเด็กที่ไม่ยากจนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนกว่ากลุ่มอื่นๆ

   2.ภาวะทุพโภชนาการ (กลุ่มอายุ 12-14 ปี) ไล่ตั้งแต่

      2.1 เตี้ยแคระแกร็น (Stunting) น่าสนใจว่า ในขณะที่เพศหญิงพบปัญหานี้ลดลงแต่เพศชายกลับพบมากขึ้น และเป็นแบบนี้เหมือนกันทั้งกลุ่มไม่ยากจน ยากจนและยากจนพิเศษ

      2.2 ผอมเกินไป (Wasting) และน้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน (Underweight) สำหรับกลุ่มไม่ยากจนกับกลุ่มยากจน หากเป็นเพศหญิงจะไม่พบความแตกต่างมากนัก โดยกลุ่มยากจนพบมากกว่ากลุ่มไม่ยากจนเล็กน้อยในปี 2563 และพบใกล้เคียงกันช่วงปี 2564-2565 แต่หากเป็นเพศชาย พบมากขึ้นอย่างชัดเจนทั้ง 3 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม ในกลุ่ม ยากจนพิเศษก็ยังพบมากกว่าอีก 2 กลุ่มที่ เหลือ และ 

      2.3 น้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน (Overweight) และภาวะอ้วน (Obese) มีแนวโน้มลดลงทั้ง 3 กลุ่ม แต่ในกลุ่มเด็กที่ไม่ยากจนจะลดลงน้อยกว่ากลุ่มอื่น

สรุปข้อค้นพบจากการศึกษา” มีดังนี้

      1.นักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษ อายุ 6-11 ปี ก่อนได้รับเงินอุดหนุน พบมีภาวะทุพโภชนาการมากกว่ากลุ่มอื่น (กลุ่มไม่ยากจน และกลุ่มยากจน) แต่เมื่อได้รับเงินอุดหนุน พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

      2.อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มยากจนพิเศษ อายุ 12-14 ปี แม้ได้รับเงินอุดหนุนผลที่ออกมาก็ยังติดลบ หมายถึงน้ำหนัก-ส่วนสูง ไม่ได้เติบโตแบบสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มากกว่ากลุ่มอื่น และเงินอุดหนุนที่ได้อาจไม่เพียงพอ

       3.การได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า 1 ครั้ง (2563-2565) ดีกว่าได้เพียง1 ครั้ง (2563-2564) ซึ่งพบในนักเรียนระดับประถมศึกษา

       4.นักเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลจากทุนเสมอภาคมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งต้องทำการศึกษาต่อไปว่ามีปัจจัยใดบ้าง

        5.ทุนเสมอภาคทำให้ภาวะเตี้ยและน้ำหนักน้อยลดลงในกลุ่มอายุ 6-11 ปี แต่ก็ไม่ได้ลดลงมาก แต่ภาวะอื่นๆ ไม่ได้มีนัยสำคัญในทางสถิติ

        6.ทุนเสมอภาคส่งผลเชิงบวกกับเด็กวัยประถมศึกษา (อายุ 6-11 ปี) โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนัก ซึ่งหมายถึงการเห็นผลในระยะสั้น ส่วนระยะยาวต้องเก็บข้อมูลมากกว่านี้ เช่น 3 ปีขึ้นไป

การที่เขาได้รับทุนเสมอภาคมันจะส่งผลอย่างไรกับสุขภาพของเด็ก? ทางหนึ่งก็คือมันมี Income Effect (ผลกระทบด้านรายได้) ครัวเรือนอาจเอาเงินทุนนี้ไปใช้ในการบริโภคมากขึ้น แต่เนื่องจากทุนเสมอภาคให้ 1 ครั้งต่อ 1 ปี มันอาจไม่ได้มีผลที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค อีกทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือการที่เขาได้ทุนเสมอภาคและมีเงื่อนไขว่าต้องไปโรงเรียน เป็นไปได้ว่าการที่เขาต้องไปโรงเรียนทำให้เขาได้รับผลทางบวกจากการรับประทานอาหารที่โรงเรียน เช่น โครงการอาหารกลางวัน

เพราะฉะนั้นอันนี้ชี้ให้เห็นว่า การให้เงินเพื่อให้เด็กได้รับ ที่เฉพาะเจาะจงกับการบริโภคอาหารของเด็ก อาจส่งผลที่ตรงกับผลลัพธ์ทางสุขภาพมากกว่าการให้ไปยังครัวรือน เพราะการให้เงินไปยังครัวเรือน เราต้องไปดูว่าเขาใช้เงินทางด้านไหน ซึ่งเข้าใจว่างานในอดีตประเมินที่ผ่านมา พบว่าครัวเรือนจำนวนมากเอาเงินไปใช้ในการซื้อเสื้อผ้าเด็ก ซึ่งมันก็ดีตรงนี้เขาสามารถที่จะเอาเงินที่เมื่อก่อนอาจจะลดการบริโภคเรื่องเงินซื้อเสื้อผ้า กลายเป็นว่าเอาเงืนไปซื้อเสื้อผ้า และมีเงินเดิมเอามาใช้บริโภคอาหารได้” รศ.ดร.ภัททา กล่าว

รศ.ดร.ภัททา ยังกล่าวอีกว่า เงินอุดหนุนจะมีผลต่อเมื่อไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ครัวเรือน” ดังนั้นทางเลือกในการพิจารณาคือ ะเพิ่มจำนวนเงินอุดหนุนหรือไม่? หรือจะเพิ่มเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม? เช่น มีกลุ่มยากจนพิเศษในบางภูมิภาค ซึ่งการให้เงินอุดหนุนอาจไม่จำเป็นต้องตั้งเงื่อนไขว่ามีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์เท่านั้น เพราะหากตั้งเงื่อนไขว่าเด็กต้องโตตามเกณฑ์ ก็อาจไม่ครอบคลุมเด็กที่ไม่โตตามเกณฑ์ และกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มยากจนกว่ากลุ่มอื่น

อนึ่ง ด้วยความที่งานศึกษาชิ้นนี้ใช้ข้อมูลที่คาบเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จึงอาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนได้ เช่น เด็กวัดส่วนสูง-ชั่งน้ำหนักเองแล้วส่งผลมาเพราะเวลานั้นโรงเรียนถูกสั่งปิดรวมถึงไม่สามารถทราบได้ว่า การมาโรงเรียนมีผลต่อสุขภาพอย่างไร หรือเงินที่ได้ถูกใช้ไปอย่างไรในช่วงที่ไม่ได้มาโรงเรียน 

ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 

สรุปสาระสำคัญ 

รศ.ดร.ภัททา เกิดเรือง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาผลกระทบของ “ทุนเสมอภาค” ซึ่งเป็นเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไขของ กสศ. ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อบรรเทาภาระครัวเรือนนักเรียนที่ขาดแคลน โดยมีเงื่อนไขการมาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80-85 และมีน้ำหนัก–ส่วนสูงตามเกณฑ์ โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลนักเรียนกว่า 8.9 แสนคน ระหว่างปี 2563–2565 เพื่อประเมินผลต่อพัฒนาการทางสุขภาพผ่านตัวชี้วัดทางมานุษยวิทยา เช่น ส่วนสูงเทียบอายุ น้ำหนักเทียบอายุ และน้ำหนักเทียบส่วนสูง พบว่า ทุนเสมอภาคส่งผลดีต่อเด็กประถมอายุ 6–11 ปี โดยเฉพาะด้านน้ำหนัก ส่วนเด็กมัธยม 12–14 ปี ผลยังติดลบเพราะอาจได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเงินอุดหนุนไม่เพียงพอ ผลเชิงบวกพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในครัวเรือนที่ได้รับทุนมากกว่าหนึ่งปี สะท้อนว่าเงินอุดหนุนมีผลต่อสุขภาพเมื่อคิดเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ครัวเรือน และการใช้จ่ายที่เฉพาะเจาะจง เช่น อาหารเด็ก จะให้ผลต่อสุขภาพดีกว่าการให้เงินโดยตรงแก่ครัวเรือน
 

ข้อสอบ

1.เงื่อนไขสำคัญของ “ทุนเสมอภาค” ที่สะท้อนแนวคิด conditional cash transfer คือข้อใด
ก. การมอบเงินโดยไม่ต้องตรวจสอบรายได้ครัวเรือน
ข. การให้เงินเฉพาะนักเรียนที่ผลการเรียนดี
ค. การกำหนดเงื่อนไขการมาเรียนและพฤติกรรมสุขภาพ
ง. การจัดสรรงบประมาณเท่าเทียมทุกภูมิภาค

ผลการศึกษาชี้ว่าทุนเสมอภาคมีผลเชิงบวกชัดเจนที่สุดในกลุ่มใด
ก. นักเรียนมัธยมตอนต้น อายุ 12–14 ปี
ข. นักเรียนประถม อายุ 6–11 ปี
ค. นักเรียนยากจนทั่วไปทุกช่วงอายุ
ง. นักเรียนกลุ่มไม่ยากจนในเมืองใหญ่

จากผลวิจัย การให้เงินอุดหนุนที่ “เฉพาะเจาะจงเพื่อการบริโภคอาหารของเด็ก” ดีกว่าการให้เงินแก่ครัวเรือนโดยตรง เพราะเหตุใด
ก. ช่วยลดปัญหาการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์
ข. สร้างแรงจูงใจให้ผู้ปกครองส่งลูกมาเรียน
ค. เพิ่มความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว
ง. ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค

จากข้อค้นพบ “เงินอุดหนุนจะมีผลต่อเมื่อไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ครัวเรือน” ผู้บริหารการศึกษาควรตีความอย่างไรเพื่อใช้กำหนดนโยบายช่วยเหลือนักเรียน
ก. เน้นขยายจำนวนผู้ได้รับทุนให้มากที่สุด
ข. ปรับเพิ่มจำนวนเงินทุนให้เพียงพอต่อผลกระทบรายได้
ค. ลดเงื่อนไขการได้รับทุนเพื่อความรวดเร็ว
ง. มอบทุนผ่านองค์กรเอกชนท้องถิ่น

ข้อใดสะท้อนการใช้ข้อมูลวิจัยเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายทางการศึกษาที่ “มีเหตุผลและรอบคอบ” ที่สุด
ก. เพิ่มจำนวนทุนโดยไม่ต้องประเมินผลเพราะผลเชิงบวกชัดเจน
ข. ลดเงื่อนไขทั้งหมดเพื่อลดความซับซ้อนในการบริหาร
ค. ศึกษาปัจจัยเพิ่มเติม เช่น ภูมิภาค เพศ และสถานการณ์โควิด ก่อนขยายผล
ง. เปลี่ยนรูปแบบการให้ทุนเป็นเงินกู้ยืมเพื่อความยั่งยืน

คลิกเฉลย >>>