
ศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 37/2550 คดีหมายเลขดำที่ อ. 841/2548 ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้คำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจากโรงเรียนเพชรถนอมไปดำรงตำแหน่งโรงเรียนอื่นเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่โดยที่มาตรา ๓๐ วรรคสอง (๖) แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้กำหนดไว้ใน (๑) ว่า
ให้คำสั่งทางปกครองที่เป็นการบรรจุ การแต่งตั้ง เป็นคำสั่ง ที่ไม่ต้องนำความตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ ดังนั้น การออกคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ไม่จำต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงและให้โอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่งแต่อย่างใด จึงถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการตามกระบวนการออกคำสั่งในส่วนที่แต่งตั้ง (ย้าย) ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นไปโดยชอบแล้ว และโดยที่โรงเรียนเพชรถนอมเป็นโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนนำร่อง ๑ ใน ๗๐ โรงเรียนของกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาสู่ระบบประกันคุณภาพจากหน่วยงานภายนอก ซึ่งการจะบริหารกิจการของโรงเรียนให้บรรลุสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ผู้บริหารจำต้องได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่ายภายในโรงเรียนเป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีพฤติการณ์ไปในทางไม่ให้ความร่วมมือ และมีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่หลายประการ แม้พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ถึงขั้นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย แต่ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคในการพัฒนาโรงเรียนสู่ระบบประกันคุณภาพได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเห็นชอบให้ย้ายผู้ฟ้องคดีทั้งสองไปยังโรงเรียนที่ขาดแคลนอัตรากำลังครูและเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้กับที่อยู่ตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่ได้แจ้งไว้กับทางโรงเรียน กรณีจึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยชอบแล้ว ดังนั้น เมื่อกระบวนการออกคำสั่งและการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการออกคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นไปโดยชอบ คำสั่งกรุงเทพมหานครที่ ๓๔๐๕/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๔ ในส่วนที่แต่งตั้ง (ย้าย) ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย แม้เป็นการแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไปดำรงตำแหน่งยังโรงเรียนที่อยู่ไกลจาก ที่อยู่มากขึ้น ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปกลับระหว่างที่พักกับที่ทำงานมากขึ้น ก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกฟ้องและ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
สาระสำคัญเพิ่มเติม
1. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่สร้างภาระ
2. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ให้ประโยชน์
3. การยกเลิกคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายที่สร้างภาระ
4. การยกเลิกคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายที่ให้ประโยชน์
หลักเกณฑ์ของการลบล้างคำสั่งทางปกครองในเบื้องต้น
มาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 บัญญัติว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 51 มาตรา 52 และมาตรา 53 ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตามกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นมาแล้วหรือไม่
การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่คำสั่งทางปกครองจะได้ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งหรือการข่มขู่หรือการชักจูงใจโดยการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มิชอบด้วยกฎหมาย บ่งชี้ว่าการลบล้างคำสั่งทางปกครอง ตั้งแต่มาตรา 49-53 เป็นการลบล้างคำสั่งทางปกครองนอกกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ หมายความว่าต่อให้คำสั่งทางปกครองนั้นเป็นคำสั่งทางปกครองที่ล่วงพ้นระยะเวลาอุทธรณ์โต้แย้งไปแล้ว คือมีคำสั่งทางปกครองที่มีผลบังคับผูกพันหรือถึงที่สุดไปแล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ยังคงมีอำนาจในการที่จะไปลบล้างคำสั่งทางปกครองตามหลักเกณฑ์ใน มาตรา 51-53 ได้อยู่
แต่หากเจ้าหน้าที่มีคำสั่งทางปกครอง แต่ยังไม่พ้นเวลาอุทธรณ์ และไม่มีใครมาอุทธรณ์ ตัวเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองอาจพบว่าคำสั่งทางปกครองที่ออกไปนั้นต้องด้วยเหตุที่จะต้องถูกลบล้าง เขาสามารถจะดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบล้างคำสั่งทางปกครองได้ แต่ต้องกระทำตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 51-53 แห่ง พ.ร.บ. วิธพีปฏิบัติราชการทางปกครองนี้ แต่หากตัวเจ้าหน้าที่เองยังไม่ได้มีการลบล้างคำสั่งทางปกครองนั้น และได้มีผู้อุทธรณ์เข้ามา ก็จะมีผลเป็นการเปีดกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ขึ้น เจ้าหน้าที่นี้ต้องไปใช้อำนาจในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งจะมีขอบอำนาจที่กว้างขวางกว่า การลบล้างคำสั่งทางปกครองนอกกระบวนพิจารณาจะเกิดขึ้นในกรณีที่คำสั่งทางปกครองนั้นถึงที่สุด คือพ้นระยะเวลาอุทธรณ์โต้แย้งโดยไม่มีการอุทธรณ์โต้แย้ง แต่ตัวเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองเห็นว่าคำสั่งทางปกครองนั้นควรจะมีการลบล้างด้วยเหตุประการใดประการหนึ่ง ก็สามารถใช้อำนาจลบล้างคำสั่งทางปกครองด้วยตัวเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีผู้ยื่นคำร้องหรือคำขอ
กฎหมายจึงกำหนดให้กระทำตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขนี้ หรือกรณีที่ผู้โต้แย้งคำสั่งทางปกครองได้โต้แย้งโดยพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรับไปพิจารณา และเห็นว่ามีเหตุผลที่ควรจะลบล้างคำสั่งทางปกครองนั้น เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็สามารถลบล้างคำสั่งทางปกครองด้วยตัวเองได้ เช่นกัน
ที่มา ; FB เขาว่าเป็นคดีปกครอง ส่วนแยกจากศาลปกครองระยอง